มนตร์รักน้ำพริกหนุ่ม (นวนิยายชุด เดชพ่อตา) (ลิซ)

มนตร์รักน้ำพริกหนุ่ม (นวนิยายชุด เดชพ่อตา) (ลิซ)

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786160016747
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 260.00 บาท 169.00 บาท
ประหยัด: 91.00 บาท ( 35.00% )

เนื้อหาบางส่วน

“ไม่ว่าใครจะว่ายังไง ใหม่ก็จะไป!”

เสียงเกรี้ยวกราดดังมาจากปากของหญิงสาวผู้หนึ่งที่นั่งหน้างออยู่

ที่โต๊ะอาหารภายในบ้านซึ่งมีกลิ่นอายล้านนาเจืออยู่จางๆ

บ้านสองชั้นรูปทรงแปลกตาสำหรับคนในบางยี่สุ่น หากมองจาก

ประตูใหญ่ของบ้านนางสิบสองจะตั้งอยู่ทางซ้ายมือ การที่บ้านหลังนี้เป็น

เรือนไทยสไตล์ล้านนาประยุกต์เพราะภรรยาคนที่สามของพลตรีสันติสุข

ศรีบ้านทุ่ง เป็นสาวชาวแพร่ คุ้นเคยกับบ้านทรงล้านนามาตั้งแต่เกิด เมื่อ

เธอยอมตามมาอยู่ที่บางยี่สุ่น สามีซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพ่อตาจึงจงใจ

สร้างบ้านหลังนี้เพื่อประกาศให้พ่อของเธอทราบว่า เขารักเธอมากขนาด

ไหน

แต่ดูเหมือนว่าไม่ว่าสามีจะแสดงท่าทางเอาใจใส่ภรรยาเพียงไร

หรือรักเธอมากมายแค่ไหน เขาก็ยังคงเข้าหน้าพ่อตาไม่ติดมาตลอดระยะ

เวลายี่สิบสี่ปี ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะวีรกรรมสมัยหนุ่มๆ ของเขานั่นเอง

