PS4: Metal Gear Solid V PHANTOM PAIN DAY ONE EDITION (Z-2)

PS4: Metal Gear Solid V PHANTOM PAIN DAY ONE EDITION (Z-2)

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 4012927101384
ของหมด (ต้องการสินค้า)
ราคา: 1,190.00 บาท

รีวิวจากฝ่ายบรรณาธิการ

รีวิวเกม Metal Gear Solid V: The Phantom Pain
อสรพิษร้าย ผู้หวนคืนสู่การชำระแค้น

 

 

ผ่านมาแล้วกว่า 28 ปี ที่ซีรี่ย์เกมสุดยอดสายลับระดับโลก “Metal Gear” ได้อยู่คู่วงการเกม และมอบความสนุกให้กับผู้เล่นมากมายมาอย่างยาวนาน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ Metal Gear กลายเป็นเกมในดวงใจของใครหลายๆคน ไม่ว่าจะด้วยเนื้อเรื่องที่ซับซ้อนน่าติดตาม ตัวละครที่มีเอกลักษณ์ หรือเกมเพลย์ที่มีสเน่ห์ในแบบของตัวเอง ก็ล้วนแต่พิสูจน์ให้เห็นในช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วว่านี่เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมากแค่ไหน และสำหรับการกลับมาปิดตำนานในครั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะเคยเล่นหรือเป็นแฟนของซีรี่ย์นี้หรือไม่ ก็ขอบอกได้เลยว่านี่คือผลงานชิ้นสุดท้ายที่ “Hideo Kojima” จะมอบความสนุกให้กับคุณได้มากที่สุดยิ่งกว่าที่เคยเล่นเกมไหนๆ มา



 

เรื่องราวใน “Metal Gear Solid V: The Phantom Pain” ได้ดำเนินเรื่องราวต่อจาก “Metal Gear Solid V: Ground Zero” ที่เป็นบทนำปฐมบทก่อนหน้านี้ หลังจากเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาค Ground Zero “Snake” หรือ “Big Boss” ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าเขาได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป พร้อมกับเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปนานถึง 9 ปี เขาจึงต้องหลบหนีจากภัยร้ายที่จ้องหมายปองชีวิต และเริ่มต้นทุกอย่างใหม่พร้อมกับพรรคพวกและสหายของเขาที่ยังคงหลงเหลืออยู่  เพื่อทำการตามล่า “Skull Face” ศัตรูตัวฉกาจผู้ช่วงชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา และคิดเปลี่ยนแปลงโลกให้ตกอยู่ใต้การปกครองของตน ทำให้การกลับมาครั้งนี้ จึงไม่ได้มีเหตุผลเพียงแค่การช่วยเหลือโลกให้รอดพ้นจากหายนะครั้งยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่นี่จะเป็นการกลับมาชำระแค้นในนามของ “Venom Snake” อีกด้วย



 

เนื้อหาใน “The Phantom Pain” ได้ชี้ให้เห็นถึงการล้างแค้น และความรุนแรงโหดร้ายของสงครามที่เกิดขึ้นบนโลก มันได้แสดงให้เห็นว่า กว่าโลกของเราจะได้มาซึ่งสันติภาพนั้น ต้องเสียสละสิ่งใดไปบ้าง ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้จะสื่อออกมาให้เห็นในเนื้อเรื่องและองค์ประกอบหรือฉากต่างๆในระหว่างการเล่น ซึ่งผู้เล่นจะได้พบกับการล้างแค้นและความโหดร้ายต่างๆ มากมายเช่นเดียวกับที่ Snake เผชิญ และในภาคนี้จะมีเล่าเรื่องที่ต่างกับที่ผ่านมา โดยการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ในเกมนั้น จะเน้นที่การฟังข้อความจากใน “เทป” ที่จะเล่าถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น รวมถึงเรื่องราวในช่วงเวลาที่ผ่านมานานถึง 9 ปี ส่วนในการเล่าเรื่องผ่านฉากคัทซีนนั้นก็ยังมีอยู่ แต่ไม่ได้เป็นคัทซีนที่ยืดยาวเหมือนที่แล้วๆมา และในส่วนของคัทซีนนั้นก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก มีหลายๆ ฉากที่สร้างความตื่นเต้นกดดันได้เป็นอย่างดี ชนิดที่ต้องนั่งลุ้นติดเก้าอี้ ประหนึ่งเหมือนกำลังนั่งดูภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับฮอลลีวูดกันเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่า Hideo Kojima มีฝีมือในการกำกับฉากต่างๆ ได้ดีมากจริงๆ ก็นับว่าการเล่าเรื่องในภาคนี้นั้น มีทั้งส่วนที่พัฒนาขึ้นมาก และมีส่วนที่ต่างจากซีรีส์ภาคที่ผ่านๆมาไปพอสมควร

