เคหาสน์ตุ๊กตา (ปองวุฒิ)

เคหาสน์ตุ๊กตา (ปองวุฒิ)

1 รีวิว  1 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786160014347
ของหมด (ต้องการสินค้า)
ราคา: 270.00 บาท 135.00 บาท
ประหยัด: 135.00 บาท ( 50.00% )

เนื้อหาบางส่วน

                “ครูจะทำยังไงกับพวกเธอดี”

สิตาภาเปรยขึ้นขณะมองนักเรียนชายสองคนผู้ถูกลงโทษให้ยืนอยู่

หน้าห้องเรียนว่างเปล่า ขณะนี้เป็นเวลาห้าโมงครึ่ง คาบสุดท้ายจบลงไปร่วม

สองชั่วโมงแล้ว หญิงสาวตาคมหน้าหวานถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

เมื่อคิดถึงการจัดการปัญหาตรงหน้า

ตลอดระยะเวลาสามปีหลังเรียนจบปริญญาตรี เธอทำงานเป็น

แม่พิมพ์ของชาติมาโดยตลอด รับผิดชอบงานสอนวิชาภาษาไทยให้แก่

นักเรียนชั้นประถมสองและสี่เป็นหลัก บางครั้งมีการสับเปลี่ยนไปสอนชั้น

อื่นบ้างแต่ก็ยังวนเวียนอยู่ในกลุ่มเด็กเล็กอยู่ดี แต่ในวันนี้มีเหตุให้เธอต้อง

มาดูแลนักเรียนชั้นมัธยมสามแทนครูคนอื่น

ช่วงเวลาเพียงสองชั่วโมงกลับเกิดเรื่องขึ้นจนได้...

“ครูยกโทษให้พวกผมเถอะครับ ยืนจนเมื่อยแล้ว” ณรงค์ เด็กหนุ่ม

หน้าตี๋รูปร่างผอมสูงขอร้อง

“นั่นสิครับ คนอื่นก็ไปกันหมดแล้วด้วย” ปัญญา เด็กอีกคนที่มีสีผิว

คล้ำร่างท้วมกว่ารีบสนับสนุนความคิดเพื่อนร่วมห้อง

“ทีอย่างนี้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย” สิตาภาพูดด้วยน้ำเสียงระอา มอง

หน้าทั้งคู่สลับกันไปมา แม้ปกติเธอจะเป็นคนใจดี แต่พอเห็นท่าทางของทั้งคู่

ก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ “ทำไมตอนทำไม่คิด”

เอาเข้าจริงแล้วถ้าเป็นไปได้เธอก็ไม่อยากลงโทษพวกเขาหรอก ทว่า

เด็กทั้งสองก่อเรื่องในห้องขณะเธอกำลังสอน อยู่ดีๆ ทั้งคู่ก็ลุกขึ้นกระชาก

คอเสื้อ เหวี่ยงหมัด ยกเท้าถีบ ออกอาวุธแม่ไม้มวยไทยใส่กัน ส่วนเพื่อน

ร่วมห้องแทนที่จะช่วยกันห้ามปรามกลับส่งเสียงเฮ ทำหน้าที่เป็นกองเชียร์

เร้าอารมณ์เสียอีก กว่าครูสาวจะวิ่งจากหน้าห้องไปถึงตัว ทั้งคู่ต่างเจ็บตัวกัน

คนละไม่น้อย

“ก็ตอนนั้นผมโกรธ มันล้อชื่อพ่อผม” ณรงค์เหลือบตาไปมองเพื่อนข้างๆ

“มึงแหละ กวนตีนก่อน” ปัญญาโต้ “ทำการ์ตูนกูหายแล้วไม่ยอมชดใช้”

 “แค่นี้มึงต้องด่าพ่อกูด้วยเหรอ พ่อแม่เป็นบุคคลที่ต้องเคารพนะเว้ย”

“ไม่ต้องมาพูดดีเลย มึงก็เคยล้อชื่อพ่อกู”

“เอ๊ะ ไอ้เหี...”

