หนังสือชุด หอมลมหวน : ลมหวน..อ้วนกับผอม (ดอกไม้โบาณ)

หนังสือชุด หอมลมหวน : ลมหวน..อ้วนกับผอม (ดอกไม้โบาณ)

1 รีวิว  1 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786160012947
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 200.00 บาท 100.00 บาท
ประหยัด: 100.00 บาท ( 50.00% )

เนื้อหาบางส่วน

ลมหวนแต่ไม่หอม

 

กริ๊ง...เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องชุดบนตึกสูงแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครตอนตีหนึ่งเศษ

เจ้าของห้องร่างผอมที่สวมชุดนอนชะงักการบิดขี้เกียจบนเก้าอี้ทำงาน หลังจากเพิ่งถอดแว่นตากรอบสีทองลงบนโต๊ะ พลางขมวดคิ้วนึกถึงอันตรายยามดึกซึ่งอาจเกิดแก่คนในครอบครัวที่ต่างจังหวัดก็อดใจหายไม่ได้

“หรือจะเกิดอะไรขึ้นกับป๊า”

วนิต แซ่หลี หนุ่มวัยย่างยี่สิบเจ็ดปี เครื่องหน้าอย่างคนจีนแท้ สองตาตี่เรียวเล็กใหญ่กว่าเมล็ดกวยจี๊หน่อยหนึ่ง ผิวขาวจัด ฉุกคิดในใจก่อนหยิบแว่นขึ้นสวมอีกครั้ง รีบพาร่างเพรียวลมไปรับโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว

“เราเอง ขอโทษนะที่โทร. มากวนกลางดึก” เสียงหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเอ่ย

“เฮ้อ! โล่งอก นึกว่าอาจูโทร. มาบอกว่าป๊าเป็นอะไรเสียอีก ไม่เป็นไรหรอกเรายังไม่นอน ว่าแต่มีอะไรหรือเปล่า”

วนิตพูดพร้อมถอนใจแล้วคลี่ยิ้มเมื่อไม่ได้รับข่าวร้ายอย่างที่คิด

ที่บ้านโทร. มาบอกว่าแม่เราเสียแล้ว” อารีย์ หรือน้ำ พูดเสียงสั่นเครือ

วนิตนิ่งอึ้ง ความเงียบปกคลุมพักใหญ่ นึกถึงภาพอาจารย์วรรณา อาจารย์สาวภาควิชาคณิตศาสตร์ที่เก่งและใจดีที่สุด ผู้เห็นพรสวรรค์ด้านการเรียนของเด็กหนุ่มตัวกลมจากต่างอำเภอที่สอบเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมฯ ประจำจังหวัด โดยมีส่วนอย่างมากในการผลักดันวนิตให้แข่งขันกับเด็กเก่งทั่วประเทศ และไปไกลถึงทั่วโลกเมื่อสามารถคว้าเหรียญทองแดงจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกตอนเรียนมัธยมศึกษาปีที่ห้ามาแล้ว พื้นฐานวิชาหลักที่อาจารย์สาวเคี่ยวเข็ญทำให้เขาสอบเข้าเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศด้วยคะแนนอันดับต้นๆ และปัจจุบันก็ได้ดิบได้ดีทำงานในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งหมดขอยกความดีให้แก่อาจารย์ท่านนี้ทั้งสิ้น

“เสียใจด้วยนะน้ำ เข้มแข็งไว้นะ” วนิตพูดกับเพื่อนสาวที่เป็นบุตรสาวคนเดียวของผู้ที่เพิ่งจากไป

“นิตจะไปงานศพแม่เราหรือเปล่า” อารีย์ถามเพื่อนด้วยความหวังว่าเขาจะกลับบ้านเกิดสักครั้ง

