นวนิยายชุด ลูกไม้ของพ่อ : ในม่านเมฆ (ร่มแก้ว)

นวนิยายชุด ลูกไม้ของพ่อ : ในม่านเมฆ (ร่มแก้ว)

2 รีวิว  2 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786165001915
ผู้แต่ง: ร่มแก้ว
ของหมด (ต้องการสินค้า)
ราคา: 230.00 บาท 115.00 บาท
ประหยัด: 115.00 บาท ( 50.00% )

เนื้อหาบางส่วน

รวงข้าวรู้ซึ้งถึงความหมายของวลีที่ว่า ‘อยากลืมกลับจำ อยากจำ กลับลืม’ ได้อย่างดีทีเดียว...เมื่อมันกำลังเกิดขึ้นกับตัวหล่อนเอง

ยิ่งเมื่อ ‘เรื่องนั้น’ คือความผิดที่เราทำไว้กับคนที่เรารัก ก็ยิ่งดูเหมือน จะไม1มีทางลืมได้เลย...

ไม่ว่าจะ ‘เวลา’ หรือ ‘ระยะทาง’ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ดูอย่างหล่อนสิ เวลา ก็ฝานไปตั้งสิบปีแล้ว ระหว่างนั้นก็ได้บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนไกลถึง

เมืองนอกเมืองนา ก็ไม่เห็นจะช่วยให้ลืมได้สักนิด

หล่อนยังคงฝันถึงใบหน้าของคนที่หล่อนทำให้เสียใจอยู่ทุกๆ คํ่าคืน

มิหนำซํ้า พอได้กลับมาเห็นท้องฟ้าเมืองไทยอีกครั้งอย่างตอนนี้...

ตอนที่เที่ยวบินจากสหรัฐอเมริกาลงแลนดิงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ท้องฟ้า สีทองยามอุษาสางมันยิ่งเตือนให้คิดถึงท้องฟ้าที่ ‘บ้านไอดิน’

และความทรงจำเก่าๆ ก็ยิ่งกลับมาชัดเจนเสียจนราวกับว่า ทุกอย่าง เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

อาจจะจริงที่ว่า...บางอย่าง ยิ่งวิ่งหนีมันก็ยิ่งไล่ตาม

บางที อาจถึงเวลาแล้วที่จะต้องเลิกหนี ‘ความจริง’ เสียที...

‘นางสาวรวงข้าว แสนชล’ รีบลงจากเครื่องบินที่พาหล่อนข้ามนํ้าข้าม

ทะเลกลับมาสู่บ้านเกิดเมืองนอนที่จากไกลไปนานสองปี หญิงสาวผ่านขั้นตอน การตรวจคนเข้าเมือง ไปรับกระเป๋าเพื่อออกไปพบกับใครบางคนที่คงจะเฝ้ารอ การกลับมาของหล่อนอยู่ข้างนอกโน่นแล้ว

ทันทีที่เดินออกจากประตูผู้โดยสารขาเข้า หญิงสาวก็กวาดสายตามอง

หา...คนที่เห็นเด่นสะดุดตากว่าใครๆ ในบริเวณนั้นก็คือ ผู้ชายร่างสูงใส่สูท

เนี้ยบที่ยืนล้วงกระเป๋าตามองจอโทรทัศน์วงจรปิดซึ่งถ่ายทอดภาพผู้โดยสาร

ซึ่งเพิ่งลงจากเครื่อง ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองทยอยกันออกมา

เขากำลังตั้งอกตั้งใจอย่างมากกับการมองจ้องจอทีวี...ตั้งใจเสียจน หล่อนเข็นรถกระเป๋าเข้าไปประชิดตัวแล้ว เขาก็ยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัว จนต้อง แกล้งกระแอมเบาๆ นั่นแหละ เขาจึงหันมา...ขมวดคิ้ว...แล้วก็ก้าวถอยเหมือน

จะหลบทางให้ พึมพำว่า...ขอโทษครับ

“มารอรับใครคะ ให้ช่วยหาไหม?”