 



มาถึงส่วนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเกม ต้องขอบอกเลยว่าเกมเพลย์ของ “Metal Gear Solid V: The Phantom Pain” นั้นเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากๆ มันมีรายละเอียดและองค์ประกอบต่างๆมากมายที่ไม่สามารถอธิบายได้หมดแค่ข้อความสั้นๆ โดยรูปแบบการเล่นในตัวเกมภาคนี้จะมีทั้งภารกิจหลักและภารกิจรองให้ผู้เล่นได้เลือกเล่น ซึ่งเราจะเลือกเล่นแบบไหนก่อนก็สามารถเลือกเล่นสลับกันได้ตามใจชอบ ไม่จำเป็นต้องเล่นแต่ภารกิจหลักอย่างเดียวเหมือนที่แล้วๆ มาอีกต่อไป จะเล่นภารกิจรองก่อนก็ได้ เมื่อทำภารกิจเสร็จแล้วจะไปทำภารกิจหลักต่อด้วยเลยก็ดี เพราะในแต่ละภารกิจ เราจะได้ลงไปยังพื้นที่ที่กว้างใหญ่ในรูปแบบของเกม“Open World” ซึ่งในพื้นที่อันกว้างใหญ่นี้ก็มีตั้งแต่ค่ายทหารเล็กๆ ไปยันศูนย์บัญชาการใหญ่ ด้วยความที่เราสามารถเล่นได้อย่างอิสระ จากภารกิจและพื้นที่ที่เชื่อมต่อกันนี้ ทำให้การเล่นในภาคนี้ดูมีมิติมากขึ้นกว่าเดิมพอสมควรเลยทีเดียว

 

 

การทำภารกิจต่างๆในภาคนี้สามารถทำได้หลากหลายแบบมากกว่าที่เคย จะค่อยๆ ย่องลอบเร้นเข้าฐานศัตรูไปสืบข้อมูล พร้อมพกปืนยาสลบคู่ใจไปด้วยก็ดี หรือจะแบกปืน RPG ไปแล้วเรียกเฮลิคอปเตอร์ให้มาช่วยปูพรมใส่ฐานข้าศึกแบบระเบิดภูเขาเผากระท่อมก็ยังได้ นอกจากนี้ตัวเกมยังมีลูกเล่นอื่นๆอีกมากมาย ไล่ไปตั้งแต่การใช้กับดัก หรือการใช้ความสามารถของ “Bionic Arm” และยังมีระบบ “Buddy” ที่เป็นผู้ช่วยที่คอยช่วยเหลืออีกด้วย แถมเราก็ยังสามารถขโมยยุทธโธปกรณ์ และจับทหารของศัตรูมาเป็นพวกเดียวกันหรือสืบข้อมูลที่ซ่อนต่างๆ ได้ด้วย ลองจับศัตรูที่เฝ้าหน้าด่านอยู่คนเดียวมาเค้นข้อมูลดู  บางทีคุณอาจจะได้รู้ที่ซ่อนของอะไรบางอย่างก็ได้