แม้อำเภอเล็กๆ ที่เป็นบ้านเกิดในจังหวัดราชบุรีจะห่างจากกรุงเทพฯ แค่ร้อยกิโลเมตรเศษ แต่วนิตทำราวกับอยู่ห่างไกลหลายปีแสง สี่ปีมาแล้วที่เขาไม่กลับไปที่นั่นเลย ยังไม่รวมกับสี่ปีระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยด้วย รวมทั้งสิ้นก็ราวแปดปีที่อาตี๋หนุ่มเหมือนคนแปลกหน้าของเหล่าผองเพื่อนที่มักรวมตัวกันในงานศิษย์เก่าประจำปีของโรงเรียน ซึ่งในรอบแปดปีนี้มีเพียงปีเดียวเท่านั้นที่วนิตไปร่วมงาน และก็เป็นที่มาของทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายในช่วงเวลาสั้นๆ ชายหนุ่มอดคิดมากไม่ได้ว่าควรกลับไปร่วมงานศพของอาจารย์ที่นับถือดีหรือไม่ เพราะแน่นอนว่าหากไปคงไม่อาจเลี่ยงที่จะพบ คนที่เคยประกาศใส่หน้ากันไว้เมื่อหลายปีก่อนว่า ‘ชาตินี้อย่าเจอกันอีกเลย’

คนที่เป็นเจ้าของฉายา...ยายดำอบแห้ง!

 

ในเวลาต่อมา...จังหวัดราชบุรี

อดีตดาวโรงเรียนบุตรสาวคนเดียวของผู้ตายยืนต้อนรับแขกเหรื่อที่มางานศพมารดาในชุดกระโปรงสีดำ ด้านหน้าศาลาสวดอภิธรรมของวัดกลางใจเมือง เนื่องด้วยผู้ตายเป็นอาจารย์ของโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำจังหวัดทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามาร่วมงานคับคั่ง รวมถึงศิษย์เก่าที่ไปได้ดีต่างถิ่นเมื่อทราบข่าวก็เดินทางมาคารวะศพผู้มีพระคุณเช่นกัน อารีย์ทักทายเพื่อนร่วมสถาบันทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องที่ทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย โดยหญิงสาว ยังทอประกายออร่าความงามไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างสมส่วน หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักกับผิวขาวเป็นยองใย

รุจ หนุ่มเชื้อสายจีนรูปร่างสันทัด อดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนของอารีย์ เข้ามาในงานพร้อมกับมานี ภรรยาสาวหน้าหมวยตัวเล็กรุ่นน้องจากโรงเรียนเดียวกัน ทั้งคู่เอ่ยแสดงความเสียใจต่อเจ้าภาพบริเวณทางเข้างาน

“เสียใจด้วยนะน้ำ”

“เสียใจด้วยค่ะ พี่น้ำ”

“ขอบคุณนะ เชิญด้านในเลย เอ่อ...เราชวนนิตมาได้ด้วยละ เขายืนยันว่าจะมา” อารีย์พูดเสียงเรียบ แฝงความดีใจบางอย่าง

สองสามีภรรยามองหน้ากันเหลอหลาเมื่อได้ยินว่าใครกำลังจะมาร่วมงาน หลังจากทำ

ความเคารพศพเสร็จทั้งคู่ก็เดินเข้าไปนั่งในกลุ่มเพื่อนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี สาวหมวยฉายา ‘มานีรู้ โลกรู้’ เริ่มทำหน้าที่อดีตลำโพงประจำโรงเรียน

“นี่! พี่น้ำบอกว่าพี่นิตจะมางานด้วยแหละ ตายๆๆ อกอีแป้นจะแตก!”