“พอเลย หยุดๆ” สิตาภาห้ามเสียงเข้ม “ห้ามพูดคำหยาบหรือลงมือ

ลงไม้กันอีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นครูจะสั่งให้เธอยืนอยู่ตรงนี้ตลอดคืน”

“แหม ครูอย่าใจร้ายกับพวกผมอย่างนั้นสิครับ” ปัญญาพูดเสียงอ่อย

“นั่นสิ ครูสิตาภาใจดีจะตาย คงไม่ทำแบบนั้นหรอก” ณรงค์อ้อน

“จริงด้วย ครูสิตาภาทั้งใจดีทั้งสวย”

“พอเลย ไม่ต้องมาประจบ ครูไม่ปลื้มหรอกนะ”

เด็กทั้งสองอมยิ้ม แม้พยายามทำเสียงขึงขังปั้นหน้าจริงจังแค่ไหน

สิตาภาก็ไม่สามารถทำให้พวกเขาเกรงกลัวได้อยู่ดี ใครก็รู้กันทั้งนั้นว่าเธอ

ไม่ใช่ครูพันธุ์ดุเข้มงวด ยิ่งใบหน้าอ่อนเยาว์ ผิวขาวผ่อง ดวงตากลมโต มา

ผสานกับเสียงเล็กอ่อนหวานและบุคลิกกระฉับกระเฉงแล้ว ยิ่งทำให้

หญิงสาวดูไม่ต่างจากนักศึกษาฝึกงานสักเท่าไรนัก

ตอนสอนชั้นประถมก็ไม่เท่าไรหรอก วัยนั้นยังควบคุมง่าย แต่เด็ก

วัยรุ่นชั้นมัธยมนี่สิ...ภาพลักษณ์คุณครูผู้ใจดี บารมีความเข้มงวดน้อย ส่ง

ผลให้พวกเขาไม่เกรงกลัวจนลุกขึ้นมาต่อยตีกันกลางห้องเรียนได้ เธอคิด

อย่างเหนื่อยใจ อยากถอนหายใจดังๆ เสียจริง

“ครูปล่อยพวกผมไปเถอะนะครับ พวกผมสำนึกผิดแล้ว” ณรงค์อ้อน

ต่อ เด็กหนุ่มคิดว่าใช้ไม้นี้น่าจะได้ผล

“จริงครับครู โดนลงโทษให้ยืนมาสองชั่วโมง เมื่อยจะตาย” ปัญญาบอก

“พวกเธอสำนึกผิดแล้วจริงเหรอ”

“ครับ จากนี้ไปพวกผมจะไม่ทะเลาะกันอีกแล้ว”

สิตาภาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ใจอ่อน

“ก็ได้ คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ”

“เย้! ขอบคุณครับครู ถ้าอย่างนั้นพวกผมไปนะครับ” ปัญญายกมือ

ไหว้ ตั้งท่าเตรียมเผ่นทันที

“พวกเธอจะไปไหนกัน!”

เสียงเข้มที่ดังราวสายฟ้าฟาดลงกลางห้องทำให้คนถูกลงโทษตัวแข็ง

ทื่อฉับพลันเหมือนโดนสาป สิตาภาหันไปมองตามเสียงก็เห็นว่าคนที่กำลัง

เดินมาคือครูวัยกลางคนร่างสูง สวมเสื้อเชิ้ตรีดเรียบกริบไร้รอยยับแม้ผ่าน

เวลามาถึงช่วงเย็นของวันเช่นนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ผมสั้นแสกข้างถูกหวี

เรียบเข้ากับบุคลิกค่อนข้างเจ้าระเบียบ เขาคือสุธี หัวหน้าฝ่ายปกครองและ

ธุรการการเงิน

“ซวยแล้ว สุธีว่ะ” ณรงค์กระซิบบอกเพื่อนร่วมห้องด้วยน้ำเสียงแหบ

แห้ง ต่างฝ่ายต่างหน้าเจื่อน

“ครูแพรวปล่อยพวกเขาหรือครับ” สุธีถาม สายตาคมกริบมองทาง นักเรียนตัวปัญหา

“ค่ะ คิดว่าลงโทษให้พวกเขายืนหน้าห้องเรียนมาสองชั่วโมง น่าจะเข็ด กันแล้ว”

