บุษบาท้าไฟ

บุษบาท้าไฟ

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786160015788
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 260.00 บาท 169.00 บาท
ประหยัด: 91.00 บาท ( 35.00% )

เนื้อหาบางส่วน

รองเท้าผ้าใบสองคู่ย่ำลงไปบนทางเท้าที่เป็นซอยแคบๆ หลัง

ตลาดแห่งหนึ่งซึ่งแออัดไปด้วยบ้านหลังเล็กๆ ในลักษณะไม่เร่งรีบนัก

บุษบาบัณ บางจอมไพร หรือ บุษบา สาวสวยหน้าใสวัยยี่สิบสามปี ผู้มี

รอยยิ้มพริ้มพรายประดับบนใบหน้าทุกครั้งเมื่อได้สนทนากับผู้ที่ถูกใจ เธอ

คือเจ้าของรองเท้าผ้าใบคู่หนึ่ง หญิงสาวสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำกับกางเกง

ยีนสีซีดทรงสกินนี โชว์สะโพกกับเรียวขาที่สวยงาม ส่วนเจ้าของรองเท้า

อีกคู่เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี วัยไล่เลี่ยกัน ผมยาวระต้นคอ ดัดปลายน้อยๆ

สุดเท่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนเหนือข้อศอกกับกางเกงขาเดฟ สะพาย

กระเป๋าใส่กีตาร์ไว้ข้างหลัง ใครเห็นก็รู้ว่าหนุ่มหล่อคนนี้คือนักดนตรีมาด

เซอร์

หนุ่มสาวทั้งสองพูดคุยกันอย่างออกรสสลับกับหัวเราะเบาๆ ทว่า

ความสุขถูกทำลายลงทันทีที่ทั้งคู่เดินมาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้ยกพื้นที่มี

บันไดแค่เพียงสามขั้น ตรงประตูที่เปิดอ้าเอาไว้นั้น ร่างบอบบางของหญิง

วัยประมาณสี่สิบเจ็ดปี ที่มีใบหน้าคล้ายกับบุษบาบัณ สวมเสื้อผ้าเก่าๆ

ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นวาววับ แสดงความ

โกรธออกมาอย่างชัดเจน

“อุ๊ย แม่”

หญิงสาวอุทานเบาๆ ใจหายวาบด้วยรู้ฤทธิ์เดชของใบบัวผู้เป็น

มารดาดีว่าร้ายกาจขนาดไหน ถ้าเห็นเธอเดินมากับผู้ชายที่มีลักษณะเป็น

นักร้องหรือนักดนตรี ความซวยก็จะมาเยือนทั้งเธอและผู้ชายคนนั้น ใบบัว

ไม่ฟังคำอธิบายว่าเขาเป็นใคร มีนิสัยใจคออย่างไร

                คำว่า ‘แม่’ ของหญิงสาว ทำให้ชายหนุ่มนักดนตรีซึ่งเป็นครูสอน

กีตาร์ และเป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของบุษบาบัณที่สถาบันสอนดนตรี

ยืนตัวตรงยกมือไหว้ ทักทายด้วยรอยยิ้ม

“สวัสดีครับแม่” ท่าทางชายหนุ่มดูปลื้มปริ่มอย่างที่สุด ต่างจาก

บุษบาบัณที่มีอาการเหมือนปลาขาดออกซิเจน ได้แต่พูดในใจว่า ซวยแล้วๆ

“ฉันมีลูกคนเดียวเท่านั้นคือบุษบา”

ใบบัวเสียงเข้ม หน้าแดงก่ำ แววตาฉายรังสีความเหี้ยมออกมา

อย่างน่ากลัว ชายหนุ่มคนดังกล่าวถึงกับหน้าซีดเผือด รีบลดมือลงทันที

พลางหันมองบุษบาบัณที่ขยับถอยห่างออกไป ใบหน้าเธอซีดอย่างเห็นได้

ชัด

“ปั้น เธอกลับไปก่อนนะ ขอบใจที่มาส่ง”

