ปมกามเทพ (รุ้งรำพิณ)

ปมกามเทพ (รุ้งรำพิณ)

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786160015634
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 250.00 บาท 162.50 บาท
ประหยัด: 87.50 บาท ( 35.00% )

เนื้อหาบางส่วน

สามเดือนถัดมา...จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำ ผิวสีแทนอย่างชายไทยแท้ จมูกโด่ง

ลงตัวกับเครื่องหน้าอื่นๆ บนใบหน้าคมเข้ม ซึ่งเจ้าของชอบวางหน้านิ่งเฉย

เป็นนิตย์ แต่เวลานี้ใบหน้านิ่งๆ ของเขาเริ่มมีแววครุ่นคิดกังวล จนคิ้วหนา

ที่พาดเหนือดวงตาคมกริบสีนิล ขมวดเข้าหากันน้อยๆ

กันกริชนั่งกอดอก ยืดหลังตรงอยู่บนเก้าอี้นวมภายในห้องนั่งเล่น

โดยอีกฝั่งมีบิดาและมารดาที่วางหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าบุตรชายราวๆ สัก

สิบเท่าตัว จับจ้องมาเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ว่ายังไงตาตั้ง เรื่องที่แม่พูดให้ฟังเข้าใจหรือเปล่า”

“เข้าใจครับ” เขาตอบน้ำเสียงนิ่งๆ แต่คิ้วยังไม่ได้คลายออก “แต่

ทำไมต้องให้ผมไปตามดูเธอด้วยล่ะครับ ผมว่าเธอคงตั้งใจจะหายเงียบไป

เองมากกว่า ไม่ได้เป็นอะไรหรอก”

“ไม่จริงหรอก หนูจาไม่ใช่คนแบบนั้น ปกติต้องโทร. มาคุยกับแม่

เดือนละสองสามหนเลยนะ แต่นี่หายเงียบไปตั้งสามเดือนแล้ว แม่โทร.ไป

ยังเบอร์มือถือที่ติดต่อกันประจำก็ติดต่อไม่ได้ แม่เป็นห่วงหนูจา กลัวจะมี

อะไรเกิดขึ้นกับเธอ”

กันกริชลอบถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ‘หนูจา’ ของมารดาก็คือ