เพราะความที่เป็นคนรูปหล่อ คารมดี สันติสุขจึงก่อวีรกรรมมีภรรยา

ทีเดียวถึงห้าคน ช่วงแรกๆ ไม่มีภรรยาคนใดจับได้ไล่ทัน แต่เมื่อเกิด

เหตุร้ายขึ้นกับเขาจนถูกส่งเข้าโรงพยาบาลด่วน ปราณีซึ่งไม่เคยรู้ตัวเลยว่า

ตกเป็นภรรยาคนที่สามของสามีก็จูงชวัลลูกชายวัย 7 ขวบ และแบกท้อง

ซึ่งมีวรรษชลลูกสาวที่ยังไม่คลอดมาหาสามีถึงบางยี่สุ่น

ไม่มีใครคาดว่าความรักและความเป็นห่วงสามีจะทำให้ผู้หญิง

ทั้งห้าคนซ่งึ รบี มายงั โรงพยาบาลในวนั น้นั ต้องเจ็บช้ำ ไปตามๆ กันเมอื่ ได้รู้

ว่า...ตนเองไม่ใช่ภรรยาเพียงคนเดียวของเขา

หลังจากรู้เรื่อง ปราณีซึ่งเป็นภรรยาคนที่สาม แต่หากนับตามอายุ

เธอเด็กที่สุดก็ทำได้เพียงกอดลูกชายร้องไห้ ขณะมองสามีที่เจ็บหนักเพราะ

ถูกเมียคนที่สองอย่างมะเฟืองยิงด้วยความเจ็บช้ำ

แต่เจ็บใจแล้วอย่างไร ในเมื่อมีลูกเต้าด้วยกันแล้วเธอก็จำต้องทน

ด้วยถูกเลี้ยงดูมาแบบโบราณ จึงถือนักเรื่องรักใครแล้วก็ต้องรักไปตลอด

ชีวิต เธอเคยสาบานรักกับสามีต่อหน้าพระธาตุช่อแฮแล้วว่าตลอดชาตินี้

ไม่ว่าจะยากดีมีจน ลำบากหรือสุขสบาย เธอก็จะไม่มีวันทอดทิ้งเขา

เธอรักเขาด้วยใจสัตย์ชื่อ รักมั่นคง แม้ท้ายจะรู้ว่าเขาหลอกลวง

และไม่เคยซื่อสัตย์เลยแม้แต่น้อย เธอก็ยังคงมั่นในรักอยู่นั่นเอง

ปราณียอมหอบลูกหนีพ่อมาอยู่กับสามีที่บางยี่สุ่นร่วมกับภรรยา

คนอื่นๆ ซึ่งเขาไปตามง้องอนให้มาอยู่ด้วยกัน แม้ว่าทุกอย่างจะไม่ได้เป็น

อย่างที่คิด และต้องแบ่งสามีให้แก่ผู้หญิงคนอื่น แต่เพราะอยู่ด้วยกัน

ด้วยความเข้าใจและให้อภัย ครอบครัวศรีบ้านทุ่งจึงกลายเป็นครอบครัว

ใหญ่ที่ใครเห็นต่างก็ริษยา เนื่องจากบรรดาเมียของพลตรีสันติสุขนั้น

รูปงาม นามเพราะ ลูกๆ ต่างก็หน้าตางดงามจนเป็นที่เลื่องลือ

ชื่อบ้านนางสิบสองได้มาก็เพราะลูกสาวทั้งสิบสองคนจากเมีย

ทั้งห้านี่แหละ

สันติสุขสร้างบ้านให้เมียทุกคนอย่างเท่าเทียมโดยยึดความพึงพอใจ

ของบรรดาเมียๆ เป็นหลัก บ้านซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านของปราณีเป็นบ้าน