“บุษบา ทำไม แม่เธอถึง...” ปั้นพยายามถามเสียงสั่นๆ ไม่กล้า

มองไปที่ใบบัว ซึ่งบัดนี้กำลังก้าวลงมาจากบันได ท่าทางดุร้ายราวกับเสือ

แม่ลูกอ่อน บุษบาบัณเห็นดังนั้นจึงเร่งให้เพื่อนร่วมงานกลับโดยเร็ว

“ปั้น กลับไปก่อนเถอะน่า ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”

“บุษบา บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าห้ามคบกับพวกนักร้อง นักดนตรี

ทำไมไม่เชื่อกันบ้างเลย”

เสียงดังจนเกือบตะโกนคือตัวเร่งให้ปั้นถอยหลังด้วยความกลัว รู้

แล้วว่ามารดาของบุษบาบัณไม่พอใจที่เขามาส่งเธอ ชายหนุ่มเงยหน้ามอง

ใบบัวอย่างขลาดๆ และใจตกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นว่าบัดนี้ใบหน้า

มารดาเพื่อนเหมือนใบหน้าของเพชฌฆาตชัดๆ

เขารู้ทันทีว่าอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว จะต้องไปให้เร็วที่สุด!

                “แม่คะ ฟังบุษบาก่อน” หญิงสาวพยายามประวิงเวลาเพื่อให้ปั้น

ไปจากที่นี่ จะได้ไม่ต้องได้ยินคำบริภาษให้ระคายหู จนพานทำให้เขาไม่

ชอบหน้าเธอไปอีกคน

“ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าคบกับคน

พวกนี้ แต่แกไม่เคยฟังฉันเลย จะทำร้ายกันไปถึงไหน นี่เธอไปเลยนะ แล้ว

อย่ามาที่นี่อีก”

ประโยคหลังใบบัวหันไปส่งเสียงไล่ปั้นที่กำลังกลับหลังหัน เดินจ้ำ

จนเกือบวิ่งออกไปจากหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว บุษบาบัณเห็นดังนั้นจึงเงย

หน้าขึ้น หลับตา ยกมือทั้งสองข้างปิดหูเอาไว้ ก่อนจะลูบลงมาช้าๆ เหนื่อย

ใจกับปากร้ายๆ และสรรพนามที่เริ่มเปลี่ยนไปของมารดา

ใบบัวไม่เคยไว้หน้าเธอเลย หลายครั้งหลายหนที่เพื่อนผู้ชายไม่ว่า

จะเป็นนักร้อง หรือนักดนตรีถูกไล่ตะเพิดอย่างไร้มารยาท จนพวกเขาเหล่า

นั้นขยาดไม่กล้าคบหากับเธอ ทุกวันนี้เธอจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เลิก

งานเสร็จก็กลับบ้านเพื่อมาช่วยมารดาขายขนมในตลาด หลังจากขายขนม

เสร็จก็จะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปคบค้าสมาคมกับใคร

“จากนี้เป็นต้นไป นางสาวบุษบาบัณคงไม่มีเพื่อนคบแล้วละ”

“ไม่ต้องมาพูดประชดเลยนะ ที่ฉันทำอย่างนี้เพราะรักแกมาก ไม่

อยากให้แกถูกหลอกจากผู้ชายที่เป็นนักร้อง นักดนตรี”

“แม่คะ ผู้ชายถ้ามันคิดจะหลอกเราไม่จำเป็นต้องเป็นพวกนักร้อง

นักดนตรีหรอกค่ะ อาชีพไหนมันก็หลอกได้ทั้งนั้นแหละ แม้แต่พวกวิน

มอเตอร์ไซค์ก็เถอะ”

บุษบาบัณเถียงบ้าง เสียงของเธออาจจะดังเกินไป เพื่อนบ้านจึง

พากันชะเง้อมองอย่างสนใจ เห็นดังนั้นใบบัวจึงดึงแขนเล็กเรียวขึ้นไปบน

บ้าน ตามด้วยเสียงปิดประตูดังโครม บุษบาบัณนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติก

เก่าๆ ซบหน้าลงกับโต๊ะกินข้าวอย่างเซ็งๆ เพราะรู้ว่าจากนี้ไปใบบัวจะต้อง

ร่ายยาวจนหูชา

                “แสดงว่าแกอยากมีแฟนใช่ไหม ถึงได้เถียงแทนไอ้ผู้ชายพวกนั้น

น่ะ”

“เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น แม่อย่าพูดเรื่องนี้เลย บุษบาเบื่อ”

“นี่ แกจะเบื่อไม่ได้นะ ฉันเป็นแม่ ที่บ่นที่ว่าเนี่ยเพราะกลัวว่าแกจะ

พลาดท่าให้ไอ้ผู้ชายพวกนั้น โดยเฉพาะนักร้อง นักดนตรี ปากมันหวาน

ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ในสิ่งที่ต้องการ ฉันเกลียดๆ”

เวลานี้ท่าทางของใบบัวเหมือนคนเป็นโรคประสาท ทุกครั้งที่พูดถึง

นักร้องนักดนตรีจะโกรธจัด แล้วตำหนิบุษบาบัณอย่างรุนแรง โดยใช้

คำพูดที่ทำให้เจ็บปวดจนบางครั้งเธอต้องแอบร้องไห้ด้วยความน้อยใจ

“แม่ หยุดพูดเถอะ”

“ไม่หยุด ฉันจะพูดให้มันแทรกซึมเข้าไปในสมองของแก ฉันกลัว

ว่าถ้าแกขืนคบกับผู้ชายพวกนั้น สักวันแกจะท้องโต หาพ่อเด็กไม่ได้ แล้ว

น้ำตาจะเช็ดหัวเข่า”

“มันจะไม่มีวันนั้นแน่ แม่คะ บุษบาอยากรู้ว่าทำไมแม่ถึงได้จง

เกลียดจงชังพวกนักร้องนักดนตรีนัก”

“แกไม่ต้องมาถามฉัน เป็นลูกประสาอะไรเถียงแม่ฉอดๆ ไม่มีความ

เกรงกลัวกันบ้างเลย โอ๊ย เหนื่อยใจจริงๆ”

บุษบาบัณอยากจะเถียงต่อว่ามารดาไม่มีเหตุผล ที่ห้ามเธอไม่ให้

คบกับนักร้องนักดนตรี ทั้งที่เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กเธอจำได้ว่าใบบัวเคยเปิด

ทั้งเพลงไทยและเพลงสากลเพราะๆ ให้ฟังบ่อยๆ กระทั่งเธอเริ่มเป็นสาว

ใบบัวกลับไม่ฟังเพลงอีกเลย

และด้วยความที่บุษบาบัณได้ฟังเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้เธอ

สามารถร้องตามได้ และกลายเป็นคนรักเสียงเพลง จนถึงขั้นแอบไป

ประกวดร้องเพลงในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยจนชนะ ได้ทั้งโล่ ใบประกาศ

เกียรติคุณ และเงินรางวัล

แต่เธอเอาโล่และใบประกาศเกียรติคุณซ่อนไว้อย่างมิดชิด กลัวว่า

ถ้าใบบัวเห็นจะต้องโกรธจัด แล้วทำลายรางวัลอันทรงคุณค่าเหล่านั้น

หญิงสาวอยากรู้ว่าอะไรทำให้ใบบัวเกลียดผู้ที่มีอาชีพเป็นนักร้อง

นักดนตรีนัก แต่ทุกครั้งที่ถามก็จะถูกด่าว่าจนต้องร้องไห้ เหมือนวันนี้ที่

เธอพลาดให้ปั้นมาส่ง ทำให้เกิดเรื่องจนได้ ไม่รู้ว่าปั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