“ไม่พอหรอกครับ ความผิดถึงขั้นกล้าชกต่อยกันในห้องเรียนต่อหน้า

ครูบาอาจารย์ ไม่มีความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ แค่ยืนสองชั่วโมงยังน้อย

เกินไปด้วยซ้ำ สมควรถูกลงโทษต่อ”

“ไม่เกินไปหน่อยหรือคะ” สิตาภาถามอย่างลังเล เธอกับสุธีมักมี

แนวคิดไม่ค่อยตรงกันนัก โดยปกติเธอเป็นคนชอบใช้ไม้อ่อน ไม่นิยมการ

ลงโทษเด็กรุนแรง ต่างจากอีกฝ่ายที่เห็นว่าเด็กควรถูกลงโทษอย่างหนักให้

หลาบจำ

“นั่นสิครับ พวกผมยอมรับผิด จะไม่ทำอีกแล้วครับ” ณรงค์พูดเสริม

เสียงอ่อย

“เงียบไปเลย” สุธีจ้องเด็กด้วยแววตาดุดัน “พวกเธอรู้ไหมว่าโรงเรียน

เรามีประวัติความเป็นมายาวนานแค่ไหน รุ่นพี่หลายคนนอกจากสอบเข้า มหาวิทยาลัยดีๆ ได้แล้ว ยังมีศิษย์เก่าจำนวนมากที่เป็นใหญ่เป็นโต สร้าง

ชื่อเสียงระดับประเทศ พวกเธอกลับมาทำตัวให้เสื่อมเสียชื่อเสียงแบบนี้

ถ้าไม่ถูกลงโทษให้เข็ดหลาบ อนาคตคงไปไม่ถึงไหน”

เมื่อเจอครูฝ่ายปกครองเทศนาเป็นชุด เด็กทั้งสองจึงไม่กล้าเถียงอีก

ได้แต่ยืนเอามือกุมเป้า ก้มมองพื้นด้วยสีหน้าสลด สิตาภารู้สึกเห็นใจไม่น้อย

เธอเป็นคนใจอ่อน ทว่าก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่สุธีพูดมานั้นมีส่วนถูก

โรงเรียนเทเวศวัฒนาวิทยาลัย เป็นโรงเรียนชื่อดังที่ก่อตั้งมาร่วม

แปดสิบปีแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองต่างยอมรับในคุณภาพการเรียนการสอน

หรืออย่างน้อยก็ชื่อเสียงในทางที่ดีซึ่งสั่งสมมา แต่ละปีจึงมีคนมากมาย

พยายามทำให้ลูกหลานได้เข้าเรียนที่นี่ การตั้งใจรักษามาตรฐาน สั่งสอน

นักเรียนให้ทำตัวดี ไม่ก่อเรื่องชวนหนักใจอย่างที่ครูฝ่ายปกครองพูดมาก็

เป็นเหตุเป็นผลอยู่

“นี่เย็นแล้ว ค่อยลงโทษต่อพรุ่งนี้ดีไหมคะ” สิตาภาเสนอ

“ขยักขย่อนเกินไป เด็กพวกนี้คงไม่คิดว่าเป็นการลงโทษหรอกครับ

เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าพลังล้นเหลือกันนัก ให้ออกแรงทำความสะอาดเสีย

หน่อย เสร็จแล้วค่อยปล่อยไป” สุธีพูดเสียงเรียบ

“ครูจะให้พวกผมทำความสะอาดห้องเรียนหรือครับ” ปัญญาถาม

อย่างมีความหวัง เขาคิดว่าห้องเรียนเล็กแค่นี้ กวาดๆ ถูๆ ไม่เกินครึ่งชั่วโมง

ก็เสร็จสิ้น

“เปล่า เมื่อกี้ครูเพิ่งไปคุยกับคนดูแลพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตามา เขากำลัง

