พรานมัสยา (เตชิตา)

พรานมัสยา (เตชิตา)

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786160015009
ของหมด (ต้องการสินค้า)
ราคา: 230.00 บาท 149.50 บาท
ประหยัด: 80.50 บาท ( 35.00% )

เนื้อหาบางส่วน

บ้านจัดสรรชั้นเดียวบนเนื้อที่กว่าหกสิบตารางวาถือเป็น

บ้านเดี่ยวขนาดกลางๆ ไม่ใหญ่โตมากมาย แต่ก็เหมาะกับสาวโสดที่ใช้

ชีวิตเพียงลำพังในเมืองกรุงอย่างมนัสยา หญิงสาวที่เพิ่งลุกจากเตียงนอน

ขนาดหกฟุตเพราะเสียงกริ่งหน้าบ้าน อดีตดาวคณะศิลปกรรมศาสตร์

จากมหาวิทยาลัยชื่อดังรีบสลัดผ้าห่มออก เอื้อมมือคว้ากุญแจบ้านและ

วิ่งพรวดพราดออกจากห้องนอนอย่างรวดเร็ว

มนัสยาวิ่งออกจากบ้านไปทั้งที่ยังอยู่ในชุดนอนลายมิกกี้เมาส์

วันนี้เธอมีนัดกับ ใบบุญ รุจิธารา เพื่อนสนิทตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

กระทั่งได้ทำงานร่วมกัน พวกเธอนัดจะเดินทางไปดูงานที่จังหวัดพระนคร-

ศรีอยุธยาตอนเก้านาฬิกา แต่ดูเหมือนเธอจะทำให้เพื่อนต้องมานั่งคอย

เพราะเผลอตื่นสายไปนิดเท่านั้นเอง

“มาไวนะยะ ไหนว่าจะพาแม่ไปวัดก่อนไง”

มนัสยาเอ่ยกับเพื่อนสาวที่ยืนอยู่หน้ารั้วบ้านหลังเล็กของเธอ พร้อม

กับไขกุญแจเปิดประตูเล็กต้อนรับใบบุญ บิดาซึ่งมีฐานะพอควรในจังหวัด

พิษณุโลก ซื้อบ้านหลังนี้ให้เพราะเธอเป็นเด็กต่างจังหวัดและต้องเข้ามา

ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่นี่อยู่แทนหอ พร้อมจ้างญาติห่างๆ ให้มาคอย

ดูแลบุตรสาวแทนตัวท่านอีกด้วย

            “วัดน่ะเขาไปกันแต่เช้าย่ะ เจ็ดโมงครึ่งพระก็ฉันเช้าแล้ว ถ้าตื่นสาย

อย่างแกไม่ต้องไปหรอกวัด” ใบบุญมองค้อนเพื่อนด้วยความหมั่นไส้

“เออๆ แม่ชี ถามแค่นิดเดียว เทศน์เสียยาวเลย”

“แล้วนี่อะไรของแก เก้าโมงแล้วยังไม่แต่งตัวอีก จะไปไหมอยุธยาน่ะ”

“อยุธยาแค่นี้เอง ฉันแต่งตัวเดี๋ยวเดียวเองแก”

“ทั้งปีแหละแกน่ะ ไปเลย รีบๆ เลย”

 มนัสยาหัวเราะเบาๆ กับท่าทางของใบบุญ ที่ยกมือโบกสะบัด

เหมือนจะไล่ขณะสั่นศีรษะเบาๆ แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกเอือมระอากับ

ความเรื่อยเฉื่อยซึ่งกลายเป็นนิสัยเธอมาตั้งแต่สมัยเรียน จนได้รับฉายา

เต่าสองพันปี ถ้าถามหนุ่มๆ ทั่วมหาวิทยาลัยคงไม่มีใครไม่รู้จักสาวที่

ช้าแต่สวยเฉียบอย่างมนัสยาแน่นอน ในเมื่อเธอเป็นดาวคณะแถมเป็น

เชียร์ลีดเดอร์ตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงปีสาม ก่อนจะหยุดเพื่อตั้งใจเรียนเพียง

