แวมไพร์บาร์เทอรส์ : เจ้าเวหา (ซ่อนกลิ่น)

แวมไพร์บาร์เทอรส์ : เจ้าเวหา (ซ่อนกลิ่น)

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786165001816
ผู้แต่ง: ซ่อนกลิ่น
ของหมด (ต้องการสินค้า)
ราคา: 260.00 บาท 130.00 บาท
ประหยัด: 130.00 บาท ( 50.00% )

เนื้อหาบางส่วน

บทนำ

 

‘จงลืมแวมไพร์ที่คุณรู้จักไปซะ  ผมไม่ใช่ผีดูดเลือดอย่างที่มนุษย์ต้องการให้เป็น’

ภาพของเด็กหนุ่มสามคนที่กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจตรงหน้า หลังจากมหาวิทยาลัยเซนต์เอ็ดเวิร์ดส่งใบตอบรับพวกเขาเข้าเรียนกลับมานั้น ทําให้เพ็ญพักตร์นึกไปถึงคําพูดนั้นขึ้นมาอีก  แม้จะผ่านมานานกว่าสิบแปดปีแล้ว แต่เธอก็ยังจําคําพูดเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

เพ็ญพักตร์ถอนใจ  แล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้า...ราตรีอันมืดมิดไร้ซึ่งแสงเดือนและประกายดาว

คืนนี้ช่างเหมือนคืนนั้นเสียเหลือเกิน...

ดวงตาหม่นมองทะลุผ่านม่านสีดําเข้าสู่วังวนแห่งความทรงจําอันมืดมน  เธอจําได้ดีถึงคืนที่เปลี่ยนชีวิตของเธอ  มันเป็นคืนที่ทําให้เธอรู้ดีว่า นับแต่ชายหนุ่มผู้เอ่ยประโยคนั้นได้ก้าวออกไปจากบ้านหลังนี้  ชีวิตของเธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว...

เสียงลมหวีดหวิวที่ดังอยู่ด้านนอกนั้น  เป็นสัญญาณบอกให้เพ็ญพักตร์ในวัยเบญจเพสรู้ว่า  พายุกําลังจะมาแล้ว  เธอจึงรีบปิดประตู  เขย่งเท้าขึ้นใส่กลอนอย่างแน่นหนา  จากนั้นจึงเดินไปปิดหน้าต่างซึ่งมีอยู่เกือบสิบบานรอบบ้าน  แต่ลมที่กระโชกแรงนั้นก็ทําให้เกิดความยากลําบากไม่น้อยสําหรับเรียวแขนเล็กๆ ของเธอกับหน้าต่างบานแรก

ขณะพยายามดึงบานหน้าต่างทั้งสองเข้ามา  เสียงอสนีบาตก็ดังขึ้นจนเธอถึงกับสะดุ้ง  ชะงักมองไปที่ผืนฟ้าราตรีด้วยความหวาดหวั่น  ชั่ววินาทีนั้นเธอเห็นลําแสงพาดผ่านจากท้องฟ้าเบื้องบนลงสู่พื้นดินไกลลิบ  แสงสีขาวนั้นราวกับจะแบ่งโลกออกเป็นสองซีก  ต้นไม้ใบหญ้าไหลลู่ไปตามแรงลม ต้นตาลสูงที่เรียงแถวอยู่ใกล้บ้านโน้มเอียงลงราวกับกําลังโค้งคํานับจอมปีศาจพาให้ขนอ่อนตามลําแขนถึงกับลุกเกรียว  รีบออกแรงดึงสุดกําลังจนสามารถปิดหน้าต่างได้ ก่อนจะรีบไล่ปิดจนครบหมดทุกบาน

หากเสียงอื้ออึงก็ยังคงดังก้องอยู่  ประตูหน้าบ้านซึ่งเธอแน่ใจว่าปิดสนิทแน่นดีแล้ว  กลับถูกเปิดออกด้วยพลังของอะไรบางอย่าง  บานประตูกระแทกกับผนังไม้เสียงดังสนั่น