 

 

ระบบ “Buddy” หรือระบบคู่หู ถือเป็นระบบใหม่ในภาคนี้ในการช่วยทำภารกิจให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น และคู่หูที่เรามี ก็ล้วนแต่มีประโยชน์ต่างกันไป เช่น “D-Horse” ม้าที่ช่วยให้เดินทางในพื้นที่ที่กว้างใหญ่ได้รวดเร็วขึ้น, “D-Dog” สุนัขที่ช่วยสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวและช่วยจัดการศัตรูได้, “Quiet” สาวสไนเปอร์ซุ่มเงียบผู้มากฝีมือ, “D-Walker” หุ่นยนตร์เคลื่อนที่ที่เพียบพร้อมด้วยความสามารถจากการปรับแต่งของเรา ผู้เล่นสามารถเลือกเปลี่ยนคู่หูในการทำภารกิจได้ตลอดเวลา ซึ่งการเลือกใช้คู่แบบไหนในการทำภารกิจก็อยู่ที่ตัวของผู้เล่นแต่ละคนเอง ทำให้ระบบนี้เป็นระบบที่ช่วยยกระดับการเล่นให้หลากหลายขึ้นไปอีกขั้น

 

 

เนื่องจาก Big Boss ในภาคนี้ ได้สูญเสียทุกอย่างไปในภาคที่ผ่านมา ทำให้เราต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่เกือบทั้งหมด ตัวเกมจึงต้องมีการค่อยๆ พัฒนาทุกอย่างควบคู่กันไปด้วย เริ่มต้นจากการไปจับทหารมาเป็นพวกของเราเอง เพื่อมาพัฒนาสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธหรือฐานแม่ของเราเอง เมื่อกองกำลังของเรามีมากขึ้น และมีทรัพยากรที่เก็บมาได้มากขึ้น ฐานแม่ก็จะยิ่งขยายใหญ่และมียุทธโธปกรณ์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย เราสามารถตกแต่งฐานแม่และพัฒนาอัพเกรดอาวุธทุกอย่างเองได้ ไล่ไปตั้งแต่อาวุธปืนพกธรรมดา ยันอุปกรณ์ไฮเทคสุดล้ำ และในส่วนของฐานแม่นี้เองที่ได้มีระบบ “FOB” ขึ้นมา ซึ่งเป็นระบบที่เราสามารถไปบุกฐานแม่ของผู้เล่นอื่นเพื่อชิงทรัพยากรได้ ในทางกลับกันผู้เล่นอื่นก็สามารถมาบุกฐานแม่ของเราได้ด้วยเช่นกัน ก็นับเป็นอีกระบบที่สร้างความสนุกได้อีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นแล้วผู้เล่นจึงต้องรวบรวมกำลังพล และพัฒนาสร้างทรัพยากรดีๆ เอาไว้ เพื่อป้องกันฐานแม่ของตัวเองจากการถูกบุกด้วยเช่นกัน

 

 

กราฟฟิคของเกมในภาคนี้นับเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่น่าทึ่งมากเช่นกัน เพราะในเกมภาคนี้ได้มีการใช้ “Fox Engine” ซึ่งเป็นเอนจิ้นใหม่ที่ถูกพัฒนามาเพื่อการพัฒนาเกมภาคนี้โดยเฉพาะ “Fox Engine” ได้แสดงกราฟฟิคที่ส่วนงามออกมาให้อย่างสวยงามสมจริง ไม่ว่าจะเป็นโมเดลตัวละครที่มีรายละเอียดต่างๆ มากมาย  ร่องรอยบาดแผลบนใบหน้า หรือรายละเอียดต่างๆ ตามชุดที่ตัวละครสวมใส่ แสงสีต่างๆ เองก็ทำให้สภาพแวดล้อมในเกมนั้นถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงามมาก แม้ในการเล่นนั้น เราจะต้องพบกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ  อย่างเช่น ป่าไม้หรือพื้นที่ที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขา แต่ด้วยรายละเอียดแสงเงาต่างๆ ของเกมนั้น ก็ทำให้เราสามารถเล่นไปกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่สวยงามนี้ได้ไม่รู้เบื่อเลย