อย่างเดียวในปีสี่

มนัสยาใช้เวลาแต่งตัวเพียงสิบห้านาที เพราะไม่อยากให้เพื่อนสาว

บ่นอีก ดังนั้นจึงลงมาสมทบกับใบบุญได้อย่างรวดเร็วทันใจ ด้วยเชิ้ต

สีเขียวสดใสสไตล์เดียวกับเพื่อนสาวและกางเกงยีนสีซีด พร้อมหยิบกุญแจ

รถญี่ปุ่นคันเล็กที่บิดาซื้อให้หลังเรียนจบ เพื่อใช้เดินทางไปทำงานได้อย่าง

สะดวกสบาย ทำให้ใบบุญพลอยฟ้าพลอยฝนได้สบายไปกับเพื่อนสาวด้วย

                เธอใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์จากกรุงเทพฯ มาลงบางปะอิน-

อยุธยา ก่อนจะใช้ถนนสายเอเชียตรงดิ่งมาจนถึงแยกทางเข้าจังหวัด

พระนครศรีอยุธยา เพราะโพรเจกต์ใหม่ที่ทั้งสองได้รับมอบหมายคือบูรณะ

จิตรกรรมฝาผนังของโบสถ์แห่งหนึ่งในเกาะเมืองอยุธยา

“แกว่างานนี้จะใช้เวลาสักกี่เดือนนะใบบุญ”

“ไม่น่าจะเกินเดือนนะ หรือแกว่าไง”

“แต่งานค่อนข้างละเอียดนะแก เดือนเดียวจะเสร็จเหรอ”

“แต่เราสองคนช่วยกันไม่น่าจะนานนะ เพราะความเสียหายเท่าที่

รู้ไม่ได้มากมายอะไรนักนี่”

“ใช่ เพราะถ้ามากทางกรมคงไม่ส่งแค่เราสองคนลงพื้นที่แน่ ว่าแต่

ว่างานนี้เรามีที่พักหรือเปล่า หรือต้องไปกลับ”

“ทางกรมจัดให้แล้วละ ไปกลับก็ตายกัน ถึงจะไม่ไกลก็เถอะ งาน

เราจะเสร็จช้าน่ะซิ”

“อื้อ ใกล้ถึงแล้วละ ผ่านวัดนี้ไป อีกสองวัดก็ถึงแล้ว”

มนัสยาเอ่ยเมื่อผ่านหน้าวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งอยุธยามีวัดเยอะมาก

บางทีห่างกันไม่ถึงห้าร้อยเมตรก็จะเจออีกวัด เป็นอย่างนี้แทบทั้งเกาะเมือง

มีทั้งวัดร้างที่บูรณะให้สมกับเป็นเมืองมรดกโลกกระจายอยู่ทั่วเมือง มนัสยา

ใช้เวลาเพียงห้านาทีขับรถวนเข้ามาจอดบริเวณลานโล่งกว้างหน้าวัด ซึ่ง

เป็นเพียงลานดินที่มีหญ้าขึ้นบางๆ

ตัววัดเป็นวัดอกแตก มีถนนตัดผ่านแยกวัดออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่ง

เป็นโบสถ์เก่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโดนพม่าเผา กำแพงโบสถ์เป็นอิฐ

แดงตามแบบอิฐโบราณ ทางเข้าโบสถ์มีโต๊ะไม้เล็กๆ ที่มีลูกศิษย์วัดนั่ง

จำหน่ายดอกไม้ธูปเทียนและเครื่องสังฆทานเพื่อสะดวกแก่ผู้ต้องการมา

ทำบุญ เมื่อมองจากทางเข้าโบสถ์ไปฝั่งตรงข้าม จะเป็นถนนลูกรังเข้าไป

ยังกุฏิพระที่เป็นไม้เก่าๆ ดูทรุดโทรม

สองสาวยกมือนมัสการพระภิกษุก่อนจะก้าวเข้าไปภายในซึ่งแยก

เป็นสองโบสถ์ติดๆ กัน เมื่อเดินผ่านกำแพงอิฐเข้าไปจะพบโบสถ์หลังแรก

ที่มีพระพุทธรูปสีขาวประดิษฐานอยู่ ถัดไปเพียงไม่กี่ก้าวก็จะเป็นอีกโบสถ์

ซึ่งประดิษฐานหลวงพ่อทององค์ใหญ่ และโบสถ์ทั้งสองหลังยังมีภาพ

จิตรกรรมฝาผนังที่มีทั้งลวดลายเทพนม และภาพทศชาติของพระพุทธเจ้า

ที่เสียหายไปบางส่วนตามกาลเวลา ทำให้ทางกรมศิลปากรที่เข้ามาสำรวจ

ซ่อมแซมเรียกเธอทั้งสองมาดูและเริ่มทำงานทันที

“อื้อ งานค่อนข้างละเอียดนะนี่”

