PS4: TALES OF ZESTIRIA (Z-3)(ENG)

PS4: TALES OF ZESTIRIA (Z-3)(ENG)

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 8885011011519
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 1,490.00 บาท

รีวิวจากฝ่ายบรรณาธิการ


รีวิวเกมส์ PS4: Tales of Zestiria
เปิดตำนาน นักพรตผู้ออกเดินทางกอบกู้โลก





ภาคฉลองครบรอบ 20ปี ของซีรี่ส์เกม Tale of”



และแล้วซีรีส์ “Tales of” หนึ่งในเกม RPG ชื่อดังของญี่ปุ่นก็ได้ดำเนินมาถึง 20ปีแล้ว และเนื่องในโอกาสครบรอบ 20ปีนี้ ทางทีม “Namco Tales Studio” จึงได้เฉลิมฉลองด้วยการทำเกมภาคใหม่ของซีรีส์ ที่จะพาคุณไปพบกับการเดินทางเพื่อกอบกู้โลก โดยแบกรับชะตากรรมเบื้องหน้าที่ต้องเผชิญเอาไว้ ใน “Tales of Zestiria”

 



ตำนานของนักพรตผู้กอบกู้โลกจากความมืดอันชั่วร้าย



เมื่อโลกถูกความมืดมิดกลืนกิน นักพรตจะปรากฏตัวออกมาช่วยปัดเป่าความมืดและนำแสงสว่างกลับมา แต่เมื่อผู้คนได้พบกับความสงบสุข นักพรตจะหายตัวไปยังช่วงเวลาของยุคสมัยที่ดำเนินผ่านไป และค่อยๆ กลายเป็นตำนานเล่าขานของผู้คนสืบมา จนกระทั่งความมืดมิดได้หวนกลับคืนสู่โลกที่ล่วงเลยมาเนิ่นนานอีกครั้ง เมื่อนั้นนักพรตผู้เป็นตำนานจะถูกกล่าวขานขึ้นมา ซึ่งนี่คือปฐมบทส่วนหนึ่งของเกม “Tales of Zestiria”

 



ตัวเอกของเกม ผู้อยากผจญภัยออกเดินทางปกป้องโลก



“Sorey” เด็กหนุ่มผู้เป็นตัวเอกของเกม ได้ถูกชนเผ่า “ชาวสวรรค์” นำมาเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กๆ จากการที่เขาถูกทิ้งเอาไว้ในส่วนลึกของป่าของชาวสวรรค์เมื่อครั้งยังเป็นเด็กแบเบาะ ด้วยความที่เขามีพลังวิญญาณอยู่อย่างแรงกล้า ทำให้ Sorey สามารถมองเห็นชาวสวรรค์ที่คนปกติไม่สามารถมองเห็น และได้อาศัยอยู่กับผู้เฒ่าที่เขาเรียกว่าปู่ แต่ Sorey นั้นได้ถูกผู้เฒ่าห้ามไม่ให้ออกไปจากหมู่บ้านของชาวสวรรค์แห่งนี้ เนื่องด้วยพลังวิญญาณที่มีในตัว จึงอาจจะทำให้เขาตกเป็นเหยื่อของเหล่าปีศาจร้ายจากความมืดที่ถูกเรียกว่า “Hyouma” ได้ Sorey จึงได้เติบโตอยู่ในหมู่บ้านของชาวสวรรค์แห่งนี้ โดยไม่รู้เรื่องราวของโลกภายนอก พร้อมกับเพื่อนสนิทอย่าง “Mikleo” เด็กหนุ่มชาวสวรรค์ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และเติบโตมาอย่างใกล้ชิดจนสนิทสนมรู้ใจกันมากที่สุด
 



