หนังสือชุด หิมวันต์รัญจวน : มนตราราชสีห์

หนังสือชุด หิมวันต์รัญจวน : มนตราราชสีห์

1 รีวิว  1 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786160012664
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 210.00 บาท 105.00 บาท
ประหยัด: 105.00 บาท ( 50.00% )

เนื้อหาบางส่วน

                  เสียงจากหิมพานต์

 

 

                อากาศในเดือนธันวาคมในปีนี้ค่อนข้างจะเย็นกว่าทุกปี ตารกา

เกลียดหน้าหนาว เพราะอากาศซึ่งเย็นเยือกเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน

ของเธอ

                ตารกาเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยวัยเกือบจะยี่สิบ ทั้งหน้าตาและ

ผิวพรรณล้วนบ่งบอกถึงความมีชาติมีตระกูลผิดแผกไปจากคนรอบข้าง

ทว่าแม้หน้าตาท่าทางเธอจะแตกต่าง แต่สิ่งที่เหมือนกับคนในละแวกนี้ ก็คือ

หญิงสาวเรียนน้อยและทำงานหนักเพื่อแลกกับค่าจ้างน้อยนิด

                งานรับจ้างซักรีดเสื้อผ้าคืองานหลักของเธอ ส่วนงานเสริมคือการ

รับจ้างพิมพ์รายงาน ซึ่งงานนี้มีรายได้ไม่แน่นอนนัก เธอรับช่วงมาจาก

พี่ข้างบ้านซึ่งจะนำงานมาแบ่งให้เธอช่วยเมื่อเขาทำไม่ทันเป็นบางหน

                นอกจากงานสองอย่างนี้แล้ว ตารกายังทำงานอย่างอื่นอีก ทั้งทำ

ขนมขาย รับจ้างทำความสะอาดบ้าน และอีกหลายงาน ซึ่งทำแล้วไม่ยืด

เลยสักงาน

                ใช่ว่าเธอเป็นคนเกี่ยงงาน ไม่สู้งาน แต่ความที่สะสวยจนเกินไป

นายจ้างจึงมักจะเสนองานอื่นที่คิดว่าสบายกว่าให้เธอทำเสมอ

                จริงอยู่ว่าตารกาต้องการเงินมากๆ เพื่อนำมารักษาแม่ แต่ถ้าต้อง

ขายศักดิ์ศรีเพื่อเงิน...เธอก็ทำไม่ได้ หญิงสาวยอมทำงานหนัก ทำงานให้

เหนื่อยตายดีกว่าไปเป็นเมียน้อยใครเขา

                เพราะคิดเช่นนี้ ทุกเช้าตารกาจึงต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าลงมาแช่ผ้าที่ต้อง