มนัสยาเดินสำรวจรอบโบสถ์หลวงพ่อทอง พร้อมกับเก็บภาพจุดที่

มีปัญหาเพื่อนำกลับไปศึกษาก่อนจะเริ่มลงมือซ่อมแซมภาพ ส่วนใบบุญ

จดรายละเอียดความเสียหายเพื่อนำไปสืบค้นข้อมูล ซึ่งช่วยให้ทำงานง่าย

ขึ้น เพื่อให้ได้ภาพที่ถูกต้องและคำนวณการใช้สีได้อย่างเหมาะสมที่สุด

“งานวันนี้ของเราก็มีแค่สำรวจให้ทั่ว แล้วก็กลับไปหาข้อมูลแค่นั้น”

“แล้วไง” ใบบุญเลิกคิ้วสูงพลางเอ่ยถามเพื่อน

“ฉันว่าเราแวะเที่ยวกันหน่อยดีกว่า” มนัสยายักคิ้วพร้อมกับยิ้ม

“ฉันว่าเราแวะไหว้พระเก้าวัดกันดีกว่า”

“เอาสิ เริ่มจากวัดนี้แหละวัดแรก”

มนัสยาเอ่ยก่อนจะเดินไปซื้อดอกไม้ธูปเทียน พร้อมกับนิมนต์พระ

ภิกษุเพื่อถวายสังฆทาน เธอต่างกับใบบุญตรงที่แทบจะไม่เคยเข้าวัดฟัง

ธรรมเลย ส่วนเพื่อนสาวนั้นคล่องราวกับเคยบวชเป็นแม่ชีมาก่อนเลย

ทีเดียว

ออกจากวัดแรกทั้งสองก็ตระเวนทำบุญจนครบเก้าวัด ทั้งวัดใหญ่

วัดเล็กรอบเกาะเมืองและจบลงที่วัดพนัญเชิง แล้วแวะรับประทานอาหาร

ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งข้างๆ วัด ซึ่งถนนหน้าวัดแห่งนี้ขึ้นชื่อว่ามีร้านอาหาร

อร่อยตลอดสองฝั่งถนนทีเดียว รวมถึงบรรยากาศชายน้ำของแต่ละร้าน

เป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งในและนอกแวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันมา

อุดหนุนบ่อยครั้ง

 

สองสาวตัดสินใจแวะร้านอาหารชายน้ำแห่งหนึ่งซึ่งมีป้ายติด

อยู่ริมถนน มนัสยาเลี้ยวรถเข้าไปจอดคู่กับรถยนต์คันโก้สีดำป้ายทะเบียน

กรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน แต่สองสาวไม่ได้สนใจเท่าไรนัก พอลงจากรถก็รีบ

ก้าวเข้าไปภายในร้านซึ่งมีแขกอยู่หลายโต๊ะพอสมควร มนัสยาเลือกนั่ง

หันหน้าเข้าหาแม่น้ำ ขณะที่ใบบุญหันหน้าไปทางหน้าร้าน

“นึกว่าหล่อตายละ” ใบบุญบ่นเบาๆ ไม่แสดงสีหน้าใดๆ

 

อยู่ๆ เพื่อนสาวก็เอ่ยเสียงราบเรียบทำให้มนัสยาต้องเงยหน้าขึ้น

สบตาด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เธอจึงเอ่ยถามเบาๆ

“อะไรของแกวะ”

“ไม่มีอะไร บ่นไปอย่างนั้นแหละ”

“อย่างนั้นสั่งอาหารดีกว่า” มนัสยาหยิบเมนูส่งให้เพื่อนและก้มลง

ดูอีกเล่ม

“แกสั่งเลยมีตางค์ ฉันขอไปห้องน้ำเดี๋ยว”