เด็กหนุ่มชาวมนุษย์และชาวสวรรค์ที่เติบโตมาด้วยกัน



แต่ถึงแม้จะถูกสั่งห้ามออกไปจากหมู่บ้าน Sorey กลับยังคงใฝ่ฝันที่จะได้ออกไปผจญภัยยังโลกภายนอกมาตลอด ซึ่งความคิดนี้ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน จากการที่เขาได้อ่านเรื่องราวของบันทึกตำนานสวรรค์ซ้ำแล้วซ่ำเล่า ซึ่งในตำนานนั้นมีเรื่องราวของนักพรตผู้ปัดเป่าความมืดมิดถูกเล่าขานเอาไว้อยู่ด้วย ทำให้ Sorey อยากจะเป็นแบบนั้น และเริ่มหลงใหลในการสำรวจโบราณสถานใกล้หมู่บ้าน เพื่อค้นหาเรื่องราวใหม่ๆ ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลและเขายังไม่ล่วงรู้ จนกระทั่งวันหนึ่ง Sorey กับ Mikleo ได้พบและช่วยเหลือ “Alisha Diphda” เด็กสาวที่เดินทางออกมาจากเมืองด้วยเหตุบางอย่าง ก่อนที่ Sorey จะต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวของสงคราม และพบว่าความมืดได้เริ่มกลับมากลืนกินโลกมากขึ้นอีกครั้ง จนทำให้ “Hyouma” ได้เริ่มรุกรานมาถึงหมู่บ้านอันศักสิทธิ์แห่งนี้ แม้ในยามนี้จะยังไม่มีวี่แววของนักพรตในตำนาน แต่ Sorey ก็ได้ตัดสินใจออกเดินทางสู่โลกกว้าง เพื่อสืบสานการเป็นนักพรตในตำนาน เพื่อขจัดความมืดมิดให้หมดสิ้นและนำแสงสว่างกลับคืนสู่ผู้คนบนโลก ด้วยการแบกรับโชคชะตามากมายที่เขาต้องเผชิญหลังจากนี้เอาไว้

 


”การต่อสู้ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที”



สำหรับเกมเพลย์ของ “Zestiria” นี้จะเปลี่ยนไปจากซีรีส์ “Tales of” ที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยที่ภาคนี้จะพัฒนาขึ้น โดยการที่ไม่มีการตัดเข้าฉากต่อสู้เวลาที่เจอมอนสเตอร์แล้ว แต่จะเป็นการต่อสู้กันแบบเรียลไทม์ในตอนที่เจอมอนสเตอร์ในตอนนั้น และตัดเข้าระบบต่อสู้ในเวลานั้นเลย แต่ในส่วนนี้จะยังคงมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะเนื่องจากฉากต่อสู้ไม่ได้เป็นการตัดไปฉากอื่น แต่เป็นการสู้กันในสถานที่ตรงนั้นเดี๋ยวนั้น และยังมีขอบเขตจำกัดพื้นที่การต่อสู้อยู่ ทำให้เกิดปัญหาติดมุมกล้องเวลาสู้ในสถานที่แคบๆ อย่างเช่นการสู้ในโบราณสถานหรือที่ที่ติดกำแพงภูเขาหรือในถ้ำ ทำให้มักจะเกิดปัญหาในมุมมองของผู้เล่นระหว่างที่เล่นไปตลอดแทบทั้งเกม

 



การต่อสู้กับ มังกร ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ



ส่วนระบบการเล่นก็ยังคงเป็นการโจมตีทำคอมโบและเลือกใช้สกิลที่มีได้เหมือนเดิม เมื่อตัวละครมีเลเวลที่เพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้ใช้ความสามารถใหม่ๆ ได้มากขึ้น และมีการใช้เกจ BG ที่สะสมมาในการต่อคอมโบ หรือรวมถึงการใช้ท่าไม้ตาย “Hi-ougi” ด้วย ในส่วนของอาวุธเอง ในภาคนี้ก็จะมีระบบการอัพเกรดสกิลของอาวุธด้วย ทำให้ถึงแม้ว่าจะเป็นอาวุธแบบเดียวกัน แต่ความสามารถที่ได้นั้นก็ไม่เหมือนกัน

 