ต้องการคนช่วยงานพอดี”

“หา! แต่...” เด็กหนุ่มอุทานเสียงดัง ในขณะเพื่อนร่วมห้องที่ยืนอยู่

ข้างกันหน้าถอดสี ซีดเซียวอย่างฉับพลัน

“มีปัญหาอะไร หรืออยากโดนไม้เรียวแทน”

“ครูสุธีเลือกวิธีลงโทษให้ทำความสะอาดก็ดีแล้วนี่ ถือเป็นการฝึก

สร้างวินัย ตอนอยู่บ้านจะได้ช่วยพ่อแม่” สิตาภามองโลกในแง่ดี

“เรื่องทำความสะอาดพวกผมไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ฟ้าใกล้มืด

แล้ว ผมกลัวโดนตุ๊กตาผีสิงในนั้นหลอกเอา” ณรงค์บอกเสียงหวาดหวั่น

“พูดจาเหลวไหล!” ครูฝ่ายปกครองตวาด “ตามมา อย่าอิดออด และ

อย่าคิดจะหนีกลับเชียว ครูจะคุมไปส่งถึงที่”

สุธีตัดบทแล้วเดินนำไป ไม่เปิดโอกาสให้สองเด็กหนุ่มโอดครวญอีก

สิตาภาตามไปด้วยเพราะคิดว่าทั้งสองเป็นเด็กในความรับผิดชอบของตัวเอง ระหว่างทางเธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดงแกมส้ม ดวงอาทิตย์

ใกล้ลาลับจากสายตา บริเวณตึกเรียนมีนักเรียนเหลืออยู่ไม่มากนัก ในเวลา

เช่นนี้ส่วนใหญ่คงอยู่แถวหอพักหรือไม่ก็โรงอาหารมากกว่า โดยเฉพาะ

นักเรียนประจำ

ครูสาวหันไปมองเด็กหนุ่มทั้งสองที่เดินตามมาอย่างเงียบๆ ใบหน้า

สลดปนหวาดหวั่นนั้นทำให้เธอคิดว่าทั้งสองคงกลัวอย่างที่พูดมาจริงๆ

ภายในขอบเขตพื้นที่แสนกว้างใหญ่ของโรงเรียนเทเวศวัฒนาวิทยาลัย

นั้น บริเวณด้านหลังโรงเรียนเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ไม้หลังใหญ่ที่มีอายุเกือบ

ร้อยปี มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘พิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาวรภา’ หรือบางคน

เรียกขานด้วยชื่อเล่นว่า ‘เคหาสน์ตุ๊กตา’

ภายในนั้นมีตุ๊กตาหลากหลายชนิดจัดแสดงอยู่ ทั้งตัวอาคารและของ

ที่อยู่ภายในล้วนมีอายุหลายสิบปี ซ้ำบริเวณโดยรอบยังเป็นสวนรกครึ้ม

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีข่าวลือทำนองว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีวิญญาณสิงสู่

ซึ่งก็ไม่พ้นการดึงตุ๊กตามาเป็นตัวชูโรงประกอบเรื่องเล่าสยองขวัญ

“ถ้าครูแพรวมีธุระอย่างอื่นก็ไปก่อนได้เลยนะครับ ผมจัดการสองคน

นี้เอง” สุธีบอก

ครูสาวหันไปทางด้านหลัง พอจะมองออกว่าเด็กทั้งคู่คงไม่อยากให้

เธอทิ้งไปไหน สำหรับคนเป็นครู การอ่านแววตาเด็กไม่ใช่เรื่องยากเย็น จะ

เด็กเล็กหรือเด็กโตก็ไม่ต่างกัน ยามนี้พวกเขาต้องการที่พึ่ง

“แพรวขออยู่ด้วยดีกว่าค่ะ”

“คงไม่นานหรอกครับ ผมตั้งใจให้ทำความสะอาดแค่ห้องเดียวแล้ว

จะปล่อยกลับ เฮ้อ...” ครูวัยกลางคนถอนหายใจแรง ใบหน้าเคร่งเครียดดู

ผ่อนคลายขึ้น “ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากเสียเวลาลงโทษเด็กพวกนี้หรอก