คิ้วเข้มเหน่อกรอบแว่นที่ขมวดมุ่นนิดๆ อยู่เป็นนิตย์กระตุกเข้าหากัน

ไม่แน่ใจว่าเขาไม1ชอบใจที่ถูก ‘ผู้หญิงแปลกหน้า’ เข้ามาทักก่อน หรือกำลัง

รู้สึกว่าคุ้นหน้าหล่อน และพยายามคิดว่าเคยเจอกันที่ไหนกันแน่

แต่ที่แน่ๆ หน้าตาอย่างนั้นทำให้รวงข้าวกลั้นยิ้มไว้ไม่ไหว...

...พี่กลินธ์จำหล่อนไม่ได้จริงๆ

หญิงสาวเสยแว่นด่าที่สวมอยู่ขึ้นคาดผม จ้องตอบสายตางุนงงนั้น

ตรงๆ แล้วก็ค่อยๆ เห็นรอยคุ้นเคยปรากฏขึ้นในสีหน้าของชายหนุ่ม...

“จำกันไม่ได้จริงๆ หรือคะ?”

“รวงข้าว?!”

เขาเขม้นมองผ่านกรอบแว่นมาเหมือนยังคงไม่แน่ใจ...มองอย่างที่

รวงข้าวไม่คิดว่าพี่กลินธ์จะเคยจ้องหล่อนนาน และเต็มตาขนาดนี้มาก่อน

นับแต่วันแรกที่เป็นพี่น้องกันมาเลยทีเดียว

“ไปทำอะไรมา เปลี่ยนไปเสียจนจำไม1ได้...เห็นในวงจรปิดยังไม่รู้เลยว่า เป็นเธอ”

“ควรดีใจหรือเสียใจดีคะเนี่ย” หล่อนถามยิ้มๆ

“สวยขึ้น ทำไมถึงจะไม่ดีใจ?” เขาพูดตรงๆ ตามนิสัยของเขา ไม่ได้มี

ทีท่าป้อยอ แต่ดวงตาบอกว่าเขาพูดจริง

กสินธ์เป็นคน ‘ปากกับใจตรงกัน’ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เรื่องนี้หล่อนรู้ซึ้ง

ดีตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน วันนั้นพ่อของเขาแนะน้าให้เขารู้จักหล่อนในฐานะ น้องสาวคนใหม่...ที่จู่ๆ ก็โผล่เข้ามาในชีวิตตอนเขาอายุสิบเก้าปี

‘แกมีน้องสาวแล้วนะ ดีใจไหม?’

ไมนี้ครับ ผมไม1ได้อยากมีน้องสาวสักหน่อย’

เขาไม่ได้พูดแบบน้อยใจ ไม1ได้ขัดเคืองที่พ่อพาลูกติดของภรรยาใหม่

เข้าบ้าน...เพียงแค1ไม1ได้ยินดียินร้าย ก็เลยบอกตรงๆ ว่าไม่ได้ดีใจ...ก็เท่านั้นเอง

เขาไม่ได้รังเกียจหรือต่อต้านหล่อนซึ่งเป็นลูกติดแม่เลี้ยงอย่างในละคร เพียงแต่เขาเป็นเด็กหนุ่มประเภทที่หมกมุ่นจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจ ซึ่ง ในขณะนั้นคือการสอบฟิสิกส์โอลิมปิก และการเอนทรานซ์ให้ติดคณะวิศวกรรม- ศาสตร์ มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเมืองไทยให้สำเร็จ ส่วนน้องสาวคนใหม่ ก็เป็นแค่สิ่งหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาในบ้าน เหมือนเฟอร์นิเจอร์สักขึ้นที่พ่อของเขา เสือกซื้อเข้ามาโดยไม่ได้ถามความเห็น เขาไม่ได้ชอบ แต่ก็ไม่ได้เกลียด จึง