 

ในส่วนของเสียงและเพลงประกอบนั้นก็ยังคงทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม เสียงต่างๆ ที่ได้ยินอย่างเสียงรถวิ่งผ่านหรือเสียงคนพูดคุยกันนั้น มีระดับการได้ยิน ชัด-เบา ตามแต่ระยะที่มาของเสียงกับตำแหน่งที่เราอยู่ เช่น เราอาจจะได้ยินเสียงรถที่กำลังแล่นผ่านมาชัดขึ้นเมื่อเราหันมุมกล้องไปทางซ้าย หรือเราสามารถแอบฟังเรื่องที่ทหารของศัตรูกำลังคุยกันได้ชัดขึ้น จากการแอบย่องเข้าไปฟังหรือส่องกล้องซูมเข้าไปใกล้ๆ  อีกทั้งตัวเกมยังได้มีการเลือกเพลงเพราะๆ มากมายจากยุค 80 มาให้ได้ฟังกัน ซึ่งผู้เล่นสามารถไปหาเพลงมาเก็บเพิ่มได้ตามค่ายทหารต่างๆ ด้วย

 

 

ที่กล่าวไปมากมายข้างต้นนั้นเป็นส่วนของ “Single Player” เท่านั้น หากแต่ตัวเกมยังมี “Metal Gear Online” ซึ่งเป็น Multi Players ให้ผู้เล่นได้เล่นออนไลน์กับผู้เล่นอื่นๆ ทั่วโลกอีก ลองจินตนาการนึกดูว่า หากนำสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้นทั้งหมดไปเล่นกับผู้เล่นคนอื่นจะเป็นยังไง แค่คิดก็รู้สึกสนุกแล้ว และในการเล่นออนไลน์ก็ยังมีการเลือกเล่น “Class” ที่จะมีอาวุธต่างกันไป บางคนอาจจะชอบเล่นแบบอาวุธหนักถล่มศัตรู หรือบางคนก็อาจจะชอบเป็นสไนเปอร์ซุ่มยิงจากระยะไกลก็ได้ งานนี้ถนัดเล่นแบบไหนก็เลือก Class แบบนั้น และพาทีมของคุณไปคว้าชัยชนะมาได้เลย


 

น่าเสียดายที่ถึงแม้ตัวเกมจะมีองค์ประกอบต่างๆ เยอะแยะมากมายดังที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่หากพูดถึงข้อเสียของเกมในภาคนี้ ก็คงไม่พ้นเรื่องของ “การดำเนินเรื่อง” ที่นับเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญของเกม และกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปในภาคนี้เหมือนกัน และด้วยความที่ภาคนี้ได้มีส่วนของความเป็นเกม Open World ทำให้ในระหว่างการเล่นนั้น ผู้เล่นสามารถที่จะแยกไปทำภารกิจเสริมก่อน แล้วค่อยมาทำภารกิจหลักเพื่อดำเนินเนื้อเรื่องต่อก็ได้ ทำให้อารมณ์การดำเนินเรื่องนั้นไม่ต่อเนื่อง ต่างกับซีรีส์เกม “Metal Gear” ที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นการเล่าเรื่องต่อไปเป็นฉากๆ และทำให้มีสเน่ห์น่าติดตามมากกว่า อีกทั้งการดำเนินเรื่องโดยรวมก็จะวนอยุ่กับการทำภารกิจเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมกับเนื้อหาในช่วงครึ่งหลังของเกม ก็ยังทำออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ด้วย

 

 