ว่าที่ลูกสะใภ้ในอนาคต ที่ท่านภูมิใจเหลือเกินที่จะจับหญิงสาวใส่พานมา

ประเคนให้เขา เนื่องจากมารดาหญิงสาวเป็นเพื่อนรักกับมารดาเขา ซึ่ง

ยามนี้มารดาฝ่ายนั้นก็เสียชีวิตด้วยโรคร้ายไปหลายปีแล้ว แต่ผู้ใหญ่ที่

ชอบพอกันก็ตกลงกันเอง จับให้เขาหมั้นหมายกับจารินรัตน์ตั้งแต่เขาอายุ

สิบเก้า ตอนนั้นจารินรัตน์อายุสิบเจ็ดน่าจะได้

เขาเป็นบุตรคนเดียวของครอบครัว และไม่เคยขัดใจบิดามารดา

แม้ตอนนั้นจะไม่ชอบใจการคลุมถุงชน แต่ก็ต้องยอมรับว่าครั้งแรกและ

ครั้งเดียวที่เขาได้เจอจารินรัตน์เมื่อตอนนั้นทำให้เขารู้สึกถูกชะตาเธอมาก

จนปล่อยให้บิดามารดาจับคลุมถุงชนเสียง่ายๆ ในขณะที่อีกฝ่ายก็เหมือน

จะเป็นผู้หญิงหัวอ่อนที่เชื่อฟังมารดามากเหมือนกัน เพราะเธอก็ไม่ปฏิเสธ

การหมั้นหมายที่ผู้ใหญ่จัดการให้

และด้วยชีวิตที่น่าสงสาร เพราะเป็นลูกเมียน้อยกระมัง ทำให้

มารดาของเขายิ่งเอ็นดูจารินรัตน์ ขนาดตอนที่มารดาของหญิงสาวเสียไป

และเธอย้ายไปอยู่กับญาติทางบิดาแล้ว การหมั้นหมายระหว่างเขากับเธอ

ก็ยังไม่ได้ถือว่าเป็นโมฆะเลย มิหนำซ้ำจารินรัตน์ยังคอยติดต่อครอบครัว

เขาอยู่เป็นประจำไม่ได้ขาด ทั้งที่เขากับเธอไม่เคยติดต่อหรือพบเจอกันอีก

เลยตั้งแต่คราวนั้น เพียงแต่เขาได้เห็นวิวัฒนาการของเธอด้วยการยัดเยียด

ของมารดามาตลอดหลายปี ท่านชอบเอารูปถ่ายของหญิงสาวมาให้เขาดู

แต่สำหรับเขา ไม่รู้เลยว่าฝ่ายนั้นได้รู้เรื่องราวหรือรู้จักหน้าค่าตาของเขา

บ้างไหม เธอสนใจจะเป็นภรรยาของคนที่ไม่เคยคบหาดูใจกันเลยจริงๆ

อย่างนั้นหรือ...แค่คิดก็ไม่อยากจะเชื่อแล้ว ว่ายุคนี้สมัยนี้จะมีใครที่แต่งงาน

เพราะคำสั่งเสียของบุพการี ไม่ใช่เพราะความรักความปรารถนาของ

ตัวเองได้อีก

“ไม่แน่นะครับ แม่คุยเรื่องการแต่งงานของผมกับเธอบ่อยไปหรือ

เปล่า บางทีเธออาจจะอึดอัด เพราะไม่ได้อยากจะแต่งกับผมจริงๆ แต่

ไม่กล้าปฏิเสธก็เลยหนีหน้าหายเงียบไปดื้อๆ”

                “แม่บอกแล้วไงว่าหนูจาไม่ใช่คนแบบนั้น” คราวนี้มารดาระบาย

ลมหายใจยาว สบตากับสามีที่นั่งข้างกายเป็นเชิงขอร้องให้ช่วยเกลี้ยกล่อม

กันกริชแทน และเหมือนคนเป็นสามีก็เข้าใจดี จึงเอ่ยกับบุตรชายว่า

“บินไปดูให้แม่แกหน่อยเถอะ ไม่งั้นมีหวังประสาทกินแน่เลย นี่ก็

นอนไม่หลับมาหลายคืนแล้วนะ เพราะว่าห่วงกลัวไม่ได้หนูจามาเป็นสะใภ้

น่ะ”

ชายหนุ่มชั่งใจอยู่นานเพราะคำขอร้องของบิดามารดา การหาย

เงียบของจารินรัตน์ ทำให้เขาถึงกับต้องตามไปดูเธอข้ามประเทศเลยหรือ

ว่าเธอยังอยู่ดีมีชีวิตไหม

“ผมขอคิดดูก่อนแล้วกันครับ”

“ไม่ได้แล้ว ไม่มีเวลาคิดแล้ว แม่ขอร้องอยู่เนี่ย ตั้งจะปฏิเสธแม่หรือ

ไง แม่ใจคอไม่ค่อยดีจริงๆ นะ นึกห่วงหนูจาจริงๆ ยังไงตั้งก็เห็นแก่แม่เถอะ

นะ”

“แต่ผมต้องเคลียร์งานที่ไร่ก่อนครับ”

“ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหรอก แม่จะให้พ่อไปดูให้บ่อยๆ ไหนจะมี

หัวหน้าคนงาน ผู้จัดการไร่ช่วยดูแลแทนอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

ผู้เป็นมารดายังหาทางชี้แจงไปเรื่อยๆ โยนภาระไปให้สามีและคนงานอื่นๆ

“งั้นผมขอเวลาสองเดือนครับ”

“สองเดือน นานไป ไม่ได้...ไม่ได้” มารดารีบส่ายหน้าเร็วๆ “สาม

วันก็พอ อีกสามวันตั้งต้องบินไปกรีนนา ไปดูหนูจาให้แม่เลย”

คำสั่งของบุพการีที่ชายหนุ่มไม่เคยขัดมาแต่ไหนแต่ไร เพราะได้ชื่อ

ว่าเป็นบุตรที่ดี ยามนี้กลับทำให้กันกริชถึงกับหน้าเครียดเลยทีเดียว จะว่า

ไปพยาบาลที่มีพี่ชายเป็นถึงเอกอัครราชทูต ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ ก็