“เออ ไปเถอะ”

มนัสยาเรียกพนักงานมารับรายการอาหารและนั่งรอใบบุญอยู่ครู่

ใหญ่ แต่เพื่อนไม่เดินกลับมาสักทีก็เริ่มรู้สึกเป็นห่วง เธอจึงลุกไปตาม และ

ทันได้เห็นเพื่อนสาวยืนเถียงกับชายหนุ่มรูปหล่อ หุ่นล่ำบึ้กอย่างกับชาว

ยุโรปที่กำลังยืนยิ้มน้อยๆ มองเพื่อนของเธอซึ่งโมโหหน้าดำหน้าแดงอย่าง

ขัดใจ

 มนัสยารู้สึกแปลกใจที่เห็นเพื่อนถกเถียงอยู่กับชายแปลกหน้า

เพราะไม่เคยเห็นเพื่อนควบคุมอารมณ์ไม่ได้แบบนี้มาก่อน ส่วนใหญ่จะ

เป็นเธอที่ยืนในจุดของใบบุญตอนนี้ และใบบุญจะคอยเตือนให้เธอระงับ

อารมณ์โกรธ ชายหนุ่มตรงหน้ากลับสามารถทำให้ใบบุญที่เคยใจเย็นยิ่ง

กว่าน้ำแข็ง ร้อนราวโดนลนด้วยไฟได้ง่ายดาย

เธอกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่ใบบุญก็เดินดุ่มๆ เข้ามากระชากแขน

เธอและดึงให้เดินตาม

“คนบ้า หน้าด้านที่สุดเลย แกรู้ไหมมีตางค์ นายนั่นหลอกกอดฉัน

แถมยังลูบก้นฉันอีกต่างหาก”

“เฮ้ย! ทำไมเมื่อกี้แกไม่บอกฉันล่ะ ฉันจะอัดให้หน้าหงายเลย

หน้าตาก็หล่อทำไมเป็นพวกโรคจิตไปได้”

“หน้าตาคนเราไม่ได้บอกว่านิสัยดีหรอกมีตางค์ คนบ้า จิตสกปรก”

มนัสยาชักสีหน้าไม่พอใจเมื่อเธอและเพื่อนเดินกลับมาถึงโต๊ะ ใน

ขณะที่ชายคนนั้นเดินไปหาเพื่อนของเขาซึ่งนั่งเยื้องออกไป แต่ก็ถือว่าห่าง

กันไม่ไกลนัก ทำให้เธอเห็นสายตาคู่คมวับวาวที่ยังคงจับจ้องตรงมาที่

ใบบุญ

“ยังมีหน้ามานั่งมองแกอีก ดูสิ”

“ไม่อยากมองให้เสียสายตาหรอก”

เธอค่อนข้างเข้าใจเพื่อนที่กำลังหงุดหงิดเพราะถูกหนุ่มแปลกหน้า

จ้องมองเป็นระยะ ใบบุญไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ และไม่คิดว่าจะเจอ

กับตัวเอง ซึ่งถ้าเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นกับมนัสยา เธอคิดว่าตนเองมีวิธี

จัดการผู้ชายคนนั้นได้ดีกว่าใบบุญแน่

“มองอยู่ได้ ประสาทหรือเปล่าก็ไม่รู้” ใบบุญรำพันกับตัวเองด้วย

ความหงุดหงิด

“ช่างเถอะน่า แกไม่สนใจเดี๋ยวเขาก็เลิกมองแกเองแหละ” มนัสยา

กล่าวปัดๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก

“ฉันก็ไม่อยากสนใจไอ้สายตาก่อกวนของเขานักหรอกนะมีตางค์

แต่หันไปทีไรเป็นต้องเจอ มันหงุดหงิดพิลึก” เธอทำหน้างอเล็กน้อย

“จะว่าไป เขาก็หล่อดีนะ แกไม่สนเหรอ” มนัสยาเอี้ยวตัวกลับไป

มองสองหนุ่มที่นั่งเยื้องออกไป

“แหวะ...ถ้าหมอนี่หล่อ ฉันขอนั่งห้อยขาเล่นอยู่บนคานที่บ้านดี

กว่า” ใบบุญทำท่าทางน่าขำ

“บ้าเหรอแก ฉันขี้เกียจเอาบันไดปีนขึ้นไปนั่งคู่กับแกบนนั้นนะ”