แค่ต้องจัดการเรื่องเด็กที่หายตัวไปก็ปวดหัวจะแย่แล้ว”

“เป็นยังไงบ้างคะเรื่องนั้น”

“ไม่มีอะไรคืบหน้ามากนักครับ ครูฝ่ายประถมถูกสอบสวนเมื่อวันก่อน คราวนี้เป็นตาของครูฝ่ายมัธยมบ้าง”

“ได้ร่องรอยอะไรไหมคะที่จะช่วยให้หาเด็กพบ”

“น่าเสียดายที่ไม่มีอะไรเลย ทุกคนในโรงเรียนต่างให้ความร่วมมือกับ ตำรวจเต็มที่ เพียงแต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น”

สิตาภาพยักหน้า ที่วันนี้เธอต้องมาสอนแทนครูภาษาไทยชั้นมัธยม

สามก็เพราะเหตุนี้ มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งหายตัวไป เป็นข่าวดังที่ได้รับความ

สนใจจากผู้คนทั้งประเทศ ตำรวจและเจ้าหน้าที่มูลนิธิหน่วยงานต่างๆ ทุ่มเท

อย่างเต็มที่เพื่อตามหาตัวผู้สูญหายให้เจอ

ครู อาจารย์ บุคลากรที่ทำงานอยู่ภายในโรงเรียนเป็นกลุ่มแรกที่ถูก สอบสวนเพื่อหาข้อมูล ครูชั้นประถมอย่างสิตาภานั้นคุยกับตำรวจไปตั้งแต่

เมื่อสองวันก่อน

“แย่จัง ป่านนี้มิลินจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้” เธอพูดเบาๆ

“ทุกคนก็ได้แต่ภาวนา หวังว่าเด็กจะไม่เป็นอะไร” สุธีพูดเสียง

เคร่งขรึม “ผมกลัวว่าถ้าหาตัวไม่เจอ จะเริ่มมีข่าวลือแปลกๆ แพร่กระจาย

ออกไปอีก”

“ข่าวลือเรื่องไหนคะ” สิตาภาเอียงคอถาม

“เรื่องอย่างที่สองคนนี้พูดไงครับ หยิบโยงไปเกี่ยวกับผีสางนางไม้กัน เป็นตุเป็นตะ โรงเรียนนั่นละที่เสียหาย”

“ข่าวลือเกี่ยวกับผีตุ๊กตาในพิพิธภัณฑ์ แพรวเองก็เคยได้ยินมานาน

แล้วนะคะ แต่ก็ไม่เคยเห็นกับตาเสียที”

“เพราะมันไม่เป็นความจริงไงครับ” สุธีตอบรวดเร็ว “ตุ๊กตาพวกนั้น

เป็นของที่คุณแม่ผมสะสมมาทั้งนั้น แค่เพราะตัวคฤหาสน์เก่าแก่ ในสายตา

คนสมัยนี้เลยคิดว่าน่ากลัว เด็กนักเรียนเลยพูดกันไปเรื่อย ครูแพรวทำงาน

กับเด็กเหมือนกันคงรู้ว่าข่าวลือมันแพร่กระจายปากต่อปากได้ง่ายขนาดไหน

เด็กพวกนี้พร้อมจะเชื่อเรื่องตื่นเต้นทุกอย่าง”

“ค่ะ” เธอตอบ “ตำนานเรื่องผีประจำโรงเรียนแบบนี้มีอยู่ทุกที่”

“ใช่ มันก็แค่นั้นแหละ”

คุยกันมาถึงตอนนี้พวกเขาก็เดินมาถึงพิพิธภัณฑ์ ขณะสุธีเข้าไปคุย

กับพนักงานที่อยู่ภายใน สิตาภาและนักเรียนที่ถูกลงโทษก็ยืนรอบริเวณ

ใต้ต้นลั่นทมต้นใหญ่ซึ่งปลูกอยู่ด้านหน้า ช่วงเวลาโพล้เพล้เช่นนี้ ยามมอง คฤหาสน์หลังใหญ่เบื้องหน้า เธอคิดว่าก็สมควรอยู่หรอกที่พวกนักเรียนจะ