น่าจะมีข่าวคราวส่งมาถึงครอบครัวเขาบ้าง แต่อย่างที่มารดาเขาได้เคย

บอกมาหลายครั้งแล้วนั่นก็น่าจะถูก ว่านอกจากจารินรัตน์ มารดาก็ไม่เคย

รู้จักหรือพูดคุยกับคนในครอบครัวของบิดาหญิงสาวเลย เหตุนี้กระมังทำให้

พอจารินรัตน์หายเงียบไป เลยไม่อาจติดต่อกับญาติคนอื่นของเธอได้

ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังนั่งอ้ำอึ้ง อึดอัดที่จะตกปากรับคำบุพการี

แม่บ้านคนหนึ่งก็เดินเข้ามาบอกว่า เพื่อนนายตำรวจของกันกริช มาหา

และนั่นทำให้กันกริชนึกขอบใจเพื่อนคนดังกล่าวที่เข้ามาช่วยทัน

เวลา เขารีบขอตัวออกไปต้อนรับเพื่อน โดยยังไม่ได้ให้คำตอบว่าจะยอม

เดินทางไปตามหาว่าที่ภรรยาในอีกสามวันหรือไม่

 

ทุ่งหญ้ากว้างติดภูเขา มีลำธารเล็กไหลผ่าน บริเวณท้ายไร่ส้ม

ที่มีพื้นที่มากกว่าพันไร่คือพื้นที่ส่วนตัวห่างไกลจากหมู่บ้าน

เปรี้ยง! เปรี้ยง!

ลูกกระสุนพุ่งเจาะขวดน้ำพลาสติกขนาดเล็กจนแตกกระจุยติดๆ

กันหลายขวด ก่อนเสียงปืนนัดสุดท้ายจะดังขึ้นพร้อมกับขวดพลาสติกขวด

สุดท้ายลงไปนอนกองอยู่บนพื้นหญ้า

หนุ่มบ้านไร่ร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทนอย่างกันกริชกระโดดลงมาจาก

อานบนหลังม้าคู่ใจตัวสวยด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมงและสง่างาม พร้อม

กับความภาคภูมิใจในฝีมือตัวเองที่ทำได้ดีขึ้นมาเป็นลำดับ จนตอนนี้แม้แต่

เพื่อนที่เป็นนายตำรวจยศร้อยเอกยังปรบมือชื่นชมฝีมือ

“เยี่ยมมากเลยว่ะไอ้ตั้ง นี่ถ้านายไม่ใช่ทายาทคนเดียวของพ่อเลี้ยง

กานต์กับแม่เลี้ยงต้องตา ฉันว่าป่านนี้นายคงได้เป็นสารวัตรใหญ่ไปละ”

“ชมเกินไปไอ้ภี ใครเขาจะไปแย่งตำแหน่งนั้นของนายกันเล่า”

กันกริชเดินมากอดคอภีระ เพื่อนตำรวจหนุ่มอนาคตไกลที่เพิ่งได้เลื่อนยศ

เป็นผู้กองและย้ายจากกรุงเทพฯ มาประจำในเขตหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

ไม่นานนี้ไว้แน่น ซึ่งอีกฝ่ายก็กอดคอแกร่งของกันกริชกลับอย่างสนิทสนม

จะว่าไปกันกริชชอบการยิงปืนเป็นชีวิตจิตใจ มิหนำซ้ำยังเป็นคน

ช่างสังเกต แต่เขาไม่เคยคิดว่าต้องไปรับราชการเป็นตำรวจ เนื่องจากเป็น

บุตรชายคนเดียวของครอบครัว หรือก็คือทายาทคนเดียวอย่างที่เพื่อนว่า

ไว้ เพราะนั่นหมายถึงเขาจะต้องรับผิดชอบสืบทอดกิจการไร่ส้มรายใหญ่

ในจังหวัดเชียงใหม่ที่ใครๆ ก็รู้จัก มีคนงานมากมายที่เขาต้องดูแลต่อจาก

ครอบครัว เหตุนี้กันกริชจึงเลือกประกอบอาชีพในเส้นทางที่สมควร

มากกว่าเส้นทางที่น่าจะใช่และรัก

“ก็ถ้านายไม่ติดว่าต้องรับช่วงเป็นพ่อเลี้ยงไร่ส้มคนต่อไป ฉันก็อาจ

ไม่ได้มาเป็นผู้กองอยู่แถวนี้หรอก บางทีอาจมีตำรวจเก่งๆ แถมหล่อเข้ม

อย่างนายแทน”

“เออ...พูดไปนั่น” ชายหนุ่มตบบ่าของภีระหนักๆ ไปที ก่อนจะรุน

หลังอีกฝ่าย “ไปหาเบียร์ดื่มแก้เซ็งกันดีกว่า”