หัวใจของเธอกระตุกวูบ นึกเสียอย่างเดียวว่า อาจเป็นคนร้าย

ฉับพลันนั้นเอง  ไฟฟ้าทุกดวงในบ้านก็ดับวูบลง  ความมืดมิดจากราตรีคืบคลานมาเยือน เธอไม่สามารถเห็นอะไรได้เลยแม้แต่มือของตัวเอง

เงาของใครบางคน

เพ็ญพักตร์นิ่งงันไปชั่วครู่  ก่อนจะตัดสินใจก้าวไปตามทางเดินอย่างรวดเร็ว  ใช้สํานึกแห่งความเคยชินช่วยนําทางเธอไปยังจุดหมาย  เมื่อดวงตาเริ่มปรับสภาพได้บ้างแล้ว จึงสามารถรุดเดินไปได้อย่างเร็วไว แต่ไม่วายหยิบแจกันบนโต๊ะรับแขกไปด้วยเพื่อป้องกันตัวหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น

เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้ง  เกิดแสงวูบวาบทําให้เพ็ญพักตร์เห็นว่าเงาร่างนั้นยังคงยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่กรอบประตู ทรวงอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความตื่นเต้น  เธอยืนนิ่งมองเขาคนนั้นราวกับร่างกายถูกมนตร์สะกดของปีศาจเมดูซ่า

“ไม่ต้องกลัวนะเพนนี...ผมเอง”

เสียงนั้นทําเอาดวงตาของเพ็ญพักตร์ถึงกับเบิกโพลง  ริมฝีปากเผยอเอ่ยชื่อของเขาออกมาโดยอัตโนมัติ

“แบรด...นั่นคุณหรือคะ”

“ผมเอง” เขาย้ำ เสียงทุ้มนุ่มลึกนั้นยังคงมีเสน่ห์สําหรับเธออยู่เสมอ

ทันใดนั้นเองเทียนไขบนโต๊ะอาหารของเธอก็สว่างขึ้น  เขาผายมือแล้วเอ่ยเชื้อเชิญเธออย่างสุภาพ “ไปนั่งคุยกันที่โต๊ะดีไหม”

ร่างกายของเพ็ญพักตร์ราวกับถูกอะไรบางอย่างพาให้มาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะรับประทานอาหาร  หญิงสาวสะดุ้งเฮือกเมื่อพบว่าแบรดมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งๆ ที่เขาอยู่ไกลจากโต๊ะตัวนี้มากกว่าเธอหลายช่วงตัว แต่ที่ทําให้เธอตกใจยิ่งกว่า  นั่นก็คือ...บนโต๊ะนั้นมีเด็กทารกน้อยสามคนถูกวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันว่างเปล่า

“นะ...นี่มันอะไรกันคะ”  หญิงสาวเอ่ยถามละล่ำละลัก มองใบหน้าคมสันได้รูปของเขาด้วยหัวใจไหวหวั่น

แบรดยกมือขึ้นเสยผมสีบลอนด์เปียกปอนของเขาแล้วถอนหายใจออกมา “ผมไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี”

เสียงฟ้าร้องทําให้เพ็ญพักตร์หันไปมองที่ประตู  ข้างนอกฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก  เธอตั้งใจว่าจะไปปิดประตูแล้วค่อยกลับมาถามไถ่เขาให้รู้เรื่อง  หากลมวูบหนึ่งกลับทําความตั้งใจของเธอสําเร็จก่อนที่เธอจะขยับตัวลุกขึ้นเสียอีก

หญิงสาวหันกลับไปมองเขา  ท่าทางของเขาว้าวุ่นใจ  ซึ่งเธอเดาได้เลยว่า  น่าจะเกี่ยวพันกับเด็กๆ  สามคนนี้ไม่มากก็น้อย  ความรู้สึกบางอย่างทําให้เธอรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา  แต่หากมามัวอมพะนํากันอย่างนี้  ก็คงจะไม่รู้เรื่องกัน

พอดี จึงตัดสินใจถามออกไปตรงๆ

“เด็กสามคนนี้เป็นลูกของคุณหรือคะ”

ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วขณะ  เพ็ญพักตร์คิดว่า  แม้แต่ฝนฟ้าภายนอกก็ดูสงบลงเสียด้วยซ้ำ  แต่เมื่อศีรษะได้รูปสวยของเขาผงกขึ้นลงเป็นเชิงตอบรับ หัวใจของเธอก็เหมือนถูกคีมเหล็กบีบจนแทบแหลกสลาย

“แล้วคุณพาพวกเขามาที่นี่ทําไมคะ”

ชายหนุ่มถอนหายใจยาว “ผมกําลังลําบาก”

“อย่างคุณหรือคะลําบาก”

แบรดพยักหน้าช้าๆ  “แม่ของเด็กสามคนนี้ตายหมดแล้ว ไม่มีใครดูแลพวกเขา  ผมเองก็ไม่สามารถทําหน้าที่นั้นได้  ด้วยความจําเป็นบางอย่าง ผมจึงนึกถึงคุณ”

น้ำตาของเพ็ญพักตร์ร่วงผล็อย  ไม่เคยนึกเลยว่าจะได้ยินอะไรที่เจ็บปวดหัวใจเช่นนี้มาก่อน

“คุณเข้ามาในชีวิตฉัน  เข้ามาทําให้ฉันรัก...”  หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่น “แล้ววันหนึ่งคุณก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย  ฉันใช้เวลาตามหาคุณเป็นปี  จนความหวังที่จะได้พบคุณมันจางหายไปจากหัวใจแล้ว  แต่ตอนนี้คุณกลับโผล่มาแล้วบอกว่าฉันคือคนที่สมควรจะเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้ลูกๆ  ของคุณกับผู้หญิงคนอื่น ทําแบบนี้มันไม่ใจร้ายเกินไปหน่อยหรือคะ”

“ผมมีเหตุผลที่ต้องจากคุณไปนะ”

ดวงตาของเขาเศร้าสร้อย มือซีดเซียวเอื้อมมาจับมือของเธอ มันทําให้เธอรู้สึกสะท้านวูบราวกับกําลังจับก้อนน้ำแข็งอยู่อย่างไรอย่างนั้น

“คุณมีเหตุผลกับทุกสิ่ง  แต่คุณไม่เคยบอกเหตุผลเหล่านั้นให้ฉันฟังเลย”

“ผมจําเป็น”  เขาเอ่ยสวนขึ้นมาพร้อมทั้งเขย่ามือเธอเบาๆ  “แต่ตอนนี้ผมพร้อมจะบอกทุกอย่างกับคุณ”

“ถ้าอย่างนั้นคุณบอกฉันได้ไหมแบรด ทําไมคุณถึงทิ้งฉันไป”

“ผม...” เขาอ้ำอึ้ง

แม้เธอจะนิ่ง  นั่งหลังตรงราวกับไม้บรรทัด  ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก หากดวงตากลับผลิตน้ำใสๆ ออกมามากมาย

“คุณรู้ไหมคะแบรด  ตลอดสามปีที่ผ่านมา  คําถามนี้มันคอยหลอกหลอนฉันอยู่ทุกเวลา  ไม่เคยมีวันไหนเลย  ที่ฉันไม่ถามตัวเองว่า  ฉันทําผิดอะไร ทําไมคุณถึงต้องทิ้งฉันไปโดยไม่ร่ำลาสักนิด

ได้โปรดเถอะค่ะ ฉันอยากจะหลุดพ้นจากพันธนาการอันแสนจะอึดอัดนี้เสียที”

“ผมก็เจ็บปวดไม่แพ้คุณ ที่ต้องทําแบบนั้น แต่ผมไม่มีทางเลือก”

“ทําไมคะ”  เธอตะคอกใส่เขาอย่างเหลืออด  “เหตุผลของคุณคืออะไรกันแน่”

“ผมรักคุณไงล่ะ”  แบรดบีบมือเธอแน่น  สีหน้าของเขาเหมือนคนร้องไห้ แต่กลับไม่มีน้ำตาสักหยด