ไม่คิดจะสนใจอะไรมากไปกว่านั้น

“แล้วป้ากับแม่ล่ะคะ ไม1ได้มาด้วยเหรอ” รวงข้าวเปลี่ยนเรื่อง พลางหัน มองหารอบๆ

“ทำไมจะไม่มาล่ะ ตื่นเต้นกันตั้งแต่เข้า...มา พี่จะพาไปหาเดี๋ยวนี้”

เขาว่าแล้วก็รีบขยับมาเข็นรถขนกระเป๋าของหล่อนเดินน้าขึ้นบันได

เลื่อนไปยังร้านอาหาร ซึ่ง ‘พ่อของเขา’ และ ‘แม่ของหล่อน’ นึ่งรออยู่ รวงข้าว

เห็นท่านทั้งสองแต่ไกล...ป้ากับแม่ผุดลุกขึ้นทันทีเช่นกันเมื่อเห็นกลินธ์เข็น

รถขนกระเป๋านำรวงข้าวเดินเข้าไปในรัศมีสายตา

คุณกลศผู้เป็นพ่อเลี้ยงที่หล่อนเรียกติดปากว่า ‘ป้า’ ขานชื่อรวงข้าว

สาวเท้าตรงเข้ามาหา กางแขนออกกว้างเตรียมเข้ามากอด แต่อ้อมแขนนั้น

กลับรีดไปเมื่อคุณน้ำค้าง ผู้เป็นแม่ปราดเข้ามากอดตัดหน้าอย่างเฉียดฉิว

ทำเอาป๊าต้องหุบแขนลงเก้อๆ

“ลูกข้าวจ๋า ลูกแม่...ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีคุณแม่คิดถึงหนูแทบแย่

เลยรูไหมคะ” มารดาลากเสียงหวาน ประคองแก้มหล่อนหอมซ้าย หอมขวา และถือโอกาสนั้นกระซิบแบบให้ได้ยินกันสองคนว่า “...นี่กลับมาคนเดียว

จริงๆ ไม่ได้พาไอ้ฝรั่งขี้นกที่ไหนกลับมาด้วยใช่ไหมยะ”

“แมก...ข้าวบอกแล้วไงว่าไม่มี นี่ไม่เชื่อกันหรือไง” หล่อนกระซิบตอบ

มุบมิบ ก่อนพูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน “...ข้าวก็คิดถึงคุณแม่เหมือนกันค่ะ”

“คุณแม่รอตั้งนานขอกอดให้ชื่นใจหน่อย” แล้วลดเสียงลงอีก “...ไม่มีก็ดีแล้วย่ะ”

รวงข้าวกอดมารดากระซิบคุยกันอยู่สองสามประโยค ก็แกะตัวเองออก จากอ้อมแขนแน่นหนึบ เพื่อจะได้เข้าไปไหว้ผู้เป็นพ่อเลี้ยงบ้าง

“ข้าวก็คิดถึงป้าด้วยค่ะ”

ชายสูงวัยท่าทางภูมิฐานไม่มีผมขาวเลยลักเส้นยื่นมือใหญ่ๆ หนักๆ ออกมาวางบนศีรษะของเธอโยกไปมา โครงหน้าละม้ายผู้เป็นลูกชาย ต่างที่ แววตาสนุกสนานและเจนโลกมากกว่ามองมายิ้มๆ ราวกับจะชื่นชมหล่อนแทนคำพูด

“ไม่เจอกันไม่กี่ปี เป็ดน้อยของป้ากลายร่างเป็นหงส์เสียแล้ว”

“แหม คุณก็เกินไปค่ะ...” คุณน้ำค้างแกล้งขัดคอเสียงหวาน “...พูด

อย่างกับรู้จักลูกข้าวตั้งแต่ยังเป็นเป็ดน้อยอย่างนั้นแหละ มาเป็นลูกสาวคุณ

ก็ตอนสิบสี่แล้วนะคะ”

“ตอนอายุสิบสี่ก็ยังดูเป็นเป็ดมากกว่าหงส์อยู่ดี...ไม่เหมือนตอนนี้”