สร้างข่าวลือเรื่องผีสิงขึ้นมา เพราะขนาดผู้ใหญ่อย่างเธอเห็นแล้วยังอด

                                (โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)

รายละเอียด

มิลิน ลูกสาวอดีตดาราดังหายตัวไปอย่างลึกลับ แม้แต่กล้องวงจรปิดก็ยังบันทึกภาพไว้ไม่ได้ ร้อนถึงโรงเรียนเทเวศวัฒนาวิทยาลัยต้องระดมทั้งตำรวจ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิเด็ก รวมถึงนักจิตวิทยาหน้าหล่ออย่าง ชณัฐให้มาช่วยตามหาเด็กหญิงคนดังด้วยข่าวลือหนาหูที่แพร่จากโรงเรียนไปยังสื่อโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ตที่ว่า มิลินถูกตุ๊กตาผีในพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาวรภาซึ่งตั้งอยู่หลังโรงเรียนจับตัวไปเป็นตัวตายตัวแทนทำให้ สิตาภา แม่พิมพ์ของชาติที่นอกจากจะมีจิตวิญญาณความเป็นครูสูงแล้ว ยังมีจิตสัมผัสพิเศษต่างจากคนทั่วไปอยากค้นหาความจริง ชณัฐขอให้เธอเป็นผู้ช่วยในการหาเบาะแสของมิลิน แต่ยิ่งครูสาวสืบค้นมากเท่าไร เธอก็ยิ่งเจอเหตุการณ์แปลกประหลาดมากขึ้นเท่านั้น ทั้งเสียงปริศนาจากตุ๊กตานางรำ ตุ๊กตาเด็กหญิงฝรั่งที่ปรากฏตัวให้เห็นเกือบทุกที่ ลูกผู้อำนวยการและเพื่อนถูกตุ๊กตาทำร้าย กระทั่งเด็กคนอื่นที่หายตัวไปอีกสิบกว่าคน! จากเรื่องลี้ลับกลายเป็นคดีลึกลับ ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของตุ๊กตาผี หรือมีบุคคลลึกลับอยู่เบื้องหลังกันแน่


รีวิว (1)

