สะใภ้สุดขั้ว แม่ผัวสุดขอบ

สะใภ้สุดขั้ว แม่ผัวสุดขอบ

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786160022205
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 330.00 บาท 214.50 บาท
ประหยัด: 115.50 บาท ( 35.00% )

เนื้อหาบางส่วน

หมอดูหรือหมอเดา

 

“โธ่! ไม่แน่จริงนี่หว่า เก่งจริงอย่าหนีสิวะ ไอ้ลูกหมา ไอ้หน้า

ตัวเมีย”

ผู้พูดถลกแขนเสื้อทั้งสองขึ้น ชี้นิ้วไปยังร่างชายคนหนึ่งที่วิ่งหนีเธอ

อย่างไม่คิดชีวิต จากนั้นเท้าเอวมองคนผู้นั้นอย่างแค้นเคือง พร้อมพูด

ไล่หลังดังลั่น

“อย่าให้เจออีกครั้งนะ ถ้าเจอเมื่อไหร่ แม่จะเตะให้ก้นยุบ ม้ามทะลุ”

ฟันหัก แก้มโย้เลยคอยดู”

เสียงที่ดังลั่นซอยเรียกความสนใจจากบ้านใกล้เรือนเคียงที่ดูเหมือน

จะชาชินกับเสียงและท่าทางนักเลงโตของหญิงสาว อีกทั้งยังไม่มีใครกล้า

ซอยต้นมะขาม ใครกล้าแหย็มจเจอทั้งหมดทั้งเท้าที่สุดแสนจะหนัก

ซอยต้นมะขาม ใครกล้าแหย็มจะเจอทั้งหมัดทั้งเท้าที่สุดแสนจะหนัก

ของเธอไม่รู้ตัว

“พี่ปรางไปทำอย่างนั้นกับพี่ลาภได้ยังไง ดูสิวิ่งหนีไปโน่นแล้ว”

องุ่นหรืออิสรียา น้องสาวคนเล็กของภัทรียา เจ้าของค่ายมวย

จ่าดาบ ศิษย์จอมทอง ที่รับสืบทอดจากบิดา เอ่ยกับพี่สาวซึ่งยืนทำท่าทาง

เอาเรื่องหน้าบ้าน

“ก็ไอ้คนนี้ไม่ใช่เหรอที่แกบอกว่าชอบมายุ่งวุ่นวายกับแก จนแก

รำคาญ พี่ก็จัดการให้แล้วไง เห็นรึเปล่าว่ามันวิ่งหางจุกตูดไปโน่นแล้ว

โธ่! นึกว่าจะแน่”

ภัทรียาไม่ได้มีหน้าที่แค่ดูแลกิจการของบิดาเท่านั้น แต่ยังเป็น

หัวหน้าครอบครัว เลี้ยงมารดา เลี้ยงน้องสาวคนเล็ก และเลี้ยงลูกสาวของ

น้องสาวคนรองที่เสียชีวิตไปเมื่อสี่ปีก่อน ภัทรียาจึงเป็นคนเข้มแข็ง

เด็ดเดี่ยว ไม่ยอมคน และเป็นที่พึ่งของทุกคนในครอบครัว ใครมาแหย็ม

กับคนในครอบครัวของเธอ รับรองได้ว่าเจ็บจนจุก

“ใช่พี่ลาภที่ไหนกันล่ะพี่ปราง พี่ลาภเขามาส่งองุ่นต่างหาก”

น้องสาวแย้ง ท่าทีของภัทรียาเปลี่ยนไปทันที เธอทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ลดมือ

ที่เท้าเอวลง

“แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก” นางมารร้ายแห่งซอยต้นมะขามแก้ตัว

หน้าตาเฉย “องุ่นบอกพี่ช้าเองนะ ช่วยไม่ได้ พี่ฝากไปขอโทษไอ้ลาภ

คนนั้นด้วยก็แล้วกัน พี่ไปละ” จากนั้นก็เดินเข้าบ้านหน้าตาเฉย

“พี่มะปรางเป็นอย่างนี้ทุกที น่าจะฟังกันก่อน”

อิสรียารู้ดีว่าพี่สาวสุดแสบหวังดีและเป็นห่วงเธอมากแค่ไหน เพราะ

พี่สาวคนนี้ไม่ต้องการให้เธอเป็นเหมือนวิริยา พี่สาวคนที่สองที่จบชีวิตลง

ด้วยอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน ภัทรียาจึงคุมเข้มผู้ชายที่เข้ามาใกล้ชิดเธอ