ชั้นเดียว หลังเล็กกะทัดรัดของภรรยาคนสุดท้ายที่ชื่อตะวันฉาย ตัวแม่นั้น

น่ารักดี แต่ลูกสาวซึ่งชื่อตะวันวาดแก่นเฮี้ยวเป็นที่สุด ฤทธิ์เดชของเธอ

เลื่องลือกันไปไม่ใช่แค่เฉพาะภายในละแวกบ้าน แต่ดังกระฉ่อนไปทั่วทั้ง

ตำบนเลยทีเดียว เรียกว่าเจ้าวาดย่างกรายไปที่ไหน หนุ่มๆ เป็นต้องกระเจิง

ราวกับผึ้งแตกรัง ลูกสาวคนนี้จึงถูกใจพ่อยิ่งนัก เพราะเข้ากันได้เป็นปี่เป็น

ขลุ่ย

บ้านหลังถัดจากบ้านตะวันฉายคือบ้านของภรรยาคนที่สี่...ทอฝ้าย

บ้านนี้มีลูกสาว 3 คน แต่ละคนก็สวยระดับนางงามทั้งนั้น เนื่องจาก

สมัยก่อนคนเป็นแม่เคยเป็นนางงามมาก่อน และตอนนี้ก็เปิดร้านตัดเสื้อ

อยู่ก่อนถึงตลาด ลูกบ้านนี้จึงมีชื่อออกแนวผ้าๆ กันหมดตั้งแต่แพรจันทร์

ไหมแก้ว และมัดหมี่

เรือนไทยหลังใหญ่ซึ่งอยู่กึ่งกลางของที่ดินนั้นเป็นเรือนไม้เก่าแก่ของ

พ่อภรรยาคนแรก...ดาวเรือง จริงๆ ที่ดินซึ่งสร้างบ้านทั้งห้าหลังนี้เป็นของ

พ่อเธอ แต่เธอเป็นคนมีนิสัยโอบอ้อมอารี ใจกว้างจึงไม่เคยรังเกียจรังงอน

ภรรยาคนอื่นๆ ของสามี และหันหน้าเข้าวัดปฏิบัติธรรม เรือนใหญ่นั้น

มีลูกสาวสามคนคือ มิรันตี มิลิน และเมรียา ทว่ามิลินบุญน้อย เสียชีวิต

ไปนานแล้ว

สุดท้ายเรือนไทยอีกหลังซึ่งอยู่ติดกับบ้านสไตล์ล้านนาเป็นของ

ภรรยาคนที่สอง...มะเฟือง หรือที่ใครๆ ต่างก็เรียกกันด้วยความเคารพว่า

แม่เฟื่อง เมียคนนี้ของสันติสุขจัดอยู่ในขั้นสุดคือ เผ็ด สวย ดุ จนกระทั่ง

สามียังกลัวเกรง บ้านนี้มีลูกสาวสามคน มะนาว มะปราง และมะตูม

เมียทั้งห้าสมัครสมานสามัคคี ด้วยเข้าใจกันดีว่าทุกคนล้วนแต่ไม่ได้

ต้องการจะแย่งสามีใคร แต่สามีของพวกเธอต่างหากที่มีหัวใจกว้างขวาง

เกินผู้ชายคนอื่น จึงมีเมียได้ทีเดียวถึงห้าคน เมื่อปลงได้ รับได้แล้ว

บ้านนางสิบสองจึงเหมือนชุมชนย่อมๆ ที่เต็มไปด้วยผู้หญิง คอยช่วยเหลือ

คอยดูแลกันอย่างเอื้อเฟื้อ ไม่เคยมีสักครั้งที่บรรดาเมียๆ จะออกอาการ

ริษยาหรือไม่ถูกกัน...นับว่าเป็นบุญของพลตรีสันติสุขจริงๆ ที่รวบรวมเมีย

ซึ่งมีน้ำใจประเสริฐแบบนี้เอาไว้ในครอบครองได้

บ้านหลังอื่นนอกจากบ้านของเจ้าตัวแสบตะวันวาดแล้วก็มักจะอยู่

กันเงียบๆ บรรดาแม่ดูแลลูกสาวของตนเองเป็นอย่างดี แต่สำหรับบ้านซึ่ง

อยู่ติดรั้วด้านหน้าทางซ้ายมือนี้จะแปลกกว่าบ้านหลังอื่นสักหน่อย ตรงที่

ผู้กุมอำนาจสิทธิ์ขาดภายในบ้านกลับเป็นลูกสาวคนเล็กนามนวพรรษ

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะปราณีเป็นคนใจเย็นใจดี เอะอะอะไรก็เอาแต่

ยิ้ม เอาแต่บอกว่าไม่เป็นไร ทุกคนในบ้านนางสิบสองจึงรักเธอที่สุด ส่วน

วรรษชลลูกสาวคนโตก็เหมือนแม่ไม่มีผิดเพี้ยน และเป็นเพราะคนทั้งสอง

เป็นคนอ่อนโยนและใจเย็น นวพรรษจึงกลายเป็นคนเอาแต่ใจ เอาเปรียบ

แม่และพี่สาวตนเองโดยไม่เคยรู้สึกผิด

คืนนี้ใบหน้าของคนซึ่งเป็นใหญ่ที่สุดในบ้านบูดบึ้ง ทว่าไม่อาจ

ทำลายความงามของหญิงสาวไปได้

ลูกสาวคนเล็กของคุณปราณีได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นหนึ่งใน

ลูกสาวที่สวยที่สุดของบ้านนางสิบสอง นวพรรษอาจเป็นรองแค่มิรันตีที่มี

มงกุฎจากการประกวดนางงามหลายเวที หลายสมัยเป็นเครื่องการันตี

ความงามเท่านั้น

แต่ถ้าจะถามถึงความเห็นส่วนตัวของนวพรรษที่ไม่ค่อยถูกชะตากับ

มิรันตีเท่าใดนัก เธอมักจะพูดทั้งต่อหน้าและลับหลังพี่สาวคนโตเสมอว่า

‘ถ้าเมื่อสิบปีก่อนใหม่ขึ้นเวทีประกวดได้ละก็ พี่รันก็อย่าหวังเลยว่า

จะได้มงกุฎ’

เพราะมั่นใจในตัวเองมาก แถมยังกล้าพูด กล้ามีเรื่อง ทั้งสองจึง

มักปะทะคารมเรื่องใครสวยกว่าใครอยู่เป็นประจำโดยไม่มีใครยอมใคร

ดีที่ช่วงสี่ปีหลังนวพรรษไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ คนบ้าน

นางสิบสองจึงไม่ต้องรำคาญหูเพราะคนหลงตัวเองทั้งสอง

“ได้ยินไหม ใหม่บอกว่าใหม่จะไป!”