ป๊ามองหล่อนตั้งแต่ศีรษะจดเท้า แววตาพึงพอใจ “...โตเป็นสาวเต็มตัว

ถ้านายกลินธ์ไม่เดินนำมาคงจำไม่ได้”

“โตเป็นสาวอะไรกัน ดูยังไงก็ยังเป็นเด็กในสายตาแม่อยู่'วันยังคํ่า”

ผู้เป็นแม่เถียง

“ก็แน่ละสิ เทียบกับคุณแล้ว ยายข้าวก็เป็นเด็กนิดเดียว”

“ว่าฉันแก่หรือคะ คุณนี่เซี้ยวจริง” เมื่อเห็นแม่ตีแขนป้าด้วยท่าทาง กระเง้ากระงอด ส่วนป๊าก็หัวเราะเสียงดัง ทำท่าจะกระเซ้าต่อ รวงข้าวต้องริบหย่าศึก...

“พอแล้วค่ะ ป้ากับแม่ไม่ต้องเถียงกัน ข้าวสรุปเอง...ข้าวไปตั้งหลายปี

ก็ต้องโตขึ้นสิคะ รูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไปแค่ไหนไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ ความคิด

ข้าวโตขึ้นมาก ไม่ใช่เด็กไม่รู้ประสา ทำอะไรไม่คิดอย่างแต่ก่อนแล้วนะคะ...”

ทีแรกหล่อนก็พูดโดยไม่ได้คิดอะไร แต่พอถึงท้ายประโยคก็เหมือนจะ สำลักนํ้าลายตัวเองกับค่าว่า ‘แต่ก่อน เพราะมันพาให้แวบคิดไปถึง ‘บางเรื่อง’ ในอดีตเข้าจนได้ เช่นเดียวกับมารดาที่ก็คงคิดในเรื่องเดียวกัน จึงหันมาสบตา

อย่างรู้นัย แต่เพียงเสี้ยวนาทีทั้งหล่อนและแมกริบช่วยกันกลบเกลื่อน

“...ข้าวหมายถึง พอเรียนจบ ข้าวรู้สึกเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาเลย ตอนนี้ ข้าวไฟแรงสุดๆ พร้อมจะทำงานเต็มที่เลยค่ะ”

“นั่นสิ ไปเรียนจบปริญญาโทมาก็ต้องมีความคิดความอ่านโตขึ้นอยู่แล้ว”

ในระหว่างที่หล่อนคุยอยู่กับป้าและแม่นั้น ตลอดเวลายังรู้ตัวว่ามี

สายตาของกสินธ์มองอยู่ และในดวงตาคู่นั้นมันมีอะไรบางอย่างที่ต่างไปจาก

เมื่อก่อน...อะไรบางอย่างที่คล้ายความ ‘สนอกสนใจ’ จนรวงข้าวต้องเสมอง

เมินทำเป็นไม่เห็นอยู่หลายครั้ง

รวงข้าวกลับมาถึงบ้าน...เรียกให้ถูกก็คือคฤหาสน์หลังใหญ่ชานเมือง

อันเป็นวิมานที่สมฐานะของป้า...คุณกลศ ผู้เป็นประธานกรรมการ หรือเรียก

ง่ายๆ ว่า ‘ซีอีโอ’ ของบริษัท ‘แกรนด์มอเตอร์เอนจิเนียริง’ ประกอบธุรกิจ

จัดหาและจำหน่ายเครื่องจักรกลหนัก อุปกรณ์วิศวกรรมโยธา รวมถึงงาน

เหมืองแร่และงานก่อสร้าง มีสาขาอยู่ทั้งสี่ภาคทั่วประเทศ

บ้านหลังใหญ่ยังคงสวยงาม เพราะได้รับการดูแลอย่างดี ดูไม1ได้เก่า

โทรมไปเลยนับจากเมื่อหล่อนก้าวเข้ามาในบ้านนี้ครั้งแรกตอนอายุสิบสี่ปี

จะดูใหม่ขึ้นด้วยซํ้าเพราะการจัดสวนใหม่ การตกแต่งบ้านและเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ ให้ทันสมัยแบบโมเดิร์น