เสียงแหลมของมานีประกาศเบาๆ พยายามไม่โฉ่งฉ่างเพราะยังมีแขกผู้ใหญ่อีกหลายคนอยู่ในงาน

“หา! อะไรนะ ไอ้นิตจะมา เป็นไปได้ไงวะ...ไอ้รุจ”

อดีตเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งถามเสียงหลงตามมาด้วยแววตาใคร่รู้ของเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ล้อมวงชะโงกหน้ามารอ ที่จงใจถามรุจก็เพราะวนิตกับรุจเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยมัธยมฯ และยังสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันด้วย แต่รุจไปไม่ถึงฝั่งฝันเนื่องจากระหว่างปิดภาคเรียนในชั้นปีสุดท้ายเขากลับมาบ้านเกิดแล้วได้พบสาวหมวยคุยเก่งอย่างมานีอีกครั้ง ทั้งคู่คงเป็นเนื้อคู่กันกระมังจึงสานสัมพันธ์อย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่นานสาวเจ้าเกิดตั้งท้อง รุจจึงเลือกลาออกจากการเรียนเพื่อเป็นหัวหน้าครอบครัว

“ไม่รู้เว้ย!” รุจพูดสั้นๆ แต่ครุ่นคิดถึงสาเหตุที่วนิตยอมกลับราชบุรีทั้งที่เคยประกาศกร้าวว่าจะไม่มีวันมาเหยียบที่นี่อีก

“จะอะไรเสียอีกถ้าไม่ใช่ลมพัดหวนจนยอมมางานศพว่าที่แม่ยายน่ะสิ ฮึ่ย! แล้วยายนางจะรู้สึกยังไงเนี่ย”

มานีตั้งข้อสันนิษฐาน พลันนึกถึงเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลก็กัดฟันเคียดแค้นแทน

“นั่นสิ! น้องดพอบแห้งต้องมางานด้วย ถ้าเจอกันงานไม่แตกรึ คน ที่เคยประกาศเกลียดหน้ากันขนาดนั้นจะมาเจอกันอีกในรอบสี่ปี เรื่องใหญ่แน่!”

หนึ่งในกลุ่มเพื่อนแสดงความเห็น

“ไอ้นิตนะไอ้นิต เคยถูกสาวสวยขาวอึ๋มอย่างยายน้ำทิ้งมาครั้งหนึ่ง ยังไม่เข็ดจะกลับไปคืนดีอีกนี่นะ ควายเอ๊ย!”

รุจนั่งด่าเพื่อนสนิท ไม่สิ...อดีตเพื่อนสนิทมากกว่า เพราะตัดขาดกันมาร่วมสี่ปีแล้ว ปัจจุบันแทบไม่มีใครรู้ข่าวของวนิตกับอารีย์มากนัก เมื่ออดีตเด็กนักเรียนดีเด่นทั้งสองเลือกตัดขาดจากเพื่อนฝูงไม่ติดต่อใครทั้งสิ้น ครั้งสุดท้ายที่รุจเจอวนิตก็คือก่อนที่ชายหนุ่มจะตัดสินใจไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกากับอารีย์หลังหย่าร้างกับภรรยาเพียงไม่นาน ครั้งนั้นรุจทวงถามบางอย่าง แต่ได้คำตอบไม่น่าพิสมัยจนถึงขั้นยุติความสัมพันธ์ฉันเพื่อน และคิดว่าควรปล่อยวนิตไปตามยถากรรมดีกว่า

ในฐานะเพื่อนสนิทตั้งแต่ประถมศึกษา รุจมักได้ยินวนิตพูดถึงสาวในฝันว่าต้องขาว สวย หมวย อึ๋ม ตามคุณสมบัติพื้นๆ ของชายไทยเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ และครั้งหนึ่งหมอนั่นเคยสมหวังตอนเกี่ยวก้อยอารีย์เป็นแฟนให้คนทั้งโรงเรียนอิจฉา แต่สุดท้ายก็ถูกบอกเลิกช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ต่อมาเขาก็แต่งงานกับผู้หญิงอีกคนซึ่งน่าเสียดายที่มีเหตุให้หย่าร้างด้วยความขัดเคืองแบบผัวๆ เมียๆ ที่คนในเท่านั้นจะรู้ ทั้งคู่ประกาศหันหลังให้กัน และวนิตก็ทำได้อย่างที่พูด คือไม่กลับมาราชบุรีอีกเลย เพิ่งวันนี้เองที่เพื่อนฝูงได้ยินว่าวนิตจะกลับมาบ้านเกิด ที่สำคัญมาร่วมงานศพคนคุ้นเคยอีกต่างหาก ลงอีหรอบนี้วนิตกับอารีย์คงไม่พ้นพัดหวนหากันเป็นแน่...รุจคิด