ซักเอาไว้ ก่อนลงมือทำอาหารทั้งของตนเองและของแม่ อาหารแบบง่ายๆ

มักเสร็จก่อนพระอาทิตย์ขึ้นทุกวัน จากนั้นเธอจะขึ้นไปช่วยแม่ล้างหน้า

แปรงฟัน เช็ดตัว หรืออาบน้ำ แล้วแต่ว่าวันนั้นแม่ของเธอจะแข็งแรง

พอที่จะอาบน้ำได้หรือไม่ ซึ่งทุกครั้งเมื่ออากาศเย็นลงเช่นวันนี้ แม่จะ

อาบน้ำไม่ได้ ต้องต้มน้ำมาผสมกับน้ำเย็นและเช็ดตัวให้อย่างเดียว ทำให้

เธอมีงานเพิ่มขึ้น เหนื่อยมากขึ้นเป็นทวีคูณ

                เมื่อร่างกายแม่ได้รับการดูแลจนสะอาดสะอ้าน ตารกาก็จะให้แม่

กินอาหารมื้อแรกของวัน

                ช่วงปีกว่าที่ผ่านมา แม่เธอกินน้อยลงเรื่อยๆ จนร่างกายที่เคย

มีน้ำมีนวลผอมบางไม่ต่างอะไรจากโครงกระดูกเดินได้ และการที่แม่

มีสภาพเหมือนโครงกระดูกนี่เอง ทำให้ตารกาสามารถอุ้มแม่ที่พิการเดิน

ไปมาเป็นระยะทางสั้นๆ ได้ การที่ร่างกายแม่ซูบผอมเช่นนี้ทำให้เธอดูแลแม่

สะดวกขึ้นก็จริง แต่เธอไม่อยากให้แม่มีสภาพหนังหุ้มกระดูกแบบนี้เลย

เธอจึงพยายามสรรหาของดีของอร่อย ของบำรุงร่างกายมาให้แม่กินเสมอ

                แม้ร่างแม่จะซูบผอมจนเหลือแต่กระดูก ทว่าท่านยังพอช่วยเหลือ

ตนเองได้บ้าง ยังพอกินข้าวต้มเองได้แม้มือจะสั่น และยังเก็บกวาดห้อง

ปัดปูเตียงเองได้ แต่ทุกครั้งที่อากาศแห้งแล้งและเยือกเย็น แม่มักมีอาการ

แย่ลง ท่านจะเจ็บแผลที่ขาซ้าย บอกว่าปวด ตึง และถ้าหากอากาศเย็น

ลงมากๆ ท่านจะบ่นว่าปวดไปจนถึงกระดูก บางครั้งก็ถึงกับปวดจนร้อง

ครางและดิ้นราวปลาถูกทุบอยู่บนเตียงเลยทีเดียว

                และทุกครั้งที่เห็นแม่เจ็บปวดแบบนั้น ตารกาเป็นต้องแอบไปร้องไห้

คนเดียวอยู่บ่อยๆ เงินทุกบาททุกสตางค์ของเธอใช้เพื่อรักษาแม่ โรง-

พยาบาลที่ไหนดี หมอที่ไหนเก่ง เธอพาแม่ไปทุกที แต่แทบทุกแห่งล้วน

แล้วแต่บอกว่าแม่ของเธอไม่ได้เป็นอะไร นอกจากเสียขาซ้ายไปเพราะ

เหตุร้ายเมื่อสองปีก่อน แม่เธอก็ปกติดีทุกอย่าง

                ตารกาไม่เชื่อ ไม่อยากเชื่อ หากแม่ปกติดีทำไมถึงไม่ยอมกินอาหาร

ทำไมจึงมีอาการทรมานทุกครั้งที่อากาศเย็น และเพราะความไม่เชื่อนั้น

ทำให้หญิงสาวพาแม่ตระเวนไปหาหมอไม่หยุดหย่อน

                เงินทองซึ่งได้จากการขายที่ทางสมบัติของพ่อและขายบ้านที่อยู่มา

ตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่หมดไปก็เพราะเธอต้องการรักษาแม่ให้หายนี่แหละ

                หญิงสาวมองร่างสั่นเทาในโปงผ้าห่มด้วยสายตาปวดร้าว “แม่คะ

อดทนหน่อยนะคะ ให้ดาวช่วยนวดให้แม่ไหมเผื่อจะดีขึ้น” หญิงสาวเสนอ

แต่แม่ของเธอกลับตวาดใส่

                “ไม่ต้องมายุ่งกับกู! จะไปไหนก็ไป โอ๊ย! กูอยากตาย กูอยากตาย!”