Metal Gear Solid V: The Phantom Pain เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการเป็นเกมที่สมบูรณ์แบบ หากไม่นับว่าเนื้อหาของเกมในช่วงหลังนั้นค่อนข้างดำเนินไปแบบขาดๆ เกินๆ พอสมควร ซึ่งเป็นเหตุมาจากการเอาเนื้อหาเดิมๆ มาให้เล่นวนซ้ำอีกครั้งในระดับที่ยากขึ้น เพื่อสลับกับเนื้อหาใหม่ และจากการที่ตัวเกมเปลี่ยนแปลงการเล่นไปในรูปแบบเกมกึ่ง Open World ก็ทำให้อารมณ์การเล่นนั้นไม่ต่อเนื่องและขาดสเน่ห์ของซีรีส์ที่มีไป แต่สิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้เลยคือ เกมเพลย์ของเกม ที่เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมและสร้างความสนุกให้ได้ตลอดระยะเวลาการเล่น เชื่อได้เลยว่าเพียงแค่คุณกระโดดลงจากเครื่องบิน ลงไปยังพื้นที่เป้าหมายที่ต้องปฎิบัติภารกิจ คุณต้องมีความคิดและสิ่งต่างๆที่อยากทำอยู่มากมาย และตัวเกมมันก็สามารถตอบโจทย์เหล่านั้นของคุณได้ทั้งหมดซะด้วย

สำหรับผู้ที่เป็นแฟนของซีรี่ย์ “Metal Gear” หากได้เล่น “The Phantom Pain” คุณก็จะได้กระจ่างกับปมปริศนาต่างๆ ที่จะโยงไปยังซีรี่ย์ภาคอื่นๆ ทุกภาค  แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของซีรี่ย์นี้มาก่อน หรือเพิ่งเคยเล่นภาคนี้เป็นครั้งแรก ทุกคนก็สามารถสนุกตื่นเต้นไปกับเกมนี้ได้ ถึงแม้จะมีเรื่องน่าเสียดายอย่างที่ได้กล่าวมา แต่ตัวเกมก็ยังมีเกมเพลย์ที่สนุกและมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ค้นหามากมาย  ทำให้ “Metal Gear Solid V: The Phantom Pain” เป็นหนึ่งในเกมยอดเยี่ยมที่ดีที่สุด ที่คุณควรต้องสัมผัสเองสักครั้ง เพราะนี่คือผลงานสุดท้ายที่ “Hideo Kojima” จะมอบความสนุกให้กับคุณไปตลอดกาล

รีวิวเกมส์ PS4: Metal Gear Solid V: The Phantom Pain

 

A Hideo Kojima game

 

สวัสดีครับ หลายคนโจษจันว่านี่คงจะเป็นภาคสุดท้ายของเกมชุด Metal Gear เพราะการลาออกของ Hideo Kojima อันเนื่องมาจากความขัดแย้งกับนโยบายของค่าย Konami ยิ่งมีข่าวออกมาว่าทางค่ายต้องการแปลงให้ซีรีส์นี้เล่นบนมือถือได้ ดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Kojima ต้องโบกมือลา ความขัดแย้งดูท่าจะรุนแรงพอดูเพราะ Konami ปฏิเสธให้เขามารับรางวัลที่ Phantom Pain ชนะในงาน The Game Awards น่าจะเป็นการตอกฝาโลงโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง นับว่างานนี้บาดเจ็บกันตามชื่อเกมเลยทีเดียว แฟนๆ อย่างเราก็ทำได้แค่รอคอยดูว่าจะมีใครกล้าแตะต้องเกมที่โดนขึ้นหิ้งเป็นตำนานแล้วเกมนี้หรือไม่

 

Fox Engine รุนแรงสมคำร่ำลือจริงๆ

 