สแกนจนแทบจะเห็นกระดูกก็ว่าได้ ด้วยกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

“อะไรกันอีกละองุ่น พี่แกไปสร้างวีรกรรมอะไรอีก” วลัยพร มารดา

สุดที่รักถามขณะเดินออกมาจากบ้าน สวนทางกับบุตรสาวคนโตพอดี

“จะอะไรอีกล่ะแม่ พี่ปรางลุยผิดคนน่ะสิ ไม่ถามอะไรสักคำ มาถึง

ก็ออกฤทธิ์เลย” คนถูกถามตอบมารดาด้วยสีหน้าละห้อยละเหี่ย

“แหมๆ นิสัยตบไว้ก่อนพ่อสอนไว้แก้ไม่หายเลยนะ ไม่ถามไม่ไถ่

ซัดได้แม่เป็นซัด ห้าวอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะมีผัววะ สงสัยขึ้นต้องซื้อหมู่บ้าน

คานทองนิเวศน์ให้พี่แกอยู่ซะแล้ว” ผู้เป็นแม่พูดเชิงประชด

“ถ้ารอให้มีผู้ชายมาจีบ มีหวังขึ้นคานเหมือนที่แม่พูดแน่ๆ” ลูกสาว

คนเล็กเห็นพ้องด้วย

“แม่ก็ว่าอย่างนั้น ใครจะกล้ามาจีบ ใครพูดไม่เข้าหูเข้าหน่อยก็ไล่

ชก ไล่เตะเขาซะงั้น แถมยังไล่ตะเพิดจนผู้ชายหงอกันทั้งบาง พี่แกมีแวว

เป็นสาวโสดโหนคานทองแน่ๆ” วลัยพรคาดเดาอนาคตลูกสาวคนโตแบบ

ตาเห็น และคิดว่าไม่ผิดจากที่คาดเดาเป็นแน่

“เอาน่าแม่ ไม่แน่นะ บางทีอาจมีพระเอกใจกล้าเข้ามาประชิดตัว

พี่ปราง ไม่กลัวหมัด ไม่กลัวเท้าของพี่ปรางแล้วจีบพี่ปรางก็ได้นะแม่”

อิสรียาพูดอย่างมีความหวัง แม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม

“แล้วแต่บุญแต่กรรมก็แล้วกัน เข้าบ้านเถอะ แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว”

จะได้กินกัน” คนเป็นแม่พูดตัดบท ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าบ้านชั้นเดียว