                ใบหน้าตารกาซีดเผือด เธอกัดริมฝีปากแน่น มองแม่ดิ้นอยู่บนเตียง

ด้วยความทุกข์ใจ ก่อนหน้าที่แม่จะเสียขาซ้ายไปและเจ็บป่วยด้วยโรค

ที่หาสาเหตุไม่ได้ แม่เคยเป็นคนน่ารัก แสนดี พูดจาไพเราะ และรักเธอ

ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ทว่าความเจ็บป่วยดูเหมือนจะไม่ได้กัดกินแต่เพียง

ร่างกายของท่าน โรคร้ายยังกัดกินจิตใจของท่านไปด้วย

                ความป่วยไข้ ความสูญเสีย ทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

แบบนี้เลยหรือ แม่เปลี่ยน...จนบางครั้งเธอก็ยังแอบคิดว่า...นี่ไม่ใช่แม่

                ตารการีบปัดความคิดเหลวไหลทิ้งไปก่อนจะพูดกับแม่เบาๆ “ดาว

วางข้าวต้มเอาไว้ที่เดิมนะคะแม่”

                ไม่มีคำตอบจากคนที่ครางฮือๆ อยู่บนเตียง ตารกามองร่างที่หนาว

สั่นอยู่บนเตียงอย่างสงสาร แต่ก็ทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ นี่ขนาดอากาศ

เพิ่งเริ่มเย็น อาการของแม่ยังแย่ถึงขนาดนี้ แล้วปีนี้แม่จะอดทนจนผ่าน

หน้าหนาวไปได้หรือไม่

                ไม่! ไม่ว่าอากาศจะเลวร้ายสักเพียงไร ตารกาก็จะประคองแม่ผ่าน

ช่วงนี้ไปให้ได้ แม่เป็นญาติคนเดียวของเธอ เธอรักแม่ และจะไม่ยอมปล่อย

ให้แม่จากเธอไปเป็นอันขาด

                น้ำในกะละมังเย็นเฉียบ มือเล็กเหี่ยว ขาวซีด และรู้สึกชา

ทว่าแม้จะรู้สึกอย่างไร มือทั้งสองก็ยังคงขยี้ผ้าให้สะอาดต่อไป

                ผ้าเกือบสิบกะละมัง กว่าจะซักเสร็จตากเสร็จ แดดก็ออกพอดี

ตารกาปาดเหงื่อบนหน้าผากออกเมื่อตากถุงเท้าคู่สุดท้ายที่ราว

                เมื่องานอย่างที่สองของวันเสร็จลง เธอก็รีบขึ้นไปดูแม่ที่อยู่บนชั้น

ที่สองของบ้านเช่าไม้ซึ่งอยู่ใกล้กับชุมชนแออัด ขโมยขโจรค่อนข้างชุกชุม

แต่ก็แปลกที่บ้านของตารกาไม่เคยถูกขโมยขึ้นเลย ของก็ไม่เคยหายสักชิ้น

                ตารกาคิดว่าคงเป็นเพราะขโมยพวกนั้นไม่โง่ รู้ว่าเธอยากจน

ขนาดนี้ก็คงไม่คิดปล้นให้เสียเวลา

                หญิงสาวไม่เคยมองหน้าตนเองในกระจกหลายปีแล้ว ไม่เคยสนใจ

ความงามของตนจนลืมไปแล้วว่าช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา เปลี่ยนเด็กสาว