แต่ทุกอย่างไม่ทำให้หล่อนตื่นเต้นได้เท่ากับตอนที่ได้เข้าไปเห็นห้องนอน ของตัวเองที่จากไปนานสองปี

ห้องนอนของหล่อนถูกตกแต่งใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่พรมปูพื้นห้องนุ่มเท้า ยันวอลล์เปเปอร์สีม่วงอ่อนลายดอกเล็กๆ เฟอร์นิเจอร์ถูกเปลี่ยนเป็นสีขาว สไตล์วินเทจ ไม่เหลือของเดิมอยู่เลยสักชิ้น แม้แต่แอร์ก็ยังเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ตัวเล็กดีไซน์สวย มีเซนเชอร์จับตำแหน่งผู้อยู่ในห้อง แม่บอกว่าทั้งหมดนี้ป๊า เรียกนักออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อเป็นของขวัญต้อนรับการกลับมาของหล่อน หญิงสาวหมุนตัวไปรอบๆ สูดกลิ่นใหม่ของห้อง แล้วก็ล้มตัวลงบน เตียงไม้สีขาวกรุลายหวานตรงหัวเตียง ที่นอน'ขนาดดิงไชซ์หนานุ่มอ่อนยวบ เมื่อทั้งน้ำหนักลงไป ทำเอาหลับผล็อยไปแทบจะทันทีด้วยความเหนื่อยล้า โดยที่ยังไม1ทันได้แตะกระเป๋าเดินทางเลยด้วยซํ้า

‘กลับมาแล้วเหรอนังวัวลืมตีน...พวกมีความสุขสบายแล้วก็ลืมกำพืด

ตัวเอง ข้าบอกไว้เลยว่าไม่มีวันเจริญ!’

รวงข้าวสะดุ้งตื่นขึ้นเหลียวมองไปรอบห้องนอนแสนสบาย มองผ่าน หน้าต่างห้องออกไปก็เห็นว่าฟ้ามีดแล้ว ทุกอย่างในห้องยังคงเงียบสงบ

ไม่ได้ยินแม้เสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างเงียบกริบ...หล่อนฝันอีกแล้ว

หญิงสาวถอนหายใจหนักๆ ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา

เมื่อมองตัวเองในกระจก สีหน้าของหญิงสาวที่สะท้อนกลับมาในเงา

ดูไม่สบายเลย...ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรื่องราวที่เคยอยากลืม กลับมาย้อนเตือนใจ

ในรูปแบบของความฝัน...โดยเฉพาะหลังๆ นี่หล่อนยิ่งทั้งนึกถึง และฝันถึง

บ่อยขึ้น...เขาบอกว่าคนเรายิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งชอบหวนนึกถึงอดีต...น่าจะจริง

หล่อนเดินออกจากห้องนํ้าพร้อมๆ กับที่ได้ยินเสียงเคาะประตู เด็กรับใช้ ยกอาหารเย็นมาให้ถึงห้องนอน บอกว่าเป็นคำสั่งจากป๊าผู้แสนใจดีที่ต้องการ

ให้หล่อนพักผ่อนเต็มที่หลังเดินทางแกร่วอยู่บนเครื่องบินมาร่วมยี่สิบชั่วโมง หล่อนทึ่งในความเอาใจใส่ของป้า จึงเป็นอันว่าหล่อนได้กินอาหารเย็นแบบ

รูมเซอร์วิซในห้องนอน

กินเสร็จ หล่อนก็นอนแช่อ่างนํ้าวนอุ่นๆ จนสบายตัว รู้สึกตาสว่าง

ราวกับเป็นเวลากลางวัน อาจเป็นเพราะยังปรับเวลาไม1ได้ เพราะตอนนี้ถ้าเป็น

ที่อเมริกาก็เพิ่งแปดโมงเช้า เป็นเวลาตื่นนอนปกติของหล่อนพอดี รวงข้าว

จึงลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุม เปิดกระเป๋าเดินทางหยิบถุงที่จัดเตรียมเอาไว้บนสุด