“ฉัน...ไม่เข้าใจ”  เพ็ญพักตร์เอ่ยเสียงแผ่วเบา  เธอก้มศีรษะลงแล้วร้องไห้ฟูมฟายออกมา

ชายหนุ่มถอนหายใจ  “ความรักสําหรับผมมันไม่เคยมีอยู่จริง  แต่แล้ววันที่ผมพบคุณ  ผมก็เริ่มรู้จักกับความรักเป็นครั้งแรก  ผมปล่อยให้มันครอบงําผม    ปล่อยให้ตัวเองมีความสุขไปกับความรักที่มีต่อคุณ    จนกระทั่ง...”

แบรดนิ่งเงียบไปจนใจของเพ็ญพักตร์สั่นไหว  เธอกัดฟันถามเขาไปอีกครั้ง “คุณพบคนอื่นหรือคะ”

“เปล่า” เขาส่ายหน้า “ผมไม่เคยรักใครนอกจากคุณ”

“แล้ว...” เธอผินหน้าไปทางเด็กทารกทั้งสาม

“พวกเขาทั้งสามคือตัวแทนของผมในอนาคต  ดังนั้นผมจําเป็นต้องมีพวกเขา”

“คุณบอกว่ารักฉัน” เพ็ญพักตร์หันไปมองเขา “แล้วทําไมถึงไม่เป็นฉันล่ะคะ”

“เพราะผมไม่อยากให้คุณเป็นอย่างผม  ไม่อยากให้คุณต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนที่ผมกําลังประสบอยู่  ผมไม่ต้องการดึงคุณสู่ห้วงอเวจีที่ไม่มีวันหลุดพ้น”

“ถ้าฉันยินดีจะตกนรกหมกไหม้ไปกับคุณล่ะคะ”  เธอถามเขาอย่างกล้าหาญ

“ไม่  ผมทําอย่างนั้นไม่ได้”  แบรดปฏิเสธเสียงแข็ง  “คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าสิ่งที่ผมเป็นอยู่มันสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ผมแค่ไหน  การทําให้คุณต้องกลายมาเป็นอย่างผม...นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากให้เป็น”

“คุณเป็นอะไรกันแน่” เธอถามเขาตรงๆ

แบรดนิ่งงันไปพักใหญ่  มีเพียงเสียงฝนที่กระหน่ำอยู่รอบๆ  บ้านเท่านั้นที่ดูเหมือนเป็นสิ่งเดียวที่ดังอยู่ในขณะนี้  แม้แต่เด็กน้อยทั้งสามก็ยังไม่มีเสียงอ้อแอ้ออกมาเลยแม้แต่น้อย

ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง  ดวงตาเศร้าของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ

เพ็ญพักตร์รู้สึกเหมือนโลกหมุนอยู่รอบตัวเธอ  มีเพียงเธอกับเขาที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล  อํานาจบางอย่างแผ่ออกมาจากตัวของเขา  มันสั่งเธอว่า  ทุกคําพูดที่จะหลุดออกจากปากเขาต่อไปนี้  คือสิ่งที่เธอต้องเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข

“ผมเป็นแวมไพร์”

คําตอบของเขาสร้างความพรั่นพรึงให้เกิดขึ้นในหัวใจของเพ็ญพักตร์ไม่น้อย

“อย่ากลัวผม”  เสียงของเขานุ่มนวลเหมือนต้องการปลอบโยนเธอจากความหวาดกลัวนั้น  “จงลืมแวมไพร์ที่คุณรู้จักไปซะ  ผมไม่ใช่ผีดูดเลือดอย่างที่มนุษย์ต้องการให้เป็น”

“ฉันไม่เข้าใจ”

แบรดหันไปจ้องมองเปลวไฟที่โอบล้อมไส้เทียนอยู่  เขาเอื้อมมือไปแล้ววางเอาไว้เหนือเล่มเทียน  ให้เปลวไฟลนฝ่ามือของเขา  แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เราไม่กลัวไฟ”