เรื่องราวของทั้งสามคนกลายเป็นประเด็นพูดคุยในอำเภอเล็กๆ ลามไปถึงตัวจังหวัดยาวนานหลายปีอย่างหาเรื่องอื่นเทียบไม่ได้ คงมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่ไม่รู้ว่าตนเองโด่งดังเพียงใด หลังมานีเปิดประเด็น กลุ่มเพื่อนต่างจับกลุ่มย่อยซุบซิบวิเคราะห์ วิจารณ์ต่างๆ นานา กระทั่งมานีส่งเสียงทำให้วงแตกฮือหันขวับไปมองเป็นตาเดียว

“เฮ้ย! ยายนางมาแล้ว นั่นๆๆ กำลังจะเดินไปหาพี่น้ำ เอาแล้วไง!”

มานีส่งเสียงลุ้นผ่านหลอดลำโพงเล็กๆ ของตัวเอง ทุกคนพยายามเพ่งสายตาอ่านปากจากระยะไกลว่าอารีย์กับอดีตภรรยาของวนิตจะทักทายอะไรกัน

“เสียใจด้วยนะคะพี่น้ำ”

ธิดา บุญคง หรือนาง หญิงสาวที่เพื่อนๆ กำลังพูดถึงเอ่ยกับเจ้าภาพอย่างสำรวม

ความสูงเพียงระดับแก้มของอีกฝ่ายทำให้เธอต้องแหงนหน้าพูด สาวหน้าบ้านๆ พิศมองอารีย์ด้วยความชื่นชมจากใจจริง เธอรู้จักดาวโรงเรียนคนนี้มาตั้งแต่สมัยประถมศึกษา คนอะไรทั้งสวยทั้งเก่งไปทุกอย่าง การเรียนเป็นเลิศ กิจกรรมที่เป็นหน้าเป็นตาโรงเรียนเธอก็กวาดเรียบ แม้อาจดูหยิ่งบ้างแต่ก็เป็นธรรมดาของคนที่พรั่งพร้อมสมบูรณ์ทุกด้านมิใช่หรือ ธิดาไม่ใส่ใจกับมาดหยิ่งเล็กๆ ของสาวสวยตรงหน้ามากนัก พูดให้ถูกก็คือ เธอชินแล้วกับความเป็นรองทุกๆ คนตั้งแต่วัยเยาว์ จะเอาอะไรกับเด็กท้ายห้อง เด็กสอบตก เด็กโง่ ประจำโรงเรียนเล่า

“ขอบคุณ” อารีย์ก้มลงมองพูดสั้นๆ ตามมารยาท

จากนั้นธิดาก็แยกตัวมาเคารพศพอาจารย์ที่นับถือแล้วเดินไปหาเพื่อนๆ เพื่อรอเวลาพระสวดอภิธรรมตามพิธีทางศาสนา แต่สายตากว่า สิบคู่ที่จ้องมองมาทำให้เธอต้องก้มซ้ายก้มขวาหาความผิดปกติ แทบจะยกรักแร้ขึ้นดมว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่ด้วยซ้ำ

“มองอะไร ฉันเขียนคิ้วไม่เท่ากัน? เสื้อกางเกงขาด? หรืออะไร”

หญิงสาวถามพลางยกมือตบแขนขาลามไปถึงสะโพกหนั่นแน่น

“ปะ...เปล่า...เปล่า ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีจริงจริ๊ง!”