Phantom Pain ได้รับรางวัล best action-adventure game และ best score/soundtrack จากงาน The Game Awards 2015 ไปอย่างห้อเลือดเพราะต้องฟาดฟันกับตัวเต็งเขี้ยวตันทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Assassin's Creed Syndicate, Batman: Arkham Knight, Fallout 4 และ Halo 5 เห็นรายชื่อแล้วก็ต้องขนลุก ถ้างานนี้คุณโคกับทางค่ายเกมยังสมานฉันท์กันอยู่มีหวังได้เห็นตัวเกมภาคต่อไปกำลังตั้งไข่เป็นแน่ อย่างไรก็ตาม นี่ก็รับประกันได้ว่า Phantom Pain เป็นเกมที่ต้องลองสัมผัสดูสักครั้งว่ามีดีอะไรถึงชิงรางวัลมาจากเกมข้างต้นได้

 

การกลับมาของลุงงู

 

เนื้อเรื่อง

Big Boss หรือ Venom Snake (จากนี้จะเรียกว่า ลุงงู) เพิ่งพื้นจากอาการโคม่าที่ยาวนานถึง 9 ปีอันเป็นผลพวงจากเหตุการณ์ในภาค Ground Zeroes และยังเป็นเหตุทำให้คุณลุงต้องเสียแขนซ้ายไปด้วย หลังจากได้สติแค่ 3 สัปดาห์ก็งานเข้าทันทีเพราะข่าวว่าลุงฟื้นแล้วได้ยินไปถึงลูกๆ หลานๆ ที่เคารพรัก เลยยกขบวนทั้งทหารราบ นักฆ่า เฮลิคอปเตอร์ จนถึงรถถัง รีบรุดจะเอากระสุนและระเบิดมาเยี่ยมให้ลุงหายเจ็บโดยเร็ว เคราะห์ดีที่ลุงโดนช่วยไว้โดยชายประหลาดชื่อ Ishmael จึงยังไม่ได้รับของเยี่ยม นอกจากกลุ่มทหารแล้วเขายังต้องเจอกับเหตุไม่คาดฝันในรูปร่างของเด็กน้อยเท้าไม่ติดพื้นและบุรุษผู้มากับไฟ เข้าก่อความวุ่นวายและสังหารทุกคนที่ขวางหน้า กว่าจะหนีออกมาได้ลุงก็คลาดกับ Ishmael และพบกับ Ocelot คู่กัดเก่าที่กลับใจ (หรือเปล่า?) และหลบหนีได้สำเร็จ ตอนนี้เองที่เขาได้เรียนรู้เรื่องกลุ่มทหารรับจ้าง Diamond Dogs ที่ Ocelot เข้าร่วมอยู่ ที่สำคัญกลุ่มนี้ตั้งโดยอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนของเขา Kazuhira Miller เพื่อสานต่ออุดมการณ์ของทหารที่ไม่ขึ้นกับขั้วอำนาจใดในโลก ลุงงูจึงขึ้นคุมบังเหียนของ Diamond Dogs พร้อมไปกับการเสริมสร้างฐานที่มั่น (Mother Base) ให้กลับมายิ่งใหญ่เพื่อการล้างแค้น และเพื่อคลายปริศนาของสิ่งลึกลับที่ดูจะเข้ามาพัวพันกับเขาเสียทุกเรื่อง

 

Miller, Ocelot และลุงงู

 

