จันทร์กลางหมอก (ธราญา เลขาพัฒน์)

จันทร์กลางหมอก (ธราญา เลขาพัฒน์)

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786160016259
ของหมด (ต้องการสินค้า)
ราคา: 230.00 บาท 149.50 บาท
ประหยัด: 80.50 บาท ( 35.00% )

เนื้อหาบางส่วน

ประเทศฝรั่งเศส

ภายในห้องศิลปะหลังจากหมดชั่วโมง Drawing นักศึกษาทุกคน

ต่างก็แยกย้ายกันไป เหลือเพียงหญิงสาวชาวเอเชียที่ยังนั่งเหม่อมองออก

ไปนอกหน้าต่าง ตามท้องถนนของกรุงปารีสยามนี้ ใบไม้สีเขียวที่แปร

เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองเริ่มปลิดปลิวออกจากกิ่งเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง

ชวนให้หล่อนอดคิดถึงต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่หน้าบ้านไม่ได้ ยามที่สายลมพัด

พาให้ดอกร่วงพร้อมกันราวกับเม็ดฝนสีชมพูหล่นมาจากฟ้า หล่อนชอบ

กระโดดตะครุบมันกลางอากาศโดยมีพ่อและแม่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ แต่บัดนี้

ความสุขเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว...อดีตที่หล่อนต้องจดจำมัน

อย่างขมขื่น จันศิตาค่อยๆ คลี่จดหมายในมือออกมาอ่าน

 

จันลูกรัก

สบายดีรึเปล่าจ๊ะ ที่ฝรั่งเศสหนาวรึยัง อาหารการกินเป็นยังไงบ้าง

พอทานไหวมั้ยลูก ช่วงแรกหนูอาจจะต้องปรับตัวหลายอย่างทั้งเรื่องการ

เรียนและชีวิตความเป็นอยู่ แต่แม่เชื่อว่าหนูทำได้ ตั้งใจเรียนมากๆ นะ

ไม่ต้องห่วงทางนี้ แม่สบายดี ป้าอนงค์มาหาแม่อยู่เรื่อยๆ ขาดเหลืออะไร

ก็บอก แม่จะวานให้ป้าอนงค์ส่งไปให้ ดูแลตัวเองดีๆ เพราะแม่คงไม่

สามารถตามไปดูแลหนูได้ แม่ได้แต่สวดมนต์ให้พระคุ้มครองให้ลูกของแม่

ปลอดภัยและแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง ให้ลูกแม่มีความ

สุขไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตาม จะไม่มีใครมาทำร้ายหรือทำให้ลูกของแม่เสียใจได้

แม่รู้ว่าหนูคิดถึงแม่ แต่เรายังเขียนจดหมายหากันได้ตลอดนะจ๊ะ เราจาก

กันไปแต่ตัว เพื่ออนาคตที่ดีของลูก และนั่นคงเป็นสิ่งเดียวที่แม่จะทำให้ได้

อีกไม่นานเมื่อลูกเรียนจบเราก็จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม อดทน

นะลูกรัก

แม่รักลูกเสมอ

        แม่

หล่อนพับจดหมายเก็บใส่ซองตามเดิมก่อนที่มันจะเปื้อนหยดน้ำตา

แม่เป็นห่วงเป็นใยหล่อนแต่ก็ยังสนับสนุนให้หล่อนมาอยู่ไกลตัวเช่นนี้ ท่าน

คงดีใจถ้าเห็นหล่อนประสบความสำเร็จและเจริญก้าวหน้า แม้เส้นทางที่

กำลังเดินจะอ้างว้างเดียวดายเพียงใด แต่มันก็ทำให้คนที่หล่อนรักภูมิใจ

คิดถึงตรงนี้หยาดน้ำก็เอ่อล้นออกมาจากดวงตาอีกครั้ง ภายนอกจันศิตา

อาจจะดูเป็นผู้หญิงมาดมั่นและเด็ดเดี่ยว แต่ภายในหล่อนกลับโดดเดี่ยว

และอ้างว้าง

ทางเดินจากวิทยาลัยศิลปะสู่บ้านของครอบครัวอุปถัมภ์ชาว

ฝรั่งเศสเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ตลอดสองข้างทางซึ่งส่วนใหญ่แทบจะเหลือ