รุ่งเช้าบุษบาบัณมาทำงานที่สถาบันสอนดนตรีด้วยความรู้สึก

ไม่ค่อยสบายใจ เธอไม่อยากเจอหน้าปั้น กลัวเขาโกรธเรื่องที่มารดาของ

เธอไล่ตะเพิดอย่างไร้มารยาท เธอจึงพยายามเลี่ยง ถ้าเห็นปั้นอยู่ตรงไหน

ก็จะเดินหนี ต่างจากปั้นที่ตามติด เมื่อสบโอกาสจึงเข้ามาหา ทักทายด้วย

น้ำเสียงปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“วันนี้ลูกศิษย์มาเรียนเยอะไหม”

ปั้นร่าเริงเสียจนบุษบาบัณรู้สึกผิดที่พยายามหลบหน้าเขา และ

ไม่ได้ขอโทษต่อสิ่งที่มารดาทำ

“พอสมควร ปั้น เรื่องเมื่อวาน...” หญิงสาวพูดยังไม่ทันจบ ปั้นรีบ

โบกมือไปมา หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“ไม่เป็นไร เราไม่เก็บมาคิดหรอก เข้าใจคนเป็นแม่ว่าต้องหวงลูก

เป็นธรรมดา โดยเฉพาะลูกสาวที่สวยอย่างนี้”

“แต่แม่ก็ทำเกินไป ขอโทษนะ”

หญิงสาวยกมือไหว้เพื่อนร่วมงาน สีหน้ารู้สึกผิดเต็มที่ ปั้นเห็นดังนั้น

ก็รีบจับปลายนิ้วสวยเอาไว้ รู้สึกพึงพอใจหญิงสาวไม่น้อย แต่ก็รู้ว่าโอกาส

ที่จะพัฒนาจากเพื่อนไปเป็นคนรักนั้นยากเต็มที เพราะเธอมีแม่ที่หวง

ลูกสาวมาก

“อย่าคิดมาก เล็กน้อยน่า”

“แม่จะโกรธมากทุกครั้งถ้ารู้ว่าเราไปข้องเกี่ยวกับพวกนักร้องหรือ

นักดนตรี ซึ่งเราเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้”

“หือ ขนาดนั้นเลยหรือ แล้วที่บุษบามาทำงานเป็นครูสอนร้องเพลง

ที่นี่ล่ะ แม่ว่าไง”

“แม่ไม่รู้ว่าเราเป็นครูสอนร้องเพลง ถ้ารู้ละก็ ปั้นเอ๊ย เราคงต้องหา

งานใหม่ทำแน่ๆ กลุ้มใจจังเลย ไม่รู้จะทำยังไง รู้สึกบาปในใจที่หลอกแม่

ว่าทำงานเป็นฝ่ายศิลป์ ดีนะที่ฝ่ายศิลป์ไม่ต้องใส่ชุดยูนิฟอร์มของห้าง”

“เอาน่า อย่างไรแม่ก็คือแม่ เราต้องเชื่อฟัง สักวันแม่คงเข้าใจ สู้ๆ”

ชายหนุ่มตบไหล่หญิงสาวเบาๆ หลังจากพูดให้กำลังใจด้วยใบหน้า

ยิ้มๆ ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เธอรู้สึกสงสารปั้นที่ถูกใบบัวไล่อย่างน่า

เกลียดเมื่อวาน ถ้าเป็นคนอื่นเจออย่างนี้คงขวัญหนีดีฝ่อ และเลิกคบหา

กันไปเลย

 

ก่อนสอนเด็กในช่วงบ่าย บุษบาบัณปลีกตัวมารับประทาน

อาหารเพียงลำพัง และถือโอกาสแวะส่วนที่เป็นพลาซา ดูเสื้อผ้าผู้หญิงที่

เธอหมายตาเอาไว้แล้วตัวหนึ่ง ตั้งใจว่าถ้าเงินเดือนออกจะซื้อไปให้มารดา

เพราะเห็นว่าใส่แต่เสื้อผ้าเก่าๆ

แม้งานที่ทำได้เงินเดือนไม่มากนัก แต่เธอก็อยากตอบแทนผู้เป็น

มารดาบ้าง ทันทีที่เข้ามาในร้าน จึงตรงไปยังเสื้อตัวนั้น สัมผัสเนื้อผ้านิ่ม

สีสวยสบายตา เมื่อพลิกดูราคาเห็นว่าพอที่จะซื้อได้โดยไม่เดือดร้อน แต่

ก็ต้องรอให้ถึงสิ้นเดือนก่อน จึงขอจองกับคนขายเอาไว้

“พี่คะ หนูขอจองเสื้อตัวนี้เอาไว้ก่อนนะคะ สิ้นเดือนจะมาซื้อค่ะ”