วัยกำลังโตให้กลายเป็นสาวสะพรั่ง ความงามของเธอเป็นที่ถูกตาต้องใจ

ทุกคนที่ได้เห็น ทุกคนอยากสัมผัส อยากปีนรั้ว งัดบ้านเข้ามาเป็นเจ้าของ

เธอ ทว่า...ไม่มีใครสามารถทำได้

                นี่คือเรื่องที่ตารกาไม่เคยรู้ หลังจากเธอขายบ้านหลังเก่าแล้วมาเช่า

บ้านหลังนี้อยู่กับแม่ หนุ่มๆ ในชุมชนแออัดข้างๆ ก็มองเธอตาเป็นมัน และ

มีหลายคนที่ใจกล้าถึงขนาดบุกเข้ามาที่บ้านหลังนี้ในยามค่ำคืน

                ทว่าพวกมันเหล่านั้นไม่เคยผ่านเข้าประตูบ้านไปได้ เพราะพอ

พวกมันเริ่มงัดประตูหรือหน้าต่าง แทนที่ประตูและหน้าต่างจะเปิดออก

อย่างง่ายดาย กลับกลายเป็นว่ามือของพวกมันต่างหากที่หัก เสียงกระดูก

ลั่นและเสียงร้องโหยหวนดังไปทั้งซอยใครๆ ก็ได้ยิน แต่ตารกาไม่เคยได้ยิน

เธอนอนหลับสบาย โดยไม่รู้เลยว่าคนแถบนี้เอาไปลือกันว่าที่เธอยังรอด

อยู่ได้จนป่านนี้ก็เพราะ...วิญญาณของพ่อเธอเฮี้ยนเป็นที่สุด

                มือซึ่งแห้งกร้านแบบคนทำงานหนักเหน็บปอยผมที่ตกลงมาระ

ใบหน้าไปไว้หลังใบหู เธอถอนหายใจออกมาเมื่อเดินเข้าไปในห้องนอน

ของแม่ และพบว่าชามข้าวต้มถูกแม่ปัดจนตกลงมาจากโต๊ะ

                ขอบตาเธอร้อนผ่าวเมื่อเห็นงานที่เพิ่มขึ้นตรงหน้า สมองเธอเต็มไป

ด้วยคำถามว่าทำไมแม่ไม่ช่วยเธอ ไม่ช่วยตนเองบ้าง แต่หัวใจก็ตอบแทน

แม่ของเธอว่า...เพราะแม่ป่วย แม่ทรมานไง เธอต้องเข้าใจแม่ เห็นใจแม่

                ตารกาไม่มีทางเลือก เธอเดินออกจากห้องอีกหนแล้วนำผ้าขี้ริ้ว

เข้ามาเช็ดทำความสะอาดพื้น ในขณะที่หูก็ได้ยินเสียงครางเพราะความ

เจ็บปวดของแม่ดังอยู่ตลอดเวลา

                น้ำตาเธอไหล หยดลงบนพื้น ก่อนจะหยิบผ้าขี้ริ้วและชามข้าวต้ม

ลงไปยังชั้นล่างของบ้าน

                ในครัวซึ่งอยู่นอกบ้านยังมีข้าวต้มเหลืออยู่ เธออุ่นใหม่อีกครั้งและ

ตักไปให้แม่อีกหน บอกแม่ให้กิน ก่อนจะลงมาข้างล่าง กินข้าวต้มที่เหลือ

ติดหม้อเพียงเล็กน้อยแล้วเตรียมห่อผ้าที่ซักเรียบร้อยแล้วไปส่งตามบ้าน

 

            ร่างผอมบางอยู่ในเสื้อกันหนาวเนื้อหนาซึ่งเป็นหนึ่งในสองตัว

ที่ตารกาไม่ได้ขายทิ้งไป หญิงสาวปั่นจักรยานช้าเป็นพิเศษเพราะลมหนาว

บาดผิวหน้าจนแสบ

                จะดีแค่ไหนถ้าเธอเจียดเงินไปซื้อครีมทาผิวมาทาหน้าและเนื้อตัว

ผิวเธอจะได้ไม่ลอกเป็นขุย

                 ตารกามักคิดถึงความสุข ความสบายเมื่อครั้งอดีตเสมอในตอนที่

เธอเผลอ มันไม่เป็นอะไรหรอก หากจะฝันถึงความสุขแต่หนหลังบ้าง

ใช่หรือไม่

                ‘ระวัง!’