ทุกคนพูดเป็นเสียง (แหลม) เดียวกันพลางโบกมือปฏิเสธ

แม้สมองจะน้อย แต่ความคุ้นเคยกันมาตั้งแต่สมัยเรียนทำให้ธิดามองออกว่ารุ่นพี่รุ่นน้องกำลังมีความลับ เพราะบ้างก็อึกอัก บ้างก็เหงื่อตก บ้างก็ยกมือเกาปากเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง บ้างก็สะกิดแขนกันไปมา แล้วก้มหน้าหลบตา แบบนี้มันน่าสงสัยชัดๆ!

“อะแฮ่ม! โหลหนึ่งสองสาม บัดนี้ได้เวลาเจ้าภาพจุดธูปเทียนเพื่อสวดอภิธรรมแล้วครับ”

เสียงมัคนายกสูงวัยประกาศออกไมโครโฟนดังขัดความคิดธิดา เธอจึงต้องนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกและหยุดคำถามไว้แค่นั้น พระสงฆ์สี่รูปที่รับกิจนั่งบนอาสนะเตรียมพร้อมสวด

“อิมินา สักกาเรนะ....”

บทสวดมนต์เริ่มขึ้นท่ามกลางความสงบเงียบ เจ้าภาพนั่งประนมมือบนโซฟาแถวหน้าร่วมกับแขกผู้ใหญ่ ขณะเพื่อนร่วมสถาบันนั่งแถวหลังๆ

กริ๊งๆ...เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แขกในงานเริ่มมองหาเจ้าของโทรศัพท์ที่ช่างไร้มารยาทสิ้นดี

‘บ้าเอ๊ย! โทรศัพท์ใครนะ เสียมารยาทชะมัด!’

ธิดาเกลียดนักเชียวพวกไม่รู้กาลเทศะ ไม่ปิดโทรศัพท์ในงานศพ เธอก่นด่าในใจ กระทั่งมีนิ้วสะกิดที่เอวแรงๆ

“ยายนาง! โทรศัพท์เธอดังนานแล้ว รับซะที!” มานีที่นั่งแถวหลังธิดากระซิบข้างหู

“อ้าวเหรอ ตายแล้ว ขอโทษๆๆ”

เจ้าตัวตกใจทำหน้าเหลอหลา ตะครุบวัตถุเล็กๆ ในกระเป๋ากางเกงแทบไม่ทัน พลันลุกขึ้นยืนอวดหน้าเจี๋ยมเจี้ยมค่อยๆ ค้อมตัวถอยหลังออกไปเพื่อรับสาย

ระหว่างพระกำลังสวด รุจพยายามชะเง้อหาวนิตว่ามาหรือยัง ปกติการมาร่วมงานศพก็ต้องมาให้ทันพระสวด แต่นี่วนิตก็ยังไม่มา

‘จะมามั้ยว้า เฮ้อ!’ หนุ่มตี๋นั่งลุ้นในใจ

ที่ด้านข้างศาลาสวดศพ ธิดาเอามือป้องโทรศัพท์ขณะแนบปากพูดหลังกดรับสาย กระซิบพลางเดินไปพลาง

“แม่มีอะไร ฉันอยู่ในงานศพแล้ว”

“มันมืดแล้ว ข้ากลัวว่าโง่ๆ อย่างเอ็งจะหลงทางไปไม่ถึงวัดน่ะสิ” เสียงปลายสายพูด

“ปัดโธ่! ไม่หลงหรอกน่า แค่นี้นะแม่พระสวดแล้ว อ้าวเฮ้ย! แล้วเราเดินมาทำไมเสียไกล”

ธิดารีบวางสาย ยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงที่แนบต้นขาแบบไม่ง่ายนัก

ทำไมนะ...ใครๆ ถึงมองว่าเธอโง่นักหนา ขนาดแม่แท้ๆ ยังกังวล ขนาดนี้ คนอื่นคงไม่ต้องพูดถึง หญิงสาวคิดพลางส่ายหน้าให้คนพวกนั้น เพราะมั่นใจว่าวันเวลาที่ผ่านมาสอนให้เธอฉลาดขึ้นแล้ว! เมื่อเดินกลับมา นั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกตัวเดิม ธิดาไม่เอะใจเลยว่าเพื่อนๆ มีความผิดปกติเพียงใด ทั้งที่ต่างมีสีหน้าเลิ่กลั่ก นั่งไม่ติด แต่คนฉลาดขึ้นเล็กน้อยก็ยังไม่รู้ความ