มนัสยามองค้อนเพื่อนด้วยความรู้สึกขัน

“แล้วแกจะปีนขึ้นมาทำบ้าอะไรล่ะ หนุ่มๆ ตามแกต้อยๆ ไปหมด”

ใบบุญใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเพื่อนแรงๆ

“ไม่ได้ๆ ถ้าแกไม่มีแฟน ฉันก็ยังไม่มีเด็ดขาด เพราะฉะนั้นปล่อย

ให้เขามองแกไปเถอะ เผื่อเขาจะเป็นเนื้อคู่แกไง”

“ประสาท ฉันไม่ชอบคนทะลึ่ง”         

“ทะลึ่งวันละนิดจิตแจ่มใสนะแก” มนัสยายักคิ้วกวนประสาทเพื่อน

“อย่างนั้นฉันยกให้แกเลยละกัน”

“ไม่เอาอะ ฉันว่าเขาสนใจแกมากกว่า ขืนฉันเสนอตัวเข้าไปก็หน้า

แตกพอดี แล้วอีกอย่าง...” มนัสยาหรี่ตาเล็กน้อยพร้อมกับบีบเสียงอย่าง

เซ็กซี่ “ฉันว่าเพื่อนเขาน่าสนใจกว่าเยอะเลยแก”

                   ท่าทางของมนัสยาทำให้ใบบุญต้องเอี้ยวตัวหันไปมองทางโต๊ะนั้น

เล็กน้อย ก่อนจะรีบสะบัดหน้าหันกลับมาทำตาดุใส่เพื่อน

                   “แกจะเลิกพูดได้หรือยังฮะ พูดมากจริงเชียว แล้วก็เก็บอาการด้วย

เป็นสาวเป็นนางไปนั่งแอบมองผู้ชายแบบนั้นได้ยังไงฮะ” ใบบุญบ่นเพื่อน

เบาๆ

                   “เออๆ เลิกพูดก็ได้ ว่าแต่ไม่สนจริงๆ เหรอ”

                   “นังเพื่อนบ้า” ใบบุญชี้หน้าเพื่อนสาวที่เอาแต่หัวเราะร่วน

                   หลังจากรับประทานอาหารกันจนอิ่มแปล้ เธอกับเพื่อนก็เลิกสนใจ

สองหนุ่มที่ยังคงนั่งคุยกัน ใบบุญกวักมือเรียกพนักงานให้มาคิดเงิน กระทั่ง

เรียบร้อยเธอกับใบบุญก็ออกไปขึ้นรถโดยไม่ใส่ใจสายตาที่มองตามอย่าง

ไม่ละสายตา และเพราะไม่สนใจเธอทั้งคู่จึงไม่ทันสังเกตว่าพวกเขาแอบ

สะกดรอยตามมาโดยตลอด

                  

              บรรยากาศภายในรถกำลังครึกครื้นด้วยเรื่องราวของชายหนุ่ม

คนนั้น ซึ่งเธอนำมาเป็นหัวข้อสนทนา แต่ดูเหมือนใบบุญยังไม่หายเจ็บใจ

ที่ถูกแสดงกิริยาหยาบคายใส่ จึงเอ่ยสาปส่งเขาด้วยความโมโห

                    “สาธุ ด้วยผลบุญที่ลูกได้สร้างไว้ โปรดเมตตาให้ลูกไม่ต้องพบไม่

ต้องเจอกับคนร้ายกาจอย่างนายนั่นเลยด้วยเถิด”

                   มนัสยามองเพื่อนสาวที่ยกมือพนมพร้อมอธิษฐานอย่างตั้งใจด้วย

ความรู้สึกขำ พลางเอ่ยปลอบใจเพื่อนที่ยังไม่คลายความหงุดหงิด แม้จะ

แยกกับพ่อหนุ่มล่ำนั่นมาแล้ว

 

              (โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (96 รายการ)

www.batorastore.com © 2021