                หญิงสาวรีบวางขาลงกับพื้นเพื่อเป็นการเบรกแทนเบรกมือที่ใช้การ

ไม่ได้นานแล้ว เสียงเตือนที่ก้องอยู่ข้างหูนั่นเป็นเสียงของใคร ตารกายัง

ไม่ทันได้คำตอบ รถบรรทุกพ่วงสิบแปดล้อคันโตก็แล่นผ่านหน้าเธอไป

ชนิดที่อาจเรียกได้ว่าเส้นยาแดงผ่าแปด

                ลมเย็นที่เกิดจากรถคันนั้นแล่นผ่านมาทำให้ตารกาหนาวไปจนถึง                                  

ไขสันหลัง ด้วยมั่นใจอย่างมากว่าหากเธอปล่อยใจให้ลอยไปคิดถึงความ

สุขในอดีตต่อแล้วปั่นจักรยานออกไปจากสี่แยกนี้...ป่านนี้ร่างเธอคงแบน

อยู่ใต้ล้อรถสิบแปดล้อคันนั้นแล้วแน่ๆ

                หญิงสาวหันมองไปรอบกาย เห็นผู้คนเดินอยู่บนฟุตพาทบางตา

เธอไม่แน่ใจว่าใครกันที่เอ่ยปากเตือนเธอ ไม่มีใครหยุดเพื่อให้เธอขอบคุณ

เลยสักคน

                “ขอบคุณนะคะ” เธอตัดสินใจพูดออกมาเบาๆ แล้วปั่นจักรยานต่อ

 

                ร่างบนเตียงสะดุ้งเมื่อหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่ในห้องเพื่อระบาย

อากาศกระแทกปิดลงทีละบานๆ ไล่จากฝั่งซ้ายไปยังฝั่งขวา

                ดวงตาของหญิงชราซึ่งเวลาสองปีอันแสนทรมานทำให้ผมของเธอ

ขาวไปทั้งศีรษะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ร่างกายผ่ายผอมซูบซีดจน

เหลือแต่กระดูกสั่นเทามากยิ่งขึ้น ทว่าอาการสั่นนี้มาจากความหวาดกลัว

มิใช่ความเหน็บหนาวแต่อย่างใด

                หญิงชรากวาดตามองไปทั่ว พร้อมกระถดตัวไปซุกอยู่ที่มุมในสุด

ของเตียงนอน

                “ทำได้ดี ภุชคะ เจ้าทำให้เมียเราต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกแล้ว

กล้าหาญมาก”

                เสียงที่ดังกังวานอยู่ในความมืดยิ่งทำให้ร่างบนเตียงสั่น ฟันกระทบ

กันดังกึกๆ “ข้าขอโทษ ขอโทษเจ้าข้า ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าขอโทษ ขอโทษ

เจ้าข้า”

                ร่างของสิงห์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นให้เห็นอย่างเลือนราง ชายหนุ่ม

รูปงามนั้นยืนกอดอก ไหล่อิงอยู่กับกรอบประตูซึ่งมักจะเปิดเอาไว้ตลอด

ใบหน้าคมเข้มไม่มีรอยยิ้ม ที่สำคัญ ดวงตาของเขา...ดวงตาที่กรีดร่างของ

คนได้ด้วยการตวัดมองเพียงครั้งเดียวมีความโกรธเกรี้ยวฉายชัด

                “ขอโทษแล้วแก้ไขกระไรได้ เจ้านี่มันช่างโง่เง่าสมดังเผ่าพันธุ์ของ

เจ้าจริงๆ หากคิดให้ดี ทำให้ดี ข้ายังจักเมตตาเจ้า แต่นี่...ปล่อยให้ตายไป

อย่างทรมานเช่นนี้ดีหรือไม่”

                “ได้โปรด...” หญิงชราหมอบกราบชายที่เมตตาปล่อยให้มันยัง

มีชีวิตอยู่ได้จนถึงตอนนี้ “ได้โปรดเมตตาสัตว์ผู้น้อยซึ่งโง่เขลาเบาปัญญา

เช่นข้าด้วยเถิดท่านกาฬสีหะผู้ยิ่งใหญ่ ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เมียของท่านต้อง