เมื่อแม่และพี่สาวยังนิ่งและกินข้าวเย็นต่อไปโดยไม่ได้ตอบหรือ

แสดงท่าทีอะไร คนเอาแต่ใจจึงส่งเสียงเกรี้ยวกราดออกมาอีกหน แถมยัง

กระแทกช้อนส้อมลงกับจานอีกด้วย

วรรษชลเงยหน้ามองน้องสาวด้วยสายตาเรียบเฉย ในขณะที่ลูกสาว

บ้านนี้คนหนึ่งเหมือนไฟ อีกคนกลับเหมือนน้ำ ยิ่งนวพรรษเอาแต่ใจมาก

เท่าไหร่ พี่สาวก็จะนิ่งและสุขุมมากขึ้นเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ...ไม่มีใคร

สามารถรับมือกับความเอาแต่ใจของอีกฝ่ายดีเท่าพี่สาวคนนี้น่ะสิ

ไฟ...ต้องดับด้วยน้ำ โดยเฉพาะกับคนใจร้อนยิ่งต้องเย็นใส่

“พี่ได้ยินแล้ว” รอจนน้องสาวกระทืบเท้าหลายครั้งใส่วรรษชลจึง

ยอมตอบ หญิงสาวมองหน้าแม่แล้วส่งสายตาบอกท่านว่า

‘เดี๋ยวฝนจัดการเองค่ะ’

“ได้ยินแล้วรับรู้รึเปล่า!” เสียงน้องสาวยังดังแว้ดๆ เพราะอารมณ์

ขึ้น แต่พี่สาวกลับนิ่งเฉยเหมือนไม่รู้สึกรู้สา

“รับรู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใหม่บอกเมื่ออาทิตย์ก่อนแล้ว”

“แล้วไง” น้องสาวตบโต๊ะถาม “ใหม่จะไปนะ วันมะรืนใหม่จะไป

เที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อน”

“พี่กับแม่ก็บอกหลายครั้งแล้วว่าอยากไปก็ไป แต่ต้องไปขอพ่อ

ก่อน”

นวพรรษร้องวี้ดขึ้นมาเพราะความขัดใจ เธอกระแทกตัวขึ้นลงบน

เก้าอี้จนวรรษชลนึกขันท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงแบบเด็กๆ ของน้องสาว

“พ่อไม่มีวันยอมหรอก พ่อใจร้าย” มือทั้งสองของเด็กเอาแต่ใจ

ทุบโต๊ะ ก่อนมองพี่สาวและแม่ที่...กินข้าวต่อโดยไม่สนใจอาการโวยวาย

ของเธอเลย

นวพรรษทุบโต๊ะอีกครั้งเพื่อเรียกความสนใจจากคนทั้งสอง “ไม่มี

ใครช่วยใหม่เลย ไม่มีใครรักใหม่ ใจร้าย ใจร้ายกันทุกคนเลย คอยดูนะ

ถ้าใหม่ไม่ได้ไปเที่ยว ใหม่จะอาละวาดให้บ้านพังเลย”

ได้ยินคำขู่แล้ววรรษชลก็ถอนหายใจ เธอวางช้อนส้อมลงแล้วพูด

กับน้องสาว “พี่กับแม่บอกแล้วว่าพวกเราไม่มีปัญหา ถ้าใหม่อยากจะไป

เที่ยวก็ไปสิ แต่ต้องไปขอพ่อเอง ในเมื่อใหม่ไม่กล้าไปขอพ่อ แล้วจะมา

อาละวาดอะไรกับพวกเรา ใหม่ไม่มีเหตุผล” เธอพูดยาว “โตสักทีเถอะ

อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ”

โต๊ะกินข้าวที่น่าสงสารถูกทุบถี่ๆ อีกหลายครั้ง มือเธอเจ็บไปหมด

แต่อารมณ์โกรธเพราะไม่ได้ดั่งใจกลับไม่ลดลงเลย

“ใหม่ขอให้พี่ฝนกับแม่ช่วย ทำไมไม่ช่วย”

หัวคิ้วคนเป็นพี่ขมวด

“สิ่งที่ใหม่ขอคือให้พี่กับแม่ช่วยใหม่โกหก ใหม่จะให้แม่กับพี่ทำบาป

โดยที่เราไม่ต้องการได้ยังไง”