เสน่ห์ของ Metal Gear

เมื่อลุงงูกำลังจะเริ่มภารกิจแรกหลังจากการพักพื้นมานาน เขาปรากฎตัวบนม้าสีหมอกพร้อม Ocelot บรีฟงานอยู่เคียงข้าง ลุงงูอัพเกรดมาแล้วด้วยแขนเทียมที่ดูไฮเทคเกินยุค 80 ซึ่งเนื้อเรื่องดำเนินอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างโซเวียตและอัฟกานิสถาน แต่อาวุธที่ลุงเลือกใช้มีเพียงปืนเซมิออโต้ ระเบิดมือ และปืนยิงยาสลบเท่านั้น แสดงถึงเจตจำนงแห่งการลอบเร้นดั่งเงา การย่องเข้าไปล็อคคอรีดข้อมูล และการลุยเดี่ยวเข้าไปกลางดงศัตรู ตัวเกมได้มอบวิธีมากมายในการทำภารกิจอันหนึ่งๆ ให้สำเร็จ แต่สำหรับผู้ที่เสพเกมนี้จนเข้าเส้นแล้วคงจะต้องเล่นใหม่นับสิบรอบเพื่อพิชิตแร็งค์ S ให้จงได้ เจ้าปืนยิงยาสลบนี่ก็ไม่ได้ใช้ง่ายๆ ถ้าจะให้หมดสติในทันทีต้อง headshot เท่านั้น เพิ่มดีกรีความตื่นเต้นเร้าใจตอนที่เราลอบเร้นแล้วโดนเจอตัวเข้า เกมจะมีช่วงเวลาสั้นๆ ให้เราหันปากกระบอกปืนให้ตรงแสกหน้าของยามตาทิพย์ก่อนจะทันตะโกนขอความช่วยเหลือ สำหรับผมถือเป็นวินาทีชี้เป็นตายในเกมเลย สุดยอดมากๆ

 

มุดเป็น (โดน) เห็นตาย แต่ก็ยอมเพื่อระดับ S

 

มิใช่เสน่ห์ของ Metal Gear แต่...

ตัวเกมนำแนวคิดแบบ open world มาใช้ตามสมัยนิยม ผู้เล่นมีอิสระเต็มที่ในการหยุดทำภารกิจหลัก หันไปทำงานรองเพื่อพัฒนาอาวุธ พัฒนาฐาน เก็บทรัพยากร ชักชวนคนเข้าร่วมรบ (ด้วยการกระทืบให้สลบก่อนผูกไปกับบอลลูน Fulton) ภารกิจรองก็จะให้ผลตอบแทนเป็นทรัพยากร คน และเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ยังฟังดูธรรมดาใช่ไหมครับ แต่การเพิ่มคนและพัฒนาฐานที่มั่นจะทำให้ได้อาวุธใหม่ๆ มีผลให้เราสามารถพิชิตภารกิจอื่นๆ ได้ด้วยวิธีที่ต่างออกไป เป็นต้นว่าในภารกิจนี้ศัตรูโคตรเยอะ ถ้าจะลอบเร้นน่าจะทำได้แต่กินเวลาเป็นชั่วโมง เกมก็มีทางเลือกให้เราพัฒนาปืนติดกล้องเก็บเสียงเอาไว้สอยทีละคนๆ หรือใครเป็นขาลุยก็เลือกผลิตยานเกราะสองขาหรือบาซูก้าเอาไปถล่มเลยก็ยังได้ หรือในภารกิจรองอันหนึ่งได้มอบหมายให้เราช่วยล่ามชาวรัสเซียออกมาจากที่คุมขัง ต่อมาคนที่เราช่วยก็ได้เข้าร่วมกับ Diamond Dogs และช่วยแปลภาษารัสเซียให้กับทีม ทำให้ในภารกิจต่อๆ ไปทั้งหลักและรองเราสามารถเค้นข้อมูลจากทหารรัสเซียได้

 

พื้นที่กว้างใหญ่สุดสายตา เปิดกว้างต่อการสำรวจ

 

น่าจะเป็นโจทย์ที่ยากพอตัวเลยสำหรับทีมพัฒนาที่จะทำอย่างไรให้ตัวเกมไม่แหวกแนวมากจนกลายเป็นเกมอื่น แต่รางวัลมากมายและเสียงชื่นชมที่ได้รับก็เป็นคำตอบที่ประจักษ์อยู่นะครับว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูก คนที่อยากเล่นแบบฮาร์ดคอร์ก็สามารถย่องเข้าไปจึ๊กๆ เพื่อเก็บระดับ S ส่วนคนที่อยากเล่นเกมแบบเปิดกว้างก็สามารถสนุกไปกับการถล่มศัตรูด้วยรูปแบบที่หลากหลาย สร้างฐานใหญ่ให้มั่นคง เก็บดอกไม้ ต้อนสัตว์แลกตังค์ เดินทุบไหเปิดหีบเพื่อหาเพชรก็ว่าไป (ในเกมมีเพชรจริงๆ นะ สังเกตไม่ยากจากแสงสะท้อนของมัน)