แล้วเดินลงบันไดไปข้างล่าง

เสียงโทรทัศน์ด้งมาจากห้องโฮมเทียเตอร์ หล่อนจึงแง้มประตูเช้าไป

เห็นมารดานั่งดูละครหลังข่าวบนโทรทัศน์จอใหญ่ห้าสิบนิ้วอยู่เพียงลำพัง แม่

เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ รีบกดรีโมตเบาเสียง แล้วกวักมือเรียกอย่างกระตือรือร้น

“ยายข้าว...ตื่นแล้วหรือ ฉันนึกว่าแกจะเพลียจนนอนหลับเป็นตาย

ถึงเช้าเสียอีก มานี่ซิ มานั่งคุยกัน”

รวงข้าวเดินเช้าไปทิ้งตัวลงนั่งช้างๆ นึกขันกับวิธีใช้สรรพนามที่เปลี่ยน

ไปจากตอนอยู่ต่อหน้าป๊ากับกลินธ์โดยสิ้นเชิง

รวงข้าวชินเสียแล้ว แม่เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร...พูดให้ถูกก็คือ ตั้งแต่หล่อนเจอหน้าป้าครั้งแรกตอนอายุลิบลี่...

ถ้าอยู่ต่อหน้าป้า พี่กลินธ์ หรือใครอื่นนอกบ้าน แม่จะเรียกหล่อนอย่าง ไพเราะเสนาะหูว่า ‘ลูกข้าว’ และเรียกตัวเองว่า ‘คุณแม่’ อย่างนั้น ‘คุณแม่’

อย่างนี้ แต่พอลับหลัง อยู่กันตามลำพังสองคนเมื่อไร แม่จึงค่อยกลับไปใช้

สรรพนามที่ใช้กันมาตั้งแต่จำความได้ คือ ‘ฉัน’ กับ ‘แก’ หรือไม่ก็ ‘ยายข้าว’

รวงข้าวไม่ได้มีปัญหากับสรรพนามประเภทหลัง เคยชินกับมันด้วยซํ้า 

                                                             (ติดตามอ่านต่อได้ในฉบับเต็ม)

รายละเอียด

ด้วยความผิดใหญ่หลวงที่เคยก่อไว้ ทำให้ รวงข้าว ต้องจากบ้านเกิด และตาสุดที่รักไปเป็นสิบปี ถึงวันนี้เธอตัดสินใจกลับไปที่บ้านไอดิน เพื่อพิสูจน์ตัวเอง แก้ไขความผิดเรื่องคงจะง่ายกว่านี้ ถ้าหากไม่ได้เจอกับ ทิวเมฆ ผู้ร่วมก่อวีรกรรมครั้งก่อน ที่ยังมาวนเวียนทำให้ใจสั่นหวั่นไหว ที่สำคัญเขากลายเป็นนักบินฝนหลวงที่เธอปลาบปลื้มชื่นชม รวงข้าวต้องร่วมมือกับเขากอบกู้บ้านไอดินอันแห้งแล้ง ขณะเดียวกัน ก็ต้องห้ามหัวใจตัวเองไม่ให้ตกหลุมรักเขาอีกครั้ง ภารกิจนี้จะสำเร็จหรือไม่? พบเรื่องราวความรักผ่านโครงการฝนหลวง และฝายชะลอน้ำ ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งจะสร้างความชุ่มชื้นให้แผ่นดินแห้งแล้ง และความชื่นฉ่ำให้กับหัวใจทุกดวง


รีวิว (2)