แต่กิ่งก้าน ใบไม้แห้งที่ถูกกวาดมากองสุมกันตามโคนต้นปลิวกระจัด-

กระจายเมื่อสายลมพัดผ่าน หญิงสาวเดินฝ่าลมหนาวมาอย่างช้าๆ จนถึง

สะพานหิน ณ ที่นั้นมีชายหนุ่มชาวเอเชียรูปร่างสูงสวมเสื้อสเวตเตอร์สีเข้ม

ยืนอยู่ หล่อนหยุดมองแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเคยพบเขาเมื่อวานนี้ ตอนที่หล่อน

กำลังเสียน้ำตาขณะเหม่อมองแม่น้ำที่อุปโลกน์ไปเองว่ามันคือลำน้ำ

เจ้าพระยา

            “นึกแล้วว่าต้องมา” ชายหนุ่มเอ่ยทักทายด้วยภาษาประเทศบ้าน

เกิดของหล่อน

จันศิตารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเมื่อวานเขาบอกให้หล่อนมาที่นี่

เพื่อจะมอบบางสิ่งให้ อันที่จริงหล่อนน่าจะดีใจที่ได้รู้จักคนไทยในต่างแดน

เพิ่มขึ้น แต่หล่อนกลับไม่ใส่ใจ วันนี้ก็เช่นกัน...หญิงสาวเดินผ่านไปราวกับ

ชายหนุ่มไม่มีตัวตน แต่เขาก็ไม่ละความพยายาม

“นี่คุณ ผมยืนรอคุณตั้งนานแน่ะ คุณมาช้าไปสิบนาทีนะ” ชายหนุ่ม

ว่าพลางเดินตามหล่อนไป แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อหล่อนหันมาสวนทันควัน

“ฉันไม่ได้มาหาคุณ ฉันไม่รู้จักคุณ แล้วนี่มันก็เป็นทางกลับบ้านฉัน

และฉันกำลังจะเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหนีพวกโรคจิตอย่างคุณด้วย” พูดจบ

หล่อนก็หันหลังแล้วเดินต่อไป

“บ้านคุณกลับได้สองทาง ถ้าไม่นั่งรถประจำทางอ้อมสวนสาธารณะ

คุณก็ต้องเดินตัดมันไป ซึ่งคุณเลือกที่จะใช้วิธีหลังเพราะมันไม่เสียเวลา

และที่คุณยอมเหนื่อยเดินผ่านแม่น้ำสายนี้เพราะมันเหมือนแม่น้ำ

เจ้าพระยาที่เมืองไทย พูดง่ายๆ ก็คือคุณคิดถึงบ้านนั่นเอง”

ไม่รู้ว่าหล่อนหยุดฟังเขาพูดตั้งแต่เมื่อไร แต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่ม

ปริศนาคนนี้จะรู้ใจหล่อนดีเกินไปแล้ว

“คุณจะรู้ดีไปกว่าตัวฉันได้ยังไง”

“เพราะผมเคยเป็นอย่างคุณมาก่อนน่ะสิ” ชายหนุ่มตอบทันควัน

“ลืมแนะนำตัว ผมชื่อตรัณครับ เป็นนักเรียนไทยที่นี่ แล้วผมก็ไม่ใช่พวก

โรคจิตด้วย นี่ไงครับ ของที่ผมจะให้คุณ”