การรวมร่างเทพ คามุย คือความสามารถของเกมในภาคนี้



และแน่นอนว่าซีรี่ย์ “Tales of” ย่อมเป็นเกมที่พยายามสรรหาลูกเล่นใหม่ๆให้แตกต่างกันมาตลอด และสำหรับลูกเล่นในภาค “Zestiria” นี้ก็คือระบบ “คามุย” หรือก็คือ “อาภรสวรรค์” นั่นเอง โดยระบบคามุยนี้จะเป็นการรวมร่างกับเทพเผ่าสวรรค์องค์อื่นๆ ในทีมที่ได้ทำพันธสัญญากันไว้ตามเนื้อเรื่อง และมีธาตุแตกต่างกันไป 4ธาตุ เมื่อรวมร่างคามุยกันแล้ว ค่าสถานะต่างๆ อย่างเช่นเลือด HP จะรวมกัน ซึ่งเราสามารถรวมหรือแยกร่างคามุยได้ง่ายๆ ด้วยการกด L1 ต่อเมื่อมีเกจ BG ถึงตามที่กำหนดไว้ เมื่อรวมคามุยแล้วรูปแบบการโจมตีก็จะเปลี่ยนไปตามอาวุธและท่าของธาตุนั้นๆ อีกทั้งถ้าหากเรา HP หมดในระหว่างเล่น แต่ยังมีเกจ BG เหลืออยู่มากพอ ระบบก็จะทำการคืนชีพให้ด้วยการรวมร่างคามุยได้แบบอัตโนมัติ ทำให้มีโอกาสที่จะกลับมาพลิกสถานการณ์ได้อีกครั้ง และเรายังสามารถเปลี่ยนเทพที่จะจับคู่คามุยกันได้ตลอดเวลาด้วย

 


โลกใบใหม่ ที่มีพื้นที่ให้วิ่งสำรวจได้อย่างกว้างขวาง



อีกอย่างหนึ่งที่ถูกพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมในภาคนี้ก็คือการมีพื้นที่ของโลกกว้างให้ได้วิ่งเล่นกันมากขึ้นกว่าเดิม แม้จะไม่ได้กว้างแบบยิ่งใหญ่อลังการเป็นเกมโอเพ่นเวิร์ล แต่แต่ละแม็พก็กว้างพอที่จะให้วิ่งกันจนเหนื่อยได้เลยเหมือนกัน และในแต่ละแม็พเองนอกจากจะมีกล่องไอเท็มให้ค้นหา ก็ยังมีส่วนของ Discovery และโบราณสถานซึ่งเป็นเหมือนดันเจี้ยนให้ได้ค้นหากันด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีตัวละคร “Alisha” หรือ “Rose” ที่จะคอยร่วมวิ่งไปกับเราในแผนที่ ซึ่งถ้าหากเราไปต่อไม่ถูก ก็สามารถมาคุยกับพวกเธอเพื่อดูว่าควรไปทางไหนหรือไปทำอะไรต่อได้

 



ระบบต่างๆที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับเกม ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน



นอกจากการคุยกับเพื่อนร่วมทางแล้ว ในระหว่างทางก็จะมีบทสนทนาต่างๆ ของแต่ละตัวละครขึ้นมาเป็นสีสันเป็นระยะๆ อีกทั้งเพื่อนร่วมทีมของเรายังสามารถช่วยทำหรือช่วยบอกสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในละแวกนั้นได้ ด้วยระบบ Support Talent เช่นการทำอาหาร การบอกไอเท็มที่อยู่ใกล้ๆ หรือการช่วยหา “โนรุมิน” ที่อยู่ใกล้ๆ โนรุมินแต่ละตัวก็จะมีความสามารถในการเพิ่มสถานะของเราต่างกันไป และจะมีประโยชน์กับระบบเมืองของเกม ซึ่งระบบเมืองที่ว่านี้ก็คือการการทำหนึ่งในซับอีเวนท์ของเกม โดยเป็นเนื้อเรื่องของเจ้าที่ หรือก็คือเทพอารักษ์ประจำเมือง ที่เราต้องไปพบกับเนื้อเรื่องของแต่ละคน และช่วยเหลือให้เทพอารักษ์กลับมาดูแลเมืองให้ได้
สำหรับสิ่งต่างๆ ที่มีให้ทำในเกม นอกจากการตามหาสิ่งต่างๆ รวมถึงการลงไปสำรวจดันเจี้ยนที่เป็นโบราณสถานแล้ว ก็ยังมีส่วนอื่นๆ ที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของเกมอย่างการมีลานประลอง หรือดันเจี้ยนลับที่มาพร้อมกับแขกรับเชิญเป็นตัวละครในภาคที่ผ่านมาก ซึ่งจะพบได้หลังเล่นจบเกมในรอบแรก ส่วนระบบการพูดคุยแบบ Skit Chat ที่เป็นเอกลักษณ์ของเกมก็ยังมีอยู่ รวมถึงระบบการแต่งตัว Attachments

 