(ติดตามอ่านต่อได้ในฉบับเต็ม)

รายละเอียด

เธอเมินเขาเพราะเขาไม่ใช่สเปก เขาเชิดใส่เธอเพราะเธอเคยเป็นยายลูกเป็ดขี้เหร่ แต่เพราะอุบัติเหตุในคืนนั้น ทำให้ทั้งคู่ถูกจับแต่งงานกันทั้งที่ชังแสนชัง และเพราะรักยังไม่ลงรอย ทั้งคู่จึงไม่อาจร่วมทาง 
หลายปีผ่านไปเมื่อทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง ความชังจะกลายเป็นความรักได้หรือไม่ เมื่อพบว่าทั้งคู่เปลี่ยนไปจนแทบเป็นคนละคน! 

รีวิว (1)

เขียนรีวิว

BoaHancock | 1 รีวิว
23/11/2014

เล่มนี้ก็เป็นเล่มหนึ่งในชุดหอมลมหวนนะคะกับเรื่องนี้เลย “ลมหวน…อ้วนกับผอม” ชื่อเรื่องน่ารักน่าสนใจดีนะคะ เนื้อเรื่องนี้ก็น่าติดตามไม่แพ้ชื่อเรื่องเลยค่ะ พระเอกนางเอกไม่ชอบหน้ากันเพราะต่างคนต่างไม่ใช่สเป็กของกันและกันเลย แบบว่าพระเอกก็อ้วนเป็นหมูตอน นางเอกก็เป็นยัยลูกเป็ดขี้เหร่ แต่ก็มีเหตุการณ์หนึ่งทำให้ทั้งคู่ต้องแต่งงานกัน แต่ในที่สุดก็หย่ากันและแยกย้ายกันไป จนกระทั่งวันหนึ่งได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง ทั้งคู่ต่างคนต่างเปลี่ยนไปมาก วนิตจากที่เคยอ้วนก็กลับเป็นหนุ่มหุ่นดี ธิดา จากที่เคยเป็นสาวผอมก็กลายเป็นสาวอ้วนสมบูรณ์ไปซะอย่างนั้น ทั้งคู่เคยเรียนด้วยกันตั้งแต่เด็กและมีเรื่องบางเรื่อง (ถ้าอยากทราบต้องลองหามาอ่านกันดูนะคะ เล่าหมดก็ไม่เหลือความน่าติดตามแน่ๆเลยค่ะ) ทำให้เขาและเธอเป็นคู่กัดกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่หลังจากที่วนิตได้รู้ความจริงแล้วเขาก็ได้ยอมทำทุกทางเพื่อให้ได้เธอกลับคืนมา แต่ก็มีอุปสรรคอยู่ที่แฟนใหม่ของธิดาที่แสนหล่อเหลา อุปสรรคครั้งนี้จะทำให้ทั้งคู่กลับมารักกันได้อย่างไร ขอบอกว่าชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ แบบว่าพระเอกนางเอกดูเป็นโลกแห่งความจริงพระเอกนางเอกเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่ได้หล่อไม่ได้สวยดังในจินตนาการ และการเล่าเรื่องการดำเนินเรื่อง ก็ออกแนวคอมเมดี้เล็กๆ หวานๆทะเลาะกัน เป็นคู่กัดกัน งอนกันไปง้อกันไปน่ารักดีค่ะ อ่านแล้วขำๆ คลายเครียดสามารถอ่านได้ทุกเพศทุกวัยเลยล่ะค่ะ

สินค้าที่ใกล้เคียง (95 รายการ)

www.batorastore.com © 2020