หล่อนรับม้วนกระดาษที่เขายื่นให้แล้วคลี่ออก มันเป็นภาพผู้หญิง

คนหนึ่งที่มีสีหน้าเศร้าหมอง กำลังยืนอยู่บนสะพานเดียวกับที่ทั้งคู่ยืนอยู่

ถ้าไม่รู้ว่าเป็นใครหล่อนคงเดาว่าหญิงสาวคนนั้นคิดจะกระโดดน้ำฆ่าตัว

ตายแน่ๆ แต่คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้หญิงในภาพคือตัวหล่อนเอง ทั้งที่

ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องรู้จักกัน แต่เขากลับเลือก

วาดภาพหล่อน และกล้าที่จะนำมามอบให้นางแบบที่ไม่รู้ตัวว่าตกเป็นแบบ

ตั้งแต่เมื่อใดอีกด้วย

“ผมจูงเจ้าเปโซ่มาเดินเล่นริมแม่น้ำ ด้านล่าง แล้วก็เห็นคุณจากตรง

นั้นทุกเย็น คุณดูเศร้าแต่ก็สวย จนผมอดหยิบดินสอขึ้นมาวาดภาพไม่ได้

ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงอยากวาดภาพคุณนัก อาจจะ

เป็นเพราะ...”

“คุณถือวิสาสะอะไรมาวาดภาพฉัน”

หล่อนสวนขึ้นมาทันทีโดยไม่รอให้เขาพูดจบ และอาจไม่ได้ฟังที่เขา

พูดด้วยกระมัง

“ฉันไม่ได้มายืนเป็นแบบให้ใครวาด แล้วฉันจะกลับทางไหนมันก็

เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับคุณ เก็บภาพของคุณคืนไปเถอะ ขอบคุณในความ

หวังดี ขอตัว”

หล่อนส่งกระดาษกลับให้เขาแล้วเดินจากไป ชายหนุ่มจึงทำได้เพียง

ตะโกนไล่หลัง

“แล้วคุณจะไม่บอกชื่อคุณให้ผมรู้บ้างหรือ...สืบเอาเองก็ได้วะ”

 

ชั่วโมง Painting วันนี้ อาจารย์มอบหมายให้นักศึกษา

สร้างสรรค์ชิ้นงานโดยไม่กำหนดหัวข้อ จึงไม่แปลกที่จะเห็นกลุ่มคนนั่ง

กระจัดกระจายอยู่ตามมุมต่างๆ ของอาคารในเวลาเรียนเช่นนี้ จันศิตา

หลบมานั่งคนเดียวใต้ต้นไม้ใหญ่ หล่อนใช้แนวอิฐที่ก่อเป็นรั้วล้อมต้นไม้

แทนโต๊ะเพื่อวางจานสีและข้าวของต่างๆ หญิงสาวจ้องมองเฟรมของตัวเอง

ก่อนจะปล่อยใจให้ลอยล่องไปกับอดีตอันปวดร้าว ไม่มีสักวินาทีที่หล่อน

จะไม่คิดถึงมัน ราวกับเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปเมื่อวาน วันที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่

พบชายผู้นั้น หล่อนและมารดาไม่รู้เลยว่า หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาทั้งคู่

จะไม่มีวันได้พบเขาอีกเลย

หญิงสาวมองดูขวดสีน้ำที่กองอยู่ข้างตัวก่อนจะทอดถอนใจ...ถ้า

หัวใจแต่งเติมสีสันได้เหมือนรูปภาพก็คงดี...

ถึงแม้จะมีสีให้เลือกใช้มากมาย แต่ภาพหัวใจของหล่อนตอนนี้กลับ

มีแค่เพียงสีเทา โดยมีเงาดำเป็นพื้นหลัง เหมือนอดีตอันแสนเจ็บปวดที่แผ่

ขยายเกาะกินใจเรื่อยมา

“จันศิตา...”

เสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาในห้วงความคิด ใครบางคนเรียกชื่อหล่อน

เป็นภาษาไทยที่ไม่ได้ยินมานานมากแล้ว หญิงสาวรีบหันไปทันที

“วาดอะไรอยู่หรือครับ”

หญิงสาวแปลกใจเมื่อหันไปเห็นชายหนุ่มที่หล่อนเพิ่งเดินหนีเมื่อวาน

กำลังเดินตรงเข้ามา และทักทายอย่างอารมณ์ดี

“คุณมาทำอะไรที่นี่”

“อ้าว ก็มาหาคุณไง”

 ชายหนุ่มชะโงกหน้าผ่านไหล่บอบบางไปมองภาพที่หล่อนวาด

อย่างใกล้ชิด ทำเอาหญิงสาวเอี้ยวตัวหลบแทบไม่ทัน

“หัวใจสีเทากับเงาดำ เอ๊ะ! ผมว่าแถวนี้ไม่มีแบบรูปหัวใจนะครับ”

เขาหรี่ตาแล้วมองไปรอบๆ

“เรื่องของฉัน แล้วคุณรู้ชื่อฉันได้ยังไง”

“แหม...มันเป็นความสามารถเฉพาะตัวของผมน่ะ” คนพูดไม่วาย

ยอตัวเอง นักศึกษาไทยที่นี่มีเยอะเสียเมื่อไร ถามเอากับใครก็ได้...ไม่ยาก

“คุณกลับไปเถอะ” หล่อนตอบด้วยน้ำ เสียงและท่าทีที่เย็นชาพอกัน

“อะไรกันคุณ ผมเพิ่งมานะ จะให้ผมกลับแล้วหรือ ยังไม่ทันหาย

เหนื่อยเลย”

“ฉันต้องการสมาธิ”

“โอเค งั้นผมจะนั่งเงียบๆ อยู่ตรงนี้ดูคุณวาดภาพ ตกลงมั้ย” พูด

จบชายหนุ่มก็หย่อนตัวลงนั่งบนแนวอิฐไม่ห่างจากหล่อน เขามอง

หญิงสาวบรรจงป้ายสีเทาช้าๆ แล้วก็เปลี่ยนมาลงสีดำที่พื้นหลัง จากนั้น

ก็กลับมาระบายสีเทาอีก เหมือนจะตอกย้ำความขมขื่นในใจ หล่อนทำ

เช่นนี้อยู่หลายครั้ง จนชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้

“เออ คุณครับ โทษนะคือ...ผมสงสัยว่า ทำไมคุณใช้แค่สองสีเอง

หรือว่าคุณลืมเอาสีอื่นมา”

หญิงสาวเริ่มจะหมดความอดทน “นี่คุณ...”

“ตรัณครับ” เขายิ้มอย่างเป็นมิตร

“คุณตรัณ มีใครเคยบอกคุณบ้างมั้ยว่าคุณพูดมาก”

“เอ๊ะ...ไม่มีนะ มีแต่คนบอกว่าผมคุยสนุก”

หญิงสาวระอากับคำตอบกวนๆ ของเขา โชคดีที่เสียงออดหมด

ชั่วโมงดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าหล่อนไม่ต้องทนต่อปากต่อคำกับเขาอีก

หล่อนจึงรีบเก็บของแล้วตรงกลับบ้านทันที แต่ตรัณก็ยังเดินตามมา

“อ้าว วันนี้คุณไม่กลับทางสะพานข้ามแม่น้ำหรือครับ” ชายหนุ่ม

ถามด้วยความสงสัย

“วันนี้ฉันว่างพอจะเสียเวลานั่งรถซักครึ่งชั่วโมง ขอโทษนะ” พูดจบ

ก็รีบวิ่งขึ้นรถบัสไป เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มถูกทิ้งให้อยู่กับความงุนงง

 

นับจากวันนั้น ตรัณก็ยังคงแวะเวียนมาหาจันศิตาเสมอ บางที

ก็มาดักรอเพื่อเดินกลับบ้านพร้อมกันโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับหรือปฏิเสธ

เขาเป็นคนไทยคนเดียวที่ยังพูดคุยกับหล่อนในขณะที่คนอื่นๆ ต่างพากัน

ถอดใจ เนื่องจากเป็นคนเงียบขรึมและชอบเก็บตัว บางคนจึงคิดว่าหล่อน

หยิ่งเพราะเป็นนักเรียนทุน ทำให้ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องราวรวมถึงประวัติของ