ซึ่งสร้างมาจากน้ำพักน้ำแรงของนางกับสามีที่เสียชีวิต วลัยพรไม่รู้ว่า

จะรักษาบ้านนี้ไว้กับตัวได้นานแค่ไหน เนื่องจากหนี้สินที่มากกว่ารายรับ

กำลังบีบรัดนางและคนในครอบครัวอย่างหนัก ทว่าทุกชีวิตที่อาศัยในบ้าน

หลังนี้ ไม่มีใครสักคนที่ย่อท้อหรือสิ้นหวัง ทุกคนมีความหวังว่าสักวันหนึ่ง

จะปลดหนี้สินทุกบาททุกสตางค์ให้จงได้

สุมณฑาเดินถือถุงส้มตำปลาร้ารสแซ่บ น้ำตกหมู ไก่ย่าง และ

ข้าวเหนียวร้อนๆ เข้ามาในค่ายมวยจ่าดาบ ศิษย์จอมทอง อาหารโปรด

ของเธอกับภัทรียาเพื่อนรัก เธอรู้สึกกระชุ่มกระชวยทุกครั้งเมื่อเดินเข้ามา

ในค่ายมวย เพราะได้เห็นผู้ชายล่ำบึ้กอวดมัดกล้ามซ้อมมวยกันอย่าง

ขะมักเขม้น บางคนเตะกระสอบทราย บางคนกระโดดเชือก บางคน

ซ้อมมวยอยู่บนเวทีกับเทรนเนอร์ ส่วนคนที่เธอมาหาก็กำลังซ้อมลงนวม

กับจ่าเอก ครูมวยที่ปั้นมะปราง ลูกจ่าดาบ ศิษย์จอมทอง ตั้งแต่เริ่มหัด

ชกมวยครั้งแรก พอภัทรียาเห็นเพื่อนเดินมาหาจึงหยุดซ้อมแล้วเท้าเอว

มองหน้าเพื่อน

“ไหนแกบอกฉันว่าจะมาตอนเย็น แล้วมาทำไมตอนนี้” ภัทรียาทัก

คนถูกทักยังไม่ตอบคำถาม แต่กลับพนมมือไหว้และทักทายจ่าเอกก่อน

“สวัสดีค่ะครูจ่า ไม่เจอครูตั้งนาน คิดถึงกระแตบ้างไหมจ๊ะ”

“เอ็งนี่ท่าจะรั่วหนักเหมือนไอ้ปรางมันนะ เอ็งกับข้าเพิ่งเจอกัน

เมื่อวานนี่เอง ยังจะมาพูดว่าไม่ได้เจอตั้งนาน” จ่าเอกเขกหัวสุมณฑา

ไม่แรงมากอย่างมันเขี้ยวคำพูดเกินจริงของสุมณฑา

“อ้าวครู ไหงมาว่าปรางรั่วล่ะ คนสวยๆ อย่างปรางไม่มีรั่วหรอก

มีแต่น่ารัก สวยสะดุดตา สะดุดใจ” คนถูกพาดพิงโวยกลับ แถมท้ายด้วย

การพูดเข้าข้างตัวเอง ทำให้โดนจ่าเอกเขกหัวอีกคน

“วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน พรุ่งนี้ต้องมาซ้อมแต่เช้านะ ใกล้วันแข่ง

แล้วจะมัวมาอ่อนซ้อมไม่ได้”

“รับทราบครับผม” เจ้าของค่ายมวยพูดเสียงหนักแน่นพร้อมตะเบ๊ะ

ก่อนจะพนมมือไหว้จ่าเอกที่เดินไปยังห้องพักนักมวยเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า

เตรียมตัวกลับบ้าน

“ฉันซื้อส้มตำป้าเอียดมาฝากแกด้วยนะ ไปกินกันดีกว่า” สุมณฑา

เพื่อนดู

“แกบอกฉันว่าจะมาตอนเย็นไม่ใช่เหรอ แล้วมาทำไมซะหัววัน”

ภัทรียาถามคำถามเดิมอีกครั้ง ขณะถอดนวมแล้วนำไปวางไว้ตรงชั้น

วางนวม

“หัววันที่ไหน นี่มันเที่ยงแล้วนะ ที่ฉันมาก่อนเวลาเพราะกะว่ากิน

ส้มตำเสร็จจะชวนแกไปดูหมอดูไงล่ะ” สุมณฑาตอบเพื่อน

“อีกแล้วเหรอ แกเพิ่งไปดูมาเมื่อเดือนที่แล้วเองนะ จะไปดูอะไร

บ่อยๆ”

“แต่หมอดูคนนี้เขาว่ากันว่าแม่นมากเลยนะแก แม่นอย่างกับ

ตาเห็น” หญิงสาวตอบขณะเดินไปหยิบภาชนะมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะแกะ

ถุงอาหารที่ซื้อมาเทใส่จาน

“แกจะดูอะไรหนักหนา ดูไปก็เท่านั้น ถ้าดูแล้วดวงแกดีก็ดีไป แต่

อัญญาณี 9

ถ้าไม่ดีแกก็ต้องมานั่งกลุ้มใจ สู้ไม่ดูซะเลยดีกว่า”

ภัทรียาพูดจบก็จกข้าวเหนียวกับส้มตำ ใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่ใช่ว่า

เธอไม่เชื่อเรื่องโหราศาสตร์ แต่เธอคิดว่าการรู้อนาคตล่วงหน้าจาก

คำทำนายที่ไม่รู้ว่าแม่นจริงหรือไม่ มันเป็นทุกข์อย่างหนึ่ง หากคำทำนาย

ดีก็ดีไป แต่ถ้าผลลัพธ์เป็นไปทางตรงข้ามล่ะ มันคือความทุกข์พุ่งเข้าในใจ

 “แต่หมอดูคนนี้ พี่เอิบบอกว่าแม่นมากๆ เลยนะ แม่นเหมือน

ตาเห็น ขนาดดารา นักร้อง หรือนักการเมืองคนดังๆ ยังมาดูเลยนะแก”