เขียนรีวิว

SCR. | 2 รีวิว
21/01/2015

ถ้าจะพูดถึงนิยายชุดลูกไม้ของพ่อ โดยส่วนตัวชอบเล่มนี้ที่สุดค่ะ ชอบแบบบอกไม่ถูก ทั้ง ๆ ที่เนื้อหามันก็ไม่มีอะไรมาก แต่ที่มีเพียงอย่างเดียว และเป็นสาระของเรื่องนี้ก็คือเรื่องของฝนหลวงค่ะ การนำเรื่องฝนหลวงมาทำเป็นนิยายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นิยายเรื่องนี้น่าสนใจมาก และก็ไม่ผิดหวังค่ะ ชอบพระเอกมาก นายทิวเมฆ ชายหนุ่มที่ถีบตัวเองจากเด็กเกเรกลายมาเป็นนักบินฝนหลวงหนุ่มสุดหล่อ ทิวเมฆเป็นคนที่มีรักมั่นคงมากค่ะ รักรวงข้าวอย่างไรก็รักอย่างนั้น อีกอย่างหนึ่งที่ชอบมากคือการนำเพลงพระราชนิพนธ์มาประกอบ มีความรู้สึกว่าอ่านหนังสือแล้วเหมือนได้ยินเสียงเพลงลอยออกมาจากที่ไหนสักที่หนึ่งคลอตามเบา ๆ จริง ๆ ตัวนิยายไม่มีอะไรนะค่ะ นางเอกมีพ่อเลี้ยงเป็นตัวโกงที่จ้องจะฮุบที่ชาวบ้าน มีพี่ชายที่กึ่งจะเป็นคนดีและคนเลว มีเรื่องของการทำฝากเพิ่มมาอีกอย่างค่ะ ซึ่งตาของนางเอกเป็นคนริเริ่ม ข้อดีมาก ๆ ของรวงข้าว นางเอกของเรื่องก็คือเรื่องของสำนึกรักบ้านเกิดนี่แหละค่ะ ถึงความคิดจะไม่ค่อยเข้าท่า แต่เธอก็มีจิตใจดีที่จะทำประโยชน์ให้บ้านเกิดของเธอ ซึ่งก็ทำให้ทั้งพระเอกและตาของเธอเข้าใจได้ในท้ายที่สุด เลยอดที่จะประทับใจตรงนี้ไม่ได้เลย ส่วนสุดท้ายที่ชอบก็คือเรื่องราวของจดหมายแรงบันดาลใจของพ่อของรวงข้าว ที่ใช้ชีวิตเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน และเป็นกำลังใจให้ทิวเมฆในการทำความดี สรุปว่านิยายเรื่องนี้อ่านจบแล้วรู้สึกอิ่มเอมใจมากค่ะ
ฐาปนัส | 2 รีวิว
01/07/2014