ลำบากเลย เพียงแต่ข้า...ข้าทรมานเหลือเกิน นานหลายเพลาแล้วที่ท่าน

ไม่มาหาข้า”

                สิงห์เลิกคิ้วขึ้นเพียงข้างเดียวก่อนเดินจากหน้าประตูเข้ามายังข้าง

เตียง ดวงตาคมมองร่างของหญิงแก่ซึ่งเจ้าสิงหคักคาใช้ร่างอยู่อย่างสังเวช

เวลาสองปีในโลกมนุษย์ มันเทียบได้กับพริบตาเดียวในหิมพานต์ แต่แค่

พริบตาเดียว เจ้าสิงหคักคาที่เคยแกร่งกล้ากลับมีสภาพเป็นเช่นนี้

                หึ! โลกมนุษย์อันแสนสกปรกโสมม เต็มไปด้วยพิษร้ายของอากาศ

อาหาร และจิตใจมนุษย์ ด้วยเหตุนี้สัตว์ซึ่งเติบโตขึ้นมาในหิมพานต์จึง

ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ได้นานนัก

                สิงห์ยื่นมือออกไปข้างหน้า แล้วร่ายมนตร์วิเศษที่อาจารย์ของเขา

สั่งสอนมา

                ลำแสงสีเงินมีประกายระยิบระยับบังเกิดขึ้นเป็นสาย ตรงจากนิ้วชี้

ของเขาไปยังร่างของหญิงชราที่หมอบราบอยู่บนเตียง

                ลำแสงจากมนตราของเขานั้นส่งให้ร่างกายเจ้าภุชคะ สิงหคักคา

ผู้โง่เง่าสบายขึ้น มันยิ้มได้เป็นครั้งแรกในรอบปี ทว่ารอยยิ้มนั้นจางหายไป

เมื่อลำแสงมนตราดับวูบลงอย่างรวดเร็ว เร็วเกินไป!

                เจ้าสิงหคักคาซึ่งพอมีเรี่ยวแรงกลับมาบ้างกระโจนลงจากเตียง

มากอดเท้าของสิงห์เอาไว้ พร่ำรำพันอย่างน่าเวทนา “เมตตาข้าด้วยเถิด

ท่านกาฬสีหะผู้เป็นใหญ่ ได้โปรดพาข้ากลับไปยังบ้านของข้า ป่านฉะนี้

ลูกเมียข้าคงชะเง้อคอยหา...”

                สิงห์สะบัดเท้าเบาๆ เจ้าสิงหคักคาที่ชอบพร่ำเพ้อก็ลอยไปติดผนัง

 

            (โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)


รีวิว (1)