สุมณฑาเล่าเรื่องหมอดูที่มีความน่าเชื่อถือให้เพื่อนรักฟัง

“ถ้าแม่นขนาดที่แกว่ามา ค่าหมอดูมันไม่แพงหูฉี่เหรอ แกมีปัญญา

จ่ายหรือไง”

“แพงเพิงที่ไหนกัน ราคาย่อมเยา ค่าครูแค่ห้าสิบเก้าบาทเอง”

คนที่กำลังจะเอาไก่ย่างใส่ปากถึงกับชะงักค้าง จำนวนเงินเงินค่าหมดดู

 ที่เพื่อนรักบอกว่าแม่นสุดแม่น มันถูกมากหากเทียบกับกิตติศัพท์ที่เพื่อน

กล่าวมา

“เฮ้ย! ห้าสิบเก้าบาทจริงเหรอแก แกฟังมาผิดหรือเปล่า อาจจะ

ห้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาทก็ได้นะ”

“ห้าสิบเก้าบาทจริงๆ แก พี่เอิบไปดูมาราคานี้ ไม่ผิดหรอก”

สุมณฑากินส้มตำไปด้วยตอบเพื่อนไปด้วย

“แล้วแม่นจริงหรือเปล่า”

ตอนแรกภัทรียาทำเหมือนไม่สนใจ แต่พอสุมณฑายืนยันราคา

ค่าหมอดูที่ตัวเธอเองจ่ายได้ จึงเกิดความสนใจขึ้นทันควัน

“แม่นสุดๆ พี่เอิบบอกว่า ทายอะไรมาถูกหมดเลย เป๊ะมากๆ เลย

นะแก” สุมณฑาย้ำ “โดยเฉพาะเรื่องเนื้อคู่นะแกเอ๋ย แม่นยิ่งกว่าแม่น

พี่เอิบเล่าให้ฉันฟังว่าหมอดูคนนี้บอกได้เลยนะว่าจะได้เจอเนื้อคู่วันไหน

คนไทยหรือต่างชาติ บางรายก็บอกเลยนะว่าจะเจอกันที่ไหน”

“ขนาดนั้นเชียวเหรอ มันจะแม่นเกินไปหรือเปล่าเนี่ย”

“แม่นจริงแก ฉันถึงชวนแกไปพิสูจน์ให้รู้กับตัวไงว่ามันแม่นจริงไหม

เพราะฉะนั้นกินส้มตำเสร็จเราไปดูหมอดูกัน” สุมณฑาสรุป

“โอเค ตามนั้นเพื่อน” ภัทรียารับคำง่ายดายเพราะอยากพิสูจน์ด้วย

ตัวเองว่า หมอดูคนนี้จะมีความแม่นยำมากน้อยแค่ไหน

สองสาวเพื่อนรักก้าวลงจากรถประจำทางเมื่อถึงจุดหมาย

ทั้งคู่เดินเข้าไปในซอยใกล้ป้ายรถเมล์ และโดยสารต่อด้วยรถมอเตอร์ไซค์

รับจ้าง ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีสังคมต่างชนชั้นอยู่ในซอยเดียวกัน ต้นซอย

ถึงกลางซอยจะเป็นย่านคนมีฐานะ เต็มไปด้วยหมู่บ้านจัดสรรหรูหรา ราคา

แต่ละหลังไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาท พ้นกลางซอยไปแล้วก็เป็นบ้านเดี่ยวที่

ส่วนใหญ่เป็นไม้ทั้งหลัง ซึ่งเป็นบ้านของคนที่อยู่มาดั้งเดิมหลายสิบปี ก่อน

จะมีหมู่บ้านชื่อดังเสียอีก แต่พอผ่านไปเกือบถึงท้ายซอยก็จะเป็นชุมชน

ไก่แจ้ ซึ่งคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้มีคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยไม่ดี

นัก ส่วนใหญ่จะเป็นคนหาเช้ากินค่ำหรือผู้ใช้แรงงาน

“แกแน่ใจนะกระแต ว่าหมอดูที่แกบอกอยู่ในชุมชนนี้”