 

ลอบเร้น หรือจะเขวี้ยงลูกเกลี้ยงดี?

 

เทคโนโลยี คู่หู และฐานที่มั่นที่คอยทำให้เรา (เต็มใจ) เสียเวลา

แม้ว่าตัวเกมจะดำเนินในยุค 80 แต่เทคโนโลยีที่เหล่าทหารรับจ้าง Diamond Dogs มีอยู่นั้นล้ำหน้าโคตรๆ ดูอย่างบอลลูนที่ใช้สำหรับนำสิ่งของกลับฐานนั้นสามารถขนส่งได้ตั้งแต่คน ม้า หมี ไปจนถึงรถบรรทุกกันเลย ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า tech tree ของเกมคงบ้าบอดีพิลึก เพราะมีกระทั่งหุ่นสองขาสำหรับขี่ซะด้วย สำหรับสิ่งที่เราเอาติดตัวไปใช้ในภารกิจได้นอกจากสรรพาวุธแล้วยังมีคู่หู (buddy) ที่จะคอยช่วยเหลือเราตอนทำภารกิจ อย่างตอนเริ่มภารกิจแรกก็มีเจ้าม้า D-Horse มาช่วยให้เราท่องไปในโลกกว้างได้ง่ายขึ้น ตัวถัดมาเป็นหมาป่า DD (D-Dog) ที่สามารถกระชากแขนศัตรูหรือช่วยเบี่ยงเบนความสนใจให้เราได้ ท้ายที่สุดแล้วเราก็จะมีคู่หูเป็นมนุษย์เอาไว้ยิงสนับสนุนได้ด้วย อีกอย่างที่พัฒนาไประหว่างเล่นก็คือฐานทัพกลางทะเล Mother Base ที่จะขยายไปตามที่เราสั่งและเต็มไปด้วยพรรคพวก (ที่เราไปตุ้ยท้องแล้วหิ้วกลับมาด้วยบอลลูนนั่นแหล่ะ) ที่ค่อยๆ มาเข้าร่วมกับเรา ดูๆ ไปก็เหมือนเกมเลี้ยงสัตว์สร้างบ้านเหมือนกันนะเนี่ย ที่พิเศษสำหรับฐานใหญ่ของเราคือมันขยายตัวกันตามวันเวลาที่ผ่านไปอย่างเห็นกันจะๆ และสามารถเข้าไปเดินดูซอกซอยภายในพร้อมกับทักทายทหาร (มีโบนัสเพิ่มขวัญกำลังใจ หรือใครซาดิสม์หน่อยจะซ้อมล็อคคอ รีดข้อมูลดูก็ทำได้ไม่มีโกรธครับ) ที่ฐานยังมีมินิเกมให้เล่นด้วยนะ ใบ้ให้นิดๆ ว่าเราจะได้ข้อมูลตรงนี้มาจากทหารลูกน้องของเรา แต่ต้องถามให้ถูกวิธี

 

โอ้แม่สาวน้อย

 

โตไวๆ นะจะได้เล่นตำรวจจับผู้ร้ายกัน

 

แสงสีเสียง

เมื่อเปิดให้เล่นแบบ open world แล้วจะลืมเรื่องวันเวลาไปได้อย่างไร ในเกมมีเวลากลางวันและกลางคืนที่ไม่ได้ทำไว้เก๋ๆ เท่านั้น แต่ยังมีผลกับภารกิจด้วย