“เลี้ยงเบียร์แล้วอย่าลืมข้าวเย็นด้วยนะโว้ย วันนี้ตั้งใจมาฝากท้อง

ไว้เลย”

“แน่นอนสิวะ ยังไงฝากตัวนอนที่บ้านฉันสักคืนด้วยเลยเป็นไง”

“ได้ก็ดี”

เสียงหัวเราะคิกคักชอบใจเบาๆ ของสองหนุ่มเพื่อนรักดังประสาน

กัน ก่อนทั้งสองจะเดินไปรับน้ำดื่มขวดเล็กๆ จากมือคนงานไร่ที่เตรียมรอ

ไว้ให้มาดื่มแก้กระหาย

ระหว่างที่กระดกน้ำ ดื่ม ภีระเหลือบมองสีหน้าเครียดๆ ของกันกริช

ซึ่งเห็นตั้งแต่พากันออกมาจากบ้านแล้ว แม้สีหน้าของกันกริชในสายตา

คนอื่นที่เห็น อาจเหมือนนิ่งหรือวางเฉยเฉกเช่นปกติ แต่สำหรับเพื่อนที่รู้จัก

กันมานานอย่างภีระพอจะดูออกว่าอีกฝ่ายมีเรื่องกลัดกลุ้มแน่นอน

ผู้กองใหม่ตบฝ่ามือลงบนไหล่กว้างของเพื่อนเบาๆ เมื่อเอ่ยถาม

อย่างห่วงใยว่า

“มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ถ้าไม่ลำบากใจที่จะเล่าก็เล่าได้นะ

ไอ้ตั้ง”

“จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรมากมายหรอก อยากเล่าให้ฟัง

เหมือนกัน ถ้านายจะไม่รำคาญ”

                “โธ่เว้ย! เพื่อนกัน กับอีแค่เรื่องกลุ้มๆ ของเพื่อนยังรับฟังไม่ได้ แล้ว

ฉันจะไปรับใช้ประชาชนได้ยังไงกันล่ะ” ภีระยืดอกตอบอย่างลูกผู้ชาย

กันกริชยิ้มมุมปากนิดหนึ่ง ก่อนจะยอมเปิดปากเล่าเรื่องกลุ้มที่ว่า

ไม่ใหญ่โตนั้นให้ภีระฟัง ซึ่งเรื่องการไปตามหาจารินรัตน์ไม่ใช่เรื่องใหญ่

อย่างที่ชายหนุ่มว่าไว้จริงๆ นั่นแหละ เขาไม่ได้ลำบากใจที่จะเดินทางไป

ตามหาเธอ แต่เรื่องที่ทำให้กันกริชลำบากใจอยู่ก็คือ ความรู้สึกของ

หญิงสาวที่มีต่อเขาต่างหาก บางทีเธออาจต้องการจะหายหน้าไป

อย่างที่เขาคิดไว้ เพราะไม่ต้องการถูกคลุมถุงชนกับเขา แล้วถ้าเขาไป

ตามหาเธอ และพบว่าเธอสุขสบายดี แถมมีแฟนตัวจริงเป็นตัวเป็นตนอยู่

แล้วล่ะ...