ภัทรียาถามเพื่อความมั่นใจหลังจากพี่วินมอเตอร์ไซค์จอดรถหน้า

ปากทางเข้าชุมชนไก่แจ้ เพื่อนรักบอกเธอว่ามีดารา นักร้อง และนักการ-

เมือง รวมทั้งบุคคลมีชื่อเสียงพากันมาดูหมออย่างต่อเนื่อง ภัทรียาจึงคิดว่า

ที่อยู่ของหมอดูคนนั้นน่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ ห้องแถว หรือสถานที่ที่ดูดี

กว่านี้ ซึ่งตอนแรกเธอคิดว่าน่าจะอยู่ละแวกบ้านจัดสรรราคาแพงหรือไม่

ก็แถวกลางซอย แต่มันผิดคาดอย่างสิ้นเชิง

“ที่นี่แหละ ไม่ผิดหรอก” สุมณฑาตอบเพื่อน

“อยู่ในชุมชนนี้เนี่ยนะ” ภัทรียาถามด้วยน้ำเสียงที่คาดไม่ถึง “ชัวร์

หรือเปล่าแก”

“ชัวร์สิ พี่เอิบบอกว่าเดินเข้าไปในชุมชนจนเจอแยกแรกก็เลี้ยวขวา

เดินตรงไปเรื่อยๆ จนถึงลานกว้างของชุมชน หมอดูจะนั่งอยู่บนแคร่ใต้ต้น”

มะยม หมอดูคนนี้ก็เลยถูกเรียกว่า หมอดูมะยม”

“หมอดูมะยม” ภัทรียาทวนชื่อหมอดูเสียงค่อนข้างดัง “ชื่อไม่น่า

เชื่อถือเลยนะแก”

“เราก็ต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเองไงว่าจะแมนจริงหรือเปล่า ฉันว่าเรา”

รีบไปกันเถอะ เผื่อคิวยาว มาก่อนได้ดูก่อน”

สุมณฑาจูงมือเพื่อนรักที่มีสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ก็เดินตาม

เข้าไปในซอย เพราะถึงอย่างไรก็มาถึงที่นี่แล้ว เข้าไปพิสูจน์ความแม่นก็

ไม่มีอะไรน่าเสียหาย

สองสาวเดินมาถึงจุดหมายในอีกไม่กี่นาทีต่อมา สายตาของทั้งคู่

มองต้นมะยมที่มีชายสูงวัยกำลังนั่งสูบยาเส้นอยู่บนแคร่ ด้านบนมี

ผืนผ้าใบกั้นกันแดดกันฝน แต่ที่น่าแปลกในสายตาภัทรียาก็คือ หมอดูที่

เพื่อนรักบอกว่าแม่นนักแม่นหนา เหตุใดตอนนี้ถึงไม่มีลูกค้ามาดูดวงเลย

สักคน

“กระแต แกมาถูกที่หรือเปล่า ทำไมไม่มีคนมาดูดวงเลยสักคนล่ะ”

ภัทรียาถามเพื่อนเมื่อเดินเข้าไปหาหมอดูแม่นๆ

“คนที่มาดูดวงอาจจะกลับแล้วก็ได้นะ” สุมณฑาก็แปลกใจเช่นกัน

“คนไม่มีก็ดีเหมือนกันนะ เราจะได้ไม่ต้องคอยคิวไง”

สุมณฑาจูงเพื่อนเดินไปหาชายสูงวัยที่มองมายังลูกค้ารายใหม่ พอ

เดินมาถึงที่หมายทั้งคู่ก็นั่งลงบนแคร่ ไหว้หมอดูต้นมะยมเป็นอันดับแรก

“หนูสองคนมาดูดวงค่ะคุณลุง” สุมณฑาบอกความตั้งใจ

“แล้วใครจะดูก่อนล่ะ เอ็งรึนังหนูคนนี้ แต่ข้าอยากดูให้เอ็งก่อน”

หมอดูพูดคล้ายจะตัดสินใจแทน

“ได้ค่ะ ดูให้หนูก่อนก็ได้” สุมณฑารีบแบมือทั้งสองข้างยื่นไปตรง

หน้าชายสูงวัย

“ใครว่าข้าจะดูลายมือให้เอ็ง ข้าดูลายเท้าต่างหาก”

สุมณฑาเก็บมือกลับมาแทบไม่ทัน ยิ้มเจื่อนแก้เก้อ ก่อนจะยื่น

 

                (โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (96 รายการ)

www.batorastore.com © 2021