“ได้เลยค่ะ คุณน้องขา ลายนี้ สีนี้ยังมีอีกสองตัว พี่จะเก็บไว้ให้

นะคะ”

คนขายหญิงวัยกลางคน แต่งตัวดีรีบเอาเสื้อตัวที่เหมือนกันออกมา

จากตู้เก็บ แล้วโชว์ให้ดู บุษบาบัณยกมือไหว้ขอบคุณเสียงหวาน

“ขอบคุณจริงๆ ค่ะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ อ้อ เชิญค่ะ เลือกดูตามใจชอบนะคะ มีหลายแบบ

หลายแนวค่ะ”

                คนขายหันไปต้อนรับลูกค้าสองแม่ลูกที่กำลังเมียงมองอยู่หน้าร้าน

บุษบาบัณหันตามไปแล้วส่งเสียงทักทายเด็กหญิงวัยเก้าขวบ หน้าตาน่ารัก

“สวัสดีค่ะน้องยะหยา สวัสดีค่ะคุณแม่”

หญิงสาวยกมือสวัสดีมารดาของเด็กหญิงซึ่งเป็นลูกศิษย์ตัวน้อย

ของเธอทันที

“สวัสดีค่ะ คุณครูบุษบา”

“สวัสดีค่ะคุณครู ซื้อเสื้อหรือคะ พี่ก็กำลังจะมาดูเหมือนกัน เห็น

ว่ายังไม่ถึงเวลาที่ยะหยาจะเข้าเรียนก็เลยแวะสักหน่อย ตามประสาผู้หญิง

เห็นของสวยๆ งามๆ ก็อดไม่ได้”

มารดาของเด็กหญิงยะหยาเป็นคนพูดเสียงดัง ผู้คนที่กำลังเดินผ่าน

หน้าร้านจึงพากันหันมามอง รวมทั้งร้อยตำรวจเอกจอมจักร จรัสแจ้ง ที่

ถึงกับชะงักร่างสูงบึกบึนเมื่อเห็นบุษบาบัณยิ้มให้เด็กหญิงตัวน้อย ใบหน้า

สวยเฉี่ยว สดใส ไร้เครื่องสำอางดึงดูดใจผู้กองหนุ่ม รับรู้ถึงจังหวะการเต้น

ของหัวใจที่แรงขึ้น

เขาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ในชีวิตตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่มกระทั่งอายุ

ยี่สิบแปดปี ไม่เคยรู้สึกพิเศษกับผู้หญิงคนไหนเท่ากับเธอ ด้วยอยากรู้ว่า

เธอเป็นใคร สอนอยู่ที่โรงเรียนไหน เขาจึงแกล้งยืนหันหลังให้ และพยายาม

เงี่ยหูฟังการสนทนาของคนทั้งสาม

“มาดูเสื้อให้แม่ค่ะ” นอกจากสวยแล้วเสียงของบุษบาบัณยังหวาน

ชวนให้ชายหนุ่มหลงรักทันที

“น่ารักจังเลยค่ะ” มารดาของเด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยชม ก่อนพากัน

เดินดูเสื้อผ้าในร้านอีกพักใหญ่

“อ้าว บ่ายโมงแล้ว คุณครูคะ พี่ขอตัวพาน้องยะหยาไปส่งที่

ห้องเรียนก่อนนะคะ”

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราไปพร้อมกันเลยก็ได้ค่ะ น้องยะหยาขา วันนี้

เราต่อเพลงใหม่กันนะคะ”

 

                (โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (96 รายการ)

www.batorastore.com © 2021