เขียนรีวิว

จตุพร | 1 รีวิว
26/06/2014

“มนตราราชสีห์” เป็นอีกหนึ่งเรื่องในเซตหิมวันต์รัญจวนค่ะ เรื่องราวของ “สิงห์” กาฬสีหะ แห่งป่าหิมพานต์ กับ “ตารกา” หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งเขาเคยช่วยชีวิตเธอเมื่อตอนเธอยังเด็กก่อนที่จะถูกสัตว์หิมพานต์ชั่นต่ำทำร้าย เมื่อตารกาโตขึ้นสัตว์ชั่นต่ำพวกนั้นกลับรุกหนักเธออีกครั้ง ทำให้ สิงห์ ต้องพาเธอเข้ามาอยู่ในป่าหิมพานต์ เพื่อปกป้องเธอ โดยที่ตัวเธอไม่เคยรู้เลยว่าแท้จริงแล้วเธอคือ “ดาว” เด็กสาวชาวมนุษย์ซึ่งเคยหลงเข้ามายังป่าหิมพานต์ และรักกับสิงห์ แต่ความเป็นมนุษย์ทำให้สังขารของเธอโรยรา กำลังจะสิ้นอายุขัย สิงห์จึงทำพิธีแบ่งหัวใจของเขาให้เธอครึ่งหนึ่งเพื่อรักษาชีวิตเธอเอาไว้ และก็สำเร็จเมื่อหญิงสาวยังมีชีวิตอยู่แต่กลับกลายเป็นว่าเธอกลายร่างเป็นทารกหญิงอีกครั้ง ร่างกายของเธอซึ่งมีหัวใจของกาฬสีหะ อยู่ครึ่งดวงจึงเป็นที่ต้องการของพวกสิงห์ผสมซึ่งหวังจะกินหัวใจสิงห์ สิงห์เลยต้องปกป้องหัวใจของตัวเองและทำทุกวิถีทางให้ ตารกา หรือดาวคนใหม่ จดจำความรักระหว่างกันให้ได้อีกครั้ง ความรู้สึกหลังอ่านจบ ขอพูดถึงตัวนางเอกก่อนนะคะ ช่วงแรกของเรื่องดิฉันรู้สึกว่าเธอค่อนข้างงี่เง่านิดหน่อย อาจจะเป็นเพราะเธอยังเด็กอยู่ เลยแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา พอโดนพระเอกพาไปอยู่ด้วยกันในป่าหิมพานต์ก้เลยต่อต้าน เพราะเธอยังมีแม่อยู่ที่โลกมนุษย์ ทั้งๆที่แม่เธอนั้นคือร่างจำแลงของสิงห์ผสมที่พระเอกสร้างขึ้นเพราะไม่อยากให้นางเอกเสียใจที่แม่เธอตายไปแล้ว สิงห์ผสมก็อยากได้หัวใจสิงห์ที่อยู่ในร่างนางเอกเลยจะหลอกไปกินหลายครั้ง นางเอกก็ใสซื่อตลอด โชคดีพระเอกมาช่วยทันทุกครั้ง ส่วนพระเอกเรื่องนี้น่ารักค่ะ อบอุ่น มีรักที่มั่นคง เขารักนางเอกตั้งแต่ตอนที่เธอยังเป็นดาว หน้าตาขี้เหร่ แสดงให้รู้ว่าแท้จริงแล้วเขารักเธอที่หัวใจ เมื่ออยู่กินแบบสามีภรรยาแล้ว ก็ทนไม่ได้ที่ภรรยาจะตายเลยยอมเสียสละหัวใจตัวเองครึ่งหนึ่งเพื่อหวังจะให้ภรรยาอยู่กับตัวเองต่อ ที่ไหนได้นางเอกกลายเป็นทารก พระเอกเลยเฝ้ารอจนกว่านางเอกจะโต มีความอดทนสูงจริงๆ ทั้งๆที่เขาจะหาคนใหม่ก็ได้ แต่กลับเลือกรักเดียวใจเดียว รอคอยนางเอก อดทนกับนางเอกช่วงที่จำไม่ได้อีกว่าเขาคือสามีเธอ แทนที่จะเบื่อหรือเหนื่อยแต่ไม่ใช่พระเอกเรื่องนี้ค่ะ คุณพี่สิงห์ขยันหาทุกวิถีทาง แสดงความหวานให้นางเอกรู้ว่าเขารักเธอแค่ไหน เป็นใครจะไม่ใจอ่อนละคะจริงไหม แต่ด้วยความที่นางเอกเป็นมนุษย์ เผ่าพันธุ์ของพวกกาฬสีหะ ไม่มีทางยอมรับเธอได้แน่ๆ พระเอกก็ยอมเสียสละตัดขาดจากพวกฟ้องค่ะ ดังนั้นจุดที่ดิฉันชอบที่สุดของเรื่องนี้นั่นคือความรักของพระเอก ซึ่งผลสุดท้ายก็ทำให้เรื่องนี้จบลงด้วยคำว่า “ความรักชนะทุกอย่าง” ค่ะ

สินค้าที่ใกล้เคียง (95 รายการ)

www.batorastore.com © 2020