ไม่ทันขาดคํา  มือของเขาก็ลุกเป็นไฟ  ก่อนจะมอดดับลงโดยที่ผิวหนังของเขาไม่ได้รับความเสียหายเลยสักนิด เพ็ญพักตร์มองอย่างตะลึงงัน แบรดถอนมือกลับมาแล้วหงายขึ้น  มีลูกไฟดวงหนึ่งลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ผุดขึ้นมา

“เราไม่ได้กลัวแสงแดด”  แบรดเอ่ยก่อนจะเก็บดวงอาทิตย์นั่นแล้วกลับมากุมมือเธออีกครั้ง  “แต่สิ่งที่ทําให้มนุษย์คิดว่าเราเป็นศัตรูก็คือ  เรากระหายเลือด และเราไม่ได้เป็นแวมไพร์พวกเดียวบนโลกใบนี้”

ชายหนุ่มจ้องมองเธอไม่วางตา  เขาค่อยๆ  เลื่อนใบหน้าซีดขาวเข้ามาใกล้  แตะหน้าผากของเขากับหน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา  วินาทีนั้นเอง เพ็ญพักตร์รู้สึกเหมือนโลหมุนรอบตัวเร็วขึ้นราวกับตัวเองเป็นแกนกลางลูกข่าง  และประวัติศาสตร์โลกกําลังหลั่งไหลเข้าสู่สมอง...ประวัติศาสตร์อีกช่วงหนึ่งซึ่งไม่เคยถูกบันทึกไว้ในโลกนี้

 

หลายล้านปีมาแล้ว  ก่อนที่มนุษย์จะครองโลก  เผ่าพันธุ์แรกที่ปกครองผืนพิภพนี้คือแวมไพร์  พวกมันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ในปัจจุบัน  แต่ไม่มีผิวหนัง  นั่นเป็นสาเหตุที่ทําให้ไม่สามารถดําเนินชีวิตในช่วงเวลากลางวันได้ แวมไพร์เหล่านี้จึงออกล่าอาหารในเวลากลางคืน  โดยใช้วิธีการกัดและแพร่เชื้อโรคให้แก่เหยื่อ  เมื่อเหยื่อเน่าเปื่อยกลายเป็นซากศพ  มันก็กัดกินอย่างอิ่มหนําสําราญ ต่อเมื่อสัตว์ดึกดําบรรพ์เริ่มสูญพันธุ์เพราะแวมไพร์เพิ่มจํานวนขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกมันจึงหันมากินกันเอง จนเกิดเป็นสงครามขึ้น

แวมไพร์แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย  ฝ่ายหนึ่งจมอยู่ในวังวนของความหิวกระหาย  เรียกว่าแวมไพร์อสูร  แต่อีกฝ่ายหลุดพ้นออกมา  และพัฒนาตัวเองจนมีผิวหนัง  สามารถดํารงชีวิตอยู่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

(ติดตามอ่านต่อได้ในฉบับเต็ม)

รายละเอียด

ปฐมบทแห่งการต่อสู้ระหว่างแวมไพร์อสูรกับแวมไพร์อารยะเริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อแวมไพร์อสูรหวนกลับมาอีกครั้งเพื่อกำจัดเด็กหนุ่มสามคน ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นผู้ทำลายล้างเผ่าพันธุ์อสูรตามคำทำนาย ฮอว์ค หนึ่งในสามแวมไพร์อารยะผู้ได้รับพรสวรรค์จากท้องฟ้า เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตนเองเป็นแวมไพร์ กระทั่งได้เจอกับ เนตรนภา หญิงสาวผู้มีดวงตาพิเศษและกำลังถูกอสูรสโตอิก นักล่าเหยื่ออันดับสองตามล่า ท่ามกลางการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวนี้ ฮอว์คกำลังถูกกระตุ้นโดยความต้องการภายในปีกขนนกสีดำที่หลังของเขาสยายออกเปิดฉากสมรภูมิกลางเวหาให้ร้อนเป็นไฟ


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (96 รายการ)

www.batorastore.com © 2020