ผู้แต่ง ร่มแก้ว สำนักพิมพ์ พิมพ์คำ จำนวนหน้าหนังสือ 360 หน้า ความผิดใหญ่หลวงที่เคยก่อไว้ ทำให้รวงข้าวต้องจากบ้านเกิด และตาสุดที่รักไปนานนับสิบปี ถึงวันนี้เธอตัดสินใจกลับไปที่บ้านไอดิน เพื่อพิสูจน์ตัวเองและแก้ไขความผิด เรื่องคงจะง่ายกว่านี้ ถ้าหากไม่ได้เจอกับทิวเมฆ ผู้ร่วมก่อวีรกรรมครั้งก่อนที่ยังมาวนเวียน ทำให้ใจสั่นหวั่นไหว ที่สำคัญ เขากลายเป็นนักบินฝนหลวงที่เธอปลาบปลื้ม รวงข้าวต้องร่วมมือกับเขากอบกู้บ้านไอดินอันแห้งแล้ง ขณะเดียวกันก็ต้องห้ามหัวใจตัวเองไม่ให้ตกหลุมรักเขาอีกครั้ง ภารกิจนี้จะสำเร็จหรือไม่... พบกับเรื่องราวความรักผ่านโครงการฝนหลวงและฝายชะลอน้ำ ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งจะสร้างความชุ่มชื้นให้แผ่นดินที่แห้งแล้ง และเติมความชุ่มฉ่ำให้แก่หัวใจทุกดวง หนังสือเล่มนี้ผมได้อ่านเมื่อดูละครชุด "ลูกไม้ของพ่อ" จบทั้งชุดครับ ผมเลือกเรื่องนี้มาอ่านเพียงเรื่องเดียว จริง ๆ ตั้งใจจะหยิบ "หัวใจใกล้รุ่ง" เพราะผมเป็นคนชอบดนตรีและเพลงพระราชนิพนธ์ แต่เมื่อดูละครแล้วมันไม่ค่อยสนุกเท่าไร เลยเลือกเรื่องที่สนุกที่สุด ซึ่งก็เป็นเรื่อง "ในม่านเมฆครับ" เมื่ออ่านจบแล้วผมก้คิดว่า หยิบไม่ผิดเล่มจริง ๆ หนังสือก็สนุกไปคนละแบบกับละคร แม้จะดำเนินเรื่องใกล้เคียงกัน แต่ก็ต่างกันในเรื่องรายละเอียดครับ ชื่อหนังสือก็บอกอยู่แล้วว่า "ในม่านเมฆ" ซึ่งตีความหมายได้ไม่ยาก เมื่อหนังสือชุดนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับฝนหลวงแน่นอนครับ และคุณร่มแก้วก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง เมื่อในนิยายที่สุดแสนจะโรแมนติกเล่มนี้ เต็มไปด้วยความรู้เกี่ยวกับการทำฝนหลวงของเหล่านักบินผู้กล้าหาญที่อ่านแล้วเข้าใจแบบไม่ยากเย็นเลยครับ พระเอก นายทิวเมฆ หรือร้อยโททิวเมฆ ผู้ก่อวีรกรรมกับรวงข้าวตั้งแต่เด็ก และเป็นต้นเหตุที่ทำให้รวงข้าวต้องหนีออกจากบ้านเกิดไป ผมมองว่าเค้าเป็นพระเอกที่ เท่มาก หรือเรียกว่า "โคตรเท่" ด้วยมาดทะเล้นกวน ๆ แล้วก็จริงอย่างที่รวงข้าวว่าเค้าไว้ละครับ เมื่อเกิดเรื่อง เค้าก็ต้องออกจากโรงเรียน ใครจะไปรู้ว่าเค้าจะได้กลายมาเป็นนักบินฝนหลวง ผมคนหนึ่งละครับที่ไม่เชื่อ ส่วนรวงข้าว จริง ๆ ผมไม่ชอบคาแร็กเตอร์นางเอกแบบนี้เลยนะ ที่รวยแล้วมาเหวี่ยง ๆ วีน ๆ แต่เมื่อเธอกลับมาที่บ้านเกิดแล้ว เธอกลับทำตัวเข้มแข็ง พร้อมสู้กับปัญหาทุกอย่างได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ความคิดของเธอจะไม่ค่อยเข้าท่า (ในสายตาตาช้าง) บ้างก็ตาม พระเอกจริง ๆ ในเรื่องนี้คือคนที่เขียนจดหมายทิ้งไว้กับครูน้อย ที่ทั้งพระเอกและนางเอกได้ไปอ่านแล้วเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ทำความดีครับ แล้วสุดท้ายก็มีเฉลยว่าเค้าคือใครในภายหลัง ยอมรับว่าอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมเองก็รู้สึกซาบซึ่งและอยากทำความดีมากขึ้นครับ เรืองนี้ยังไม่ได้เน้นแค่เรื่องฝนหลวงเพียงอยางเดียวนะครับ ยังมีโครงการฝายชะลอน้ำเพื่อเก็บกักน้ำและทำความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าเสื่อมโทรม ตามแนวพระราชดำริเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืนแทรกอยู่ในช่วงแรก ๆ ด้วย และสำคัญคือ เพลงพระราชนิพนธ์ "สายฝน" ที่ผมคิดว่าเหมาะกับหนังสือเล่มนี้จริง ๆ ครับ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

สินค้าที่ใกล้เคียง (95 รายการ)

www.batorastore.com © 2020