โมเดลตัวละครที่สวยงามมากขึ้น พร้อมกับเพลงประกอบสุดอลังการ



ในส่วนของภาพที่ถูกปรับปรุงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดที่สุด น่าจะเป็นส่วนของโมชั่นและโมเดลตัวละครที่ดูมีรายละเอียดมากขึ้น และเคลื่อนไหวในฉากคัทซีนได้ดีกว่าเดิม ไม่ดูเคลื่อนไหวแบบแข็งๆ แปลกๆ เหมือนภาคก่อนหน้านี้มากนัก อีกทั้งฉากคัทซีนหลายๆ ฉากก็ยังมีการใช้ระบบเรียลไทม์ในการเล่าเรื่อง ทำให้สามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน และทำให้ตัวเกมดูดีขึ้นมาก ฉากคัทซีนอนิเมชั่นเองก็ยังคงความสวยด้วยฝีมือของทีม ufotable เช่นเคย ส่วนเพลงประกอบก็นับว่ามีเพลงที่ไพเราะและแสดงถึงความอลังการได้เป็นอย่างดี ถือเป็นจุดหนึ่งที่เป็นข้อดีของภาคนี้เลย

 



ระบบใหม่ที่อาจเป็นได้ทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของเกม



แม้เกมจะดูมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่หลายอย่าง แต่หากมองกันที่ภาพรวมแล้ว “Tales of Zestiria” อาจจะยังดูไม่สมศักดิ์ศรีกับการเป็นภาคที่เฉลิมฉลอง 20ปี ของซีรีส์เท่าไหร่นัก เนื่องด้วยรูปแบบการโจมตีด้วยการทำคอมโบนั้นค่อนข้างมีข้อจำกัด แม้แต่การเลือกสมาชิกในทีมลงไปต่อสู้ก็จำเป็นต้องมีการจับคู่กันระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าเทพชาวสวรรค์เพื่อรองรับระบบ คามุย ที่เป็นลูกเล่นของเกมภาคนี้ ทำให้การเลือกสมาชิกลงไปต่อสู้นั้นต้องมี เผ่ามนุษย์อย่างละ 2 คน และเผ่าเทพอย่างละ 2 คน ไม่สามารถที่จะใช้เผ่าเทพทั้งหมด 4 คน ได้ ซึ่งถ้าหากในตอนนั้นไม่มีเผ่ามนุษย์อยู่อีกคน ก็จะกลายเป็นว่าเผ่าเทพอีกคนไม่สามารถร่วมต่อสู้ได้ และจะกลายเป็นว่ามี เผ่ามนุษย์ 1คน และมีเผ่าเทพ 2คน แทน อีกทั้งระบบ คามุย นี้เอง ถึงจะดูแตกต่างและแปลกใหม่ แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีพอเท่าไหร่นัก เพราะรูปแบบการโจมตีของเทพแต่ละธาตุนั้นก็ไม่ได้มีคอมโบมากมายอะไร สุดท้ายแล้วก็จะวนใช้ท่าโจมตีกันอยู่แค่ไม่กี่ท่าเท่านั้นเอง

 



”อีกหนึ่งการเดินทางครั้งใหม่ ที่ได้เริ่มต้นขึ้น”



แต่ถ้าหากจะมองหาความสนุกในภาคนี้ก็คงเป็นเรื่องของบทบาทตัวละคร และเกมเพลย์แบบเดิมๆ ที่ไม่ได้แปลกใหม่อะไรนัก นอกจากจะยังคงความเป็นซีรีส์ “Tales of” อยู่เหมือนเดิมเท่านั้น หากว่าคุณเป็นผู้เล่นหน้าใหม่สำหรับซีรีส์นี้ นี่อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไหร่นักที่จะเริ่มต้นไปด้วยกัน เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างมากที่ต้องพยายามศึกษาและทำความเข้าใจไปกับตัวเกม ไหนจะระบบการพัฒนาสกิลให้กับอาวุธที่ค่อนข้างวุ่นวายซับซ้อน กับปัญหาเรื่องของ มุมกล้อง ที่ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดและสามารถพบเจอได้บ่อยๆ ในภาคนี้ แต่สำหรับผู้ที่เป็นแฟนของซีรีส์นี้อยู่แล้ว “Tales of Zestiria” ก็เป็นอีกภาคหนึ่งที่ยังคงให้ความสนุกในแบบของ“Tales of” เหมือนกับที่เคยสัมผัสมา
 


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (96 รายการ)

www.batorastore.com © 2017