“โอ๊ย! แม่แก่” น้องสาวว่า “แค่โกหกนิดหน่อยจะบาปแค่ไหน

กันเชียว”

“ไม่ว่าจะบาปเล็กหรือบาปใหญ่ก็ขึ้นชื่อว่าบาป พี่กับแม่ไม่คิดจะ

ทำทั้งนั้น ใหม่ควรจะรับรู้ได้แล้วนะว่าใหม่ไร้เหตุผล ทำตัวเป็นเด็กมาก”

เมอื่ พสี่ าวเรมิ่ สงั่ สอน นวพรรษกล็ กุ พรวดพราดขนึ้ เธอปัดจานข้าว

ตรงหน้าลงจากโต๊ะ จานกระเบื้องแตกละเอียด ข้าวเม็ดขาวสวยกระเด็น

เลอะพื้น

หญิงสาวเรียกน้ำตาให้ขึ้นมาคลอที่สองตาได้อย่างง่ายดาย บทจะ

ต้องการอะไรขึ้นมา เธอก็ทำทุกอย่างได้ทั้งนั้น และเมื่อต้องการ ไม่มีครั้ง

ไหนที่จะไม่ได้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เธอต้องได้ไปเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อนๆ เพื่อ

เป็นการฉลองเรียนจบ!

 

เมื่อแผนอาละวาดใช้ไม่ได้ผล นวพรรษก็เปลี่ยนมาใช้แผน

เจ็บตัวแทน เช้าวันรุ่งขึ้นเธอไม่ยอมลุกขึ้นจากเตียง ไม่ยอมกินข้าว ไม่ดื่ม

น้ำด้วย

วันแรกปราณียังคงนิ่งได้ตามคำสั่งลูกสาวคนโต แต่พอขึ้นวันที่สอง

แล้วลูกรักยังดื้อรั้นเอาแต่ใจอยู่ น้ำตาของคนเป็นแม่ก็เอ่อคลอ และทันที

ที่วรรษชลเห็นแววตาของแม่ เธอก็รู้ว่าน้องสาวชนะอีกตามเคย

นี่เธอกับแม่เลี้ยงน้องมาผิดวิธีใช่หรือไม่ เมื่อยอมหนหนึ่งก็ต้องยอม

ตลอดไปอย่างนั้นหรือ

            คิดแล้วหญิงสาวก็ถอนหายใจก่อนบอกแม่ว่า “ค่ะฝนจะไปพูดกับ

พ่อเอง”