เขียนรีวิว

Percy | 1 รีวิว
31/07/2014

เป็นหนังสือในสำนักพิมพ์พิมพ์คำเพียงไม่กี่เล่มที่ผมเห็นปกนิยายแล้วรู้สึกสะดุดตา จึงหยิบขึ้นมาลองอ่านดู อาจเป็นเพราะว่า ผมไม่ค่อยเห็นนิยายประเภทลึกลับสยองขวัญในหมวดหมู่ของสำนักพิมพ์นี้ และยิ่งรู้ว่าผู้แต่งคือคุณปองวุฒิแล้วผมยิ่งรู้สึกอยากลองอ่านเป็นพิเศษเพราะว่าส่วนตัวแล้วผมเคยเห็นนิยายของนักเขียนท่านนี้ตามร้านหนังสือหลายเรื่องมาก แต่ไม่เคยหยิบมาอ่านเป็นจริงเป็นจังเสียที สำหรับพล๊อตเรื่องโดยย่อนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ครูสาวผู้ใจดีมีจิตสัมผัสวิญญาณอย่างครูสิตาภา ได้รับการทาบทามจากชณัฐ นักจิตวิทยาหนุ่มให้มาช่วยตามหาเด็กหญิงมิลิน ลูกสาวของอดีตดาราดังซึ่งหายตัวไปจากโรงเรียนเทเวศวัฒนาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เธอทำงานอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นมีข่าวลือมาว่า เด็กหญิงมิลิน ถูกตุ๊กตาผีจับตัวไปยังพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาวราภาซึ่งตั้งอยู่หลังโรงเรียนแห่งนี้ ยิ่งครูสิตาภากับชณัฐสืบสาวราวเรื่องมากเท่าไหร่ ยิ่งมีเหตุการณ์แปลกๆ ตามมามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงประหลาดจากตุ๊กตานางรำ เด็กหญิงภายในห้องที่เธอประจำชั้นอยู่สามารถสื่อสารกับตุ๊กตาฝรั่งชุดดำได้ ลูกสาวผู้อำนวยการโรงเรียนและเพื่อนถูกตุ๊กตาทำร้าย ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือเธอพบว่ามีเด็กที่หายไปในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อีกหลายสิบคน เมื่อผมเห็นพล๊อตเรื่องย่อแบบนี้ ผมก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันทีเพราะนึกถึงภาพยนตร์ตุ๊กตาผีสิงหลายเรื่อง พอผมได้ใช้เวลาสองวันในการอ่านก็พบว่าเป็นเรื่องทีไม่ผิดหวังเลยทีเดียว เพราะการเล่าเรื่องนั้นเป็นไปอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรหวือหวา และต้องตีความหรือใช้ความหมายซ้อนความหมายมาก แต่ก็ทำให้คนอ่านสนใจที่จะตามล่าหาความจริงไปพร้อมกับตัวเอกของเรื่อง ส่วนในเรื่องของรายละเอียดตัวละคร ผมเห็นว่าผู้เขียนทำได้ดีเลยทีเดียว เพราะบทบาทความสำคัญไม่ได้เทไปที่คู่พระนางเท่านั้น แต่กระจายความสำคัญให้ตัวละครอื่นพอๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น ขนมขิง, ต้นกล้า, เดียร์, ผอ.นาตยา , ปราการ รวมไปถึงครูสุธีด้วย มีอยู่หลายฉากที่บ่งบอกความเป็นตัวละครนั้นๆได้ดี เช่นฉากโฮมรูมที่เพื่อนนางเอกมาสอนวาดรูป ต้นกล้าได้วาดรูปหุ่นยนต์ ส่วนขนมขิง ได้วาดรูปตุ๊กตาสองตัวจับมือกัน แม้จะเป็นฉากเล็กๆ ที่ดูไม่มีสาระสำคัญอะไรแต่ก็สื่อรายละเอียดของตัวละครได้ว่า ต้นกล้าเป็นลักษณะของเด็กผู้ชายที่หลายๆ คนอยากเป็น มีความแข็งแกร่งกล้าหาญ ไม่กลัวใคร ในขณะที่ขนมขิงนั้น ตามท้องเรื่องเธอสามารถสื่อสารกับตุ๊กตาผีได้ แต่การที่เธอวาดรูปตุ๊กตาสองตัวจับมือกันนั้น แสดงออกชัดเจนเลยว่าตุ๊กตาเหล่านั้นไม่ได้ปองร้ายเธอเลยแม้แต่นิด แต่มองเธอเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่พร้อมจะรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น ปัญหาครอบครัวของผอ.