นี่ละคือเรื่องลำบากใจของแท้ ถึงเวลานั้นเขาไม่รู้จะมาบอกบิดา

มารดาว่าอย่างไรดี ในเมื่อท่านทั้งสองดูจะรักและเอ็นดูจารินรัตน์ประหนึ่ง

บุตรสาวแท้ๆ เสียขนาดนั้น

“แล้วนายคิดอะไรกับคุณจานั่นหรือเปล่าล่ะ” ภีระถามขึ้นหลังจาก

กันกริชเล่าเรื่องที่จะต้องไปตามหาว่าที่ภรรยาของตนเองให้ฟังจนจบ ซึ่ง

คำถามของภีระก็ทำให้กันกริชน้ำท่วมปากไปชั่ววินาทีเหมือนกัน

จะบอกอย่างไรดี แม้จะเจอจารินรัตน์เมื่อนานมาแล้วตั้งแต่เขาอายุ

สิบเก้า แต่รูปถ่ายหลายรูปที่เขาได้เห็นจากมารดาที่ได้นำมาให้ เขาต้อง

ยอมรับว่าหลงรักหญิงสาวนัยน์ตาคม หน้าหวานปานน้ำผึ้ง ผิวขาวนวล

เหมือนน้ำ นมนั่นไปครึ่งใจเสียแล้ว สรุปคือเขาหลงรักรูปถ่ายของเจ้าหล่อน

แต่ก็ยังไม่อยากจะเชื่อในความรู้สึกนั้นเสียทีเดียว เพราะมันอาจเป็น

ความรู้สึกชั่วขณะหนึ่งของผู้ชาย เวลาได้พบเจอคนสวยๆ ก็เท่านั้น

“จะคิดอะไรได้ยังไงกันวะ ในเมื่อหน้าก็แทบไม่เคยเจอกันเลย เจอ

อยู่ครั้งเดียว ฉันว่าป่านนี้หนูจาอะไรนั่นคงจำหน้าฉันไม่ได้ด้วยซ้ำ มั้ง คู่หมั้น

ก็เป็นแค่ในนามที่ผู้ใหญ่จัดการกันเองทั้งนั้นแหละ”

“งั้นก็ไปสิ ลองไปเจอเธอก่อน ถือว่าไปเพื่อให้พ่อกับแม่ของนาย

สบายใจ ถ้าเธออยู่สุขสบายจริงๆ หรือมีแฟนแล้วจริงๆ เราก็ค่อยบอกพ่อ

กับแม่ของนายเอาทีหลัง” ภีระเสนอความคิดเห็น “ว่าแต่นายรู้เหรอว่าเธอ

พักอยู่แถวไหนของกรีนนา ยังไงน้องสาวฉันเรียนอยู่ที่นั่น ถ้าจะไปจริงๆ

ฉันจะบอกให้ยายแพมช่วยหาที่พักให้ก็ได้”

“อืม...ขอบใจมาก แต่ฉันว่าบ้านของท่านทูตไทยในกรีนนาน่าจะ

หาไม่ยาก”

“อะไรนะ!” ภีระถามกลับรัวเร็ว สีหน้าของเขาตื่นตระหนกระคน

แปลกใจ “นายบอกว่าไปตามที่บ้านท่านทูตไทยงั้นเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ คู่หมั้นของฉันเป็นน้องสาวของท่านทูตไทยที่ประจำอยู่

กรีนนาคนปัจจุบัน ทำไมเหรอวะไอ้ภี สีหน้านายแปลกๆ นะ” กันกริชหรี่

ตาคมเข้มมองอีกฝ่าย หน้าภีระเจื่อนไป

ภีระรีบส่ายหน้าเร็วๆ ปฏิเสธ “ไม่มีอะไร ถามไปงั้นแหละ”

คำปฏิเสธของภีระฟังไม่ค่อยน่าเชื่อถือเลยในความคิดของกันกริช

คนขี้สงสัยและช่างสังเกตอาจจะป้อนคำถามมากมายต่อ ถ้าไม่ติดว่า

โทรศัพท์มือถือของภีระดังขึ้นเสียก่อน ผู้กองหนุ่มจึงเลี่ยงเดินไปคุย

โทรศัพท์ ซึ่งในทีแรกกันกริชก็ไม่คิดจะเสียมารยาทแอบฟังหรือมองดู

อีกฝ่ายหรอก ถ้าไม่เพราะว่าเสียงอุทานที่ฟังดูตกอกตกใจมากเหลือเกิน

ของภีระดังขึ้น

“อะไรนะครับ ครับ...ขอบคุณมากครับ ยังไงผมรบกวนช่วยดูแลเธอ

ด้วยนะครับ แล้วผมจะรีบบินไปกรีนนาให้เร็วที่สุดครับ”

เสียงสั่นเครือของผู้กองฟังร้อนรนมากเหลือเกิน แม้แต่กันกริช

ที่ยืนมองอยู่ดูห่างๆ ให้ความเป็นส่วนตัวแก่อีกฝ่ายยังรับรู้ได้ และเวลา

ต่อมาหลังจากภีระคุยโทรศัพท์เสร็จ เขาก็เดินหน้าซีดเผือดมายืนสบตา

กันกริชอย่างมีนัยบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่ต้องรอให้เพื่อนได้

ถามว่า

“เพื่อนของแพมโทร. มาบอกว่าแพมกินยาฆ่าตัวตาย แต่ตอนนี้

 

(โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (96 รายการ)

www.batorastore.com © 2021