คนเคยทำงาน เมื่อเกษียณอายุราชการแล้วก็มักจะเหงา ดังนั้น

พลตรีสันติสุขจึงสรรหางานอดิเรกมากมายมาทำเพื่อไม่ให้ช่วงเวลาใน

แต่ละวันของเขาว่างเปล่าและขาดสีสัน

บางวันเขาก็ลงสวน ดูผลหมากรากไม้ที่บางต้นปลูกขึ้นมาด้วยมือ

ของตนเอง บางวันแดดร้อนก็นั่งส่องพระอ่านหนังสือพระเครื่องพระบูชา

หรือไม่ก็นั่งขัดปืนประกอบปืนเล่น

แต่ในวัย 64 ปี เลือดนักสู้ของท่านนายพลยังแรงนัก ดังนั้นงาน

อดิเรกอีกอย่างที่ท่านชอบมากเข้าขั้นคลั่งไคล้เลยก็คือ...การชนไก่

เรือนนักสู้ของท่านนายพลตั้งอยู่ด้านซ้ายมือเรือนใหญ่ เรียกว่า

เมื่อใดที่คิดถึงไก่ สันติสุขก็สามารถลงมาพูดคุยกับบรรดาลูกๆ ของท่าน

ได้ทันที

ลูกรักของสันติสุขมีหลายตัว แต่ละตัวก็ล้วนเก่งกาจ นิลพยัคฆ์

โสภัคพิฆาต และองอาจชาญชัย ขึ้นสังเวียนไหนไม่เคยแพ้ รูปทรงได้

ลักษณะไก่ชนพระนเรศวร สนนราคาแต่ละตัวน่ะหรือ...เรือนแสน

ในเวลาแดดร่มลมตกเช่นนี้ เกือบทุกวันท่านนายพลซึ่งชอบสวม

เสื้อตาหมากรุกและคาดผ้าขาวม้าที่พุงจะลงจากเรือนใหญ่มาดูแลไก่

ของท่าน วันนี้ก็เช่นกัน

วรรษชลมองเห็นพ่อแต่ไกล ท่านกำลังเอาน้ำลูบขนให้นิลพยัคฆ์

ลูกชายตัวโปรด สีหน้าพ่อแช่มชื่น เสียงพูดก็หวานราวกับกำลังออดอ้อน

บรรดาเมียๆ

“ว่าไงหนูนิลพยัคฆ์ลูกพ่อ พ่ออาบน้ำให้สบายตัวไหมลูก”

หลังอาบน้ำเรียบร้อยท่านนายพลก็ใช้ผ้าเช็ดตัวยี่ห้อแพงจาก

ฝรั่งเศสเช็ดตามตัวให้ลูกรัก พร้อมจัดแต่งขนให้หล่อเหลา เพราะมัวแต่ให้

ความสนใจกับลูกชายเช่นนี้ กว่าสันติสุขจะรู้ว่าลูกสาวเดินเข้ามาหา เธอ

ก็เดินมาถึงตัวท่านแล้ว

“อ้าว! ฝน ว่าไงลูก มีอะไรถึงมาหาพ่อถึงนี่ได้”

วรรษชลนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวยาวข้างๆ พ่อ ที่เธอเลือกมาพูดกับพ่อ

ตอนนี้ก็เพราะเห็นว่าท่านกำลังมีความสุข และในมือก็อุ้มลูกชายเอาไว้

เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านคงจะไม่อาละวาดใส่เธอ...ใช่ไหม

“ฝนมาขออนุญาตพ่อพาแม่กับน้องไปเยี่ยมตากับยายที่แพร่ค่ะ”

“อ้อ เหรอ จะไปเหรอ ไปสิไป อยากซื้ออะไรไปฝากตากับยายหรือ

อยากได้คำขนมรึเปล่า” พ่อซึ่งเห็นลูกเป็นเด็กน้อยเสมอเอ่ยอย่างใจดีก่อน

จะขมวดคิ้วแล้วถาม “แต่เอ๊ะ เมื่อกี้ฝนบอกว่าใหม่ก็จะไปด้วยเหรอลูก เออ

แปลกนะ ปกติใหม่ไม่ค่อยชอบไปหาตากับยายนี่”

พ่อของเธอไม่ใช่คนฉลาดน้อย อีกทั้งถ้าเป็นเรื่องของลูกๆ ทุกคน

ท่านจดจำได้ละเอียดยิบ ดังนั้นหากคิดจะหลอกพ่อ ขอบอกเลยว่า...ยาก

เมื่อรู้เช่นนี้วรรษชลจึงเตรียมใจมาแล้วที่จะพูดความจริง เธอถอน

หายใจก่อนบอกพ่อว่า “จริงๆ แล้วใหม่ไม่ได้อยากไปหาตากับยายหรอก

ค่ะ ใหม่ตั้งใจจะแวะไปแพร่ก่อน แล้วค่อยขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่กับพวก

เพื่อนๆ ต่างหาก”

พลตรีสันติสุขหัวร่อลงลูกคอ “เห็นไหมล่ะ พ่อว่าแล้ว มันต้องมี

อะไรแอบแฝง จะไปเที่ยวกันต่องั้นเหรอ...” ผู้เป็นพ่อพยักหน้าก่อนถาม

“จะให้พ่อเพิ่มเงินค่าขนมให้ไหม”

แม้ใครจะว่าพ่อเข้มงวดจนเกินพอดี หวงลูกสาวจนเข้าขั้นน่าเป็น

ห่วง แต่สำหรับวรรษชลแล้ว การที่พ่อเป็นเช่นนี้ก็เพราะท่านรักลูกๆ มาก

นั่นเอง

หญิงสาวไม่เคยรู้สึกอึดอันกับกฎเกณฑ์มากมายที่พ่อขีดเส้นเอาไว้

(โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (96 รายการ)

www.batorastore.com © 2021