นาตยา กับเดียร์ ซึ่งสะท้อนสภาพสังคมของแม่ที่ห่วงงานจนลืมความเอาใจใส่ลูกอย่างชัดเจน เดียร์เห็นตุ๊กตาผีและพยายามจะเล่าให้แม่ฟังหลายครั้ง แต่แม่ของเธอไม่ได้สนใจจะฟัง พร้อมกล่าวหาว่าเธอเพ้อเจ้อ ทำให้เดียร์กลายเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ส่วนเรื่องที่เป็นจุดอ่อนของนิยายเรื่องนี้ คือการบรรยายที่ยังดึงอารมณ์ออกมาไม่ถึงจุดที่คาดหวังเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น การบรรยายรายละเอียดของตุ๊กตาในฉากหลอน ซึ่งผู้เขียนเขียนลักษณะโดยกว้างของตุ๊กตาว่าเป็นตุ๊กตาไทย หรือตุ๊กตาฝรั่งเท่านั้น ไม่ได้เจาะจงประเภทว่าเป็นตุ๊กตาประเภทใด ตุ๊กตากระเบื้อง ตุ๊กตาพอร์ซเลน ตุ๊กขนสัตว์ หรือตุ๊กตาผ้า อาจทำให้ผู้อ่านยังนึกภาพตามไม่ออกทำให้ไม่มีอารมณ์ร่วมกับความสยองขวัญเท่าไหร่ ผมเชื่อว่าถ้าผู้เขียนใส่รายละเอียดตรงนี้มากขึ้นสักหน่อยอาจจะทำให้เกิดภาพฝังหัวในฉากนั้นๆ เลยก็ได้ ส่วนจุดอ่อนใหญ่อีกจุดหนึ่งคือ การเล่าเรื่อง เพราะเนื้อเรื่องเล่ามาอย่างละเอียดตลอดตัวแต่ต้นเรื่องยันกลางเรื่อง แต่พอมาถึงจุดไคล์แมกซ์ตอนเฉลยตัวคนร้าย และบทสรุปตอนนางเอกคุยกับคุณภาสกรนั้น กลับบรรยายรวบรัดจนเกินไป ทั้งที่การบรรยายตอนเปิดตัวคนร้าย น่าจะเป็นบทสนทนาแทนที่จะเป็นย่อหน้าหนึ่งที่เล่าคร่าวๆ เพราะผมเชื่อว่าบทสนทนาสามารถทำให้คนอ่านมีอารมณ์ร่วมกับความวิปริตของคนร้ายได้ดีเลย ส่วนบทสรุปที่นางเอกคุยกับคุณภาสกรก็เช่นเดียวกัน ที่บรรยายเป็นย่อหน้า สิ่งที่ผมคาดหวังคืออยากอ่านบทสนทนาที่คุณภาสกรพูดถึงคนร้ายคนนี้ เนื่องจากมันอาจเป็นบทสรุปปมสภาพจิตใจของคนร้ายได้ดีเลยทีเดียว สำหรับในส่วนสาระสำคัญของเรื่องนี้นั้น ผมเชื่อว่ามีมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะการเข้าหาเด็ก หรือการปฏิบัติตัวต่อเด็ก เพราะตามเนื้อเรื่อง นอกจากนางเอกกับพระเอกแล้ว ก็ยังมีเดียร์และเพื่อนที่ตามล่าหาความจริงเกี่ยวกับตุ๊กตาผีเช่นเดียวกัน ซึ่งตุ๊กตาผีเหล่านั้นก็คือเด็กธรรมดานั่นแหละครับ การที่พระเอกกับนางเอกตามล่าหาความจริงโดยใช้ความเข้าใจเด็กเป็นหลักจึงทำให้ความจริงเริ่มปรากฏออกมาทีละน้อย ในขณะที่เดียร์และเพื่อนๆเลือกที่จะใช้วิธีรุนแรงอย่างวิธีเรียกผี ทำให้ถูกตุ๊กตาผีทำร้าย จนสุดท้ายต้องโยนความผิดให้ความเฮี้ยนของตุ๊กตา สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกันการเข้าหาเด็กนั่นแหละครับ หากเราเข้าหาเด็กด้วยความเข้าใจเราก็จะเข้าถึงจิตใจของเด็ก แต่ถ้าเราเข้าหาเด็กด้วยความเกรี้ยวกราดและความรุนแรง สิ่งที่เราได้รับกลับมาก็คือความก้าวร้าวของเด็ก จนสุดท้ายก็โยนความผิดให้เด็กว่ามีนิสัยก้าวร้าว นอกจากจะไม่เข้าใจแล้ว ยังเข้าไม่ถึงเด็กอีกต่างหาก ป.ล.หัก0.5คะแนน สำหรับเรื่องรายละเอียดตุ๊กตา ป.ล.2หัก0.5คะแนน สำหรับความรวดรัดเกินไปในช่วงท้ายเรื่อง

สินค้าที่ใกล้เคียง (95 รายการ)

www.batorastore.com © 2020