หล่อน และคิดว่าหญิงสาวเองก็ไม่อยากให้ใครรู้เช่นกัน

ความจริงแล้วจันศิตาไม่ได้ต่างจากนักเรียนไทยทั่วไป หล่อนใช้ชีวิต

สมถะและทำงานพิเศษหลังเลิกเรียนเหมือนคนอื่นๆ ด้วยหวังว่าเงินจำนวน

นี้จะช่วยเป็นค่ารักษาพยาบาลให้แม่ได้บ้างหลังจากที่เงินเก็บของแม่หมด

ลง หล่อนอยากเรียนจบให้เร็วที่สุดเพื่อกลับไปหาแม่ จึงพยายามไม่สนใจ

สายตารวมถึงการกระทำของคนรอบข้าง และไม่สนว่ามันจะส่งผล

อย่างไร หล่อนพอใจที่จะใช้ชีวิตคนเดียวและปิดกั้นตัวเอง โดยหวังว่า

มันจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครมาทำให้หล่อนต้องผิดหวังหรือเสียใจ แม้

ตรัณจะพยายามผูกมิตรด้วยการแสดงความปรารถนาดีมากเพียงใด แต่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับแม่ยังคอยย้ำเตือนว่าถ้าไม่อยากเสียใจ ก็ควรรู้จัก

เขาในฐานะเพื่อนนักเรียนไทยคนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเรียนจบหล่อนก็

เดินทางกลับเมืองไทยทันทีโดยไม่บอกเขา

เมื่อชายหนุ่มไม่พบหน้าหล่อนหลายวันจึงตัดสินใจไปยังบ้านของ

ครอบครัวอุปถัมภ์ที่หล่อนพักอยู่ด้วยความเป็นห่วง

“จันไปแล้วละจ้ะ”

นั่นคือคำตอบจากนางดูบัวร์เจ้าของบ้านชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ดูแล

จันศิตาระหว่างที่อยู่ที่นี่ ทั้งคู่เคยพบกันมาก่อนตอนที่ชายหนุ่มถือวิสาสะ

เดินตามมาส่งหล่อนที่บ้าน

“กลับเมืองไทยหรือครับ เมื่อไหร่ครับ”

“สองสามวันที่แล้วจ้ะ จันไม่ได้บอกเธอหรือ”

“เปล่านี่ครับ เธอให้ที่อยู่ติดต่อไว้รึเปล่าครับ”

เมื่อเจ้าของบ้านปฏิเสธ ชายหนุ่มจึงกล่าวลาแล้วเดินคอตกออก

จากบ้านไป นางดูบัวร์มองตามด้วยความเห็นใจ แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้

เพราะสัญญาที่ให้ไว้กับจันศิตา

นางออเดรย์ ดูบัวร์ เป็นหญิงวัยหกสิบเศษ นางเข้าร่วมโครงการ

ครอบครัวอุปถัมภ์เพื่อใช้เวลาที่เหลือในชีวิตให้มีประโยชน์ เด็กหลายต่อ

หลายคนที่เคยมาพักอาศัยที่บ้านของนาง ไม่มีคนไหนที่นางรู้สึกเอ็นดูและ

สงสารเท่าจันศิตา ถึงแม้ว่าจะเพิ่งพบกัน แต่หญิงสาวก็ไว้วางใจและเล่า

เรื่องราวที่เป็นความลับในใจให้ฟังราวกับนางเป็นมารดาอีกคน ดังนั้นเมื่อ

ถูกขอร้องไม่ให้บอกข้อมูลแก่เขา นางจึงไม่ปฏิเสธที่จะทำ สัญญาจึงยังคง

เป็นเช่นนั้น ไม่ว่ามันจะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม

 

            (โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (95 รายการ)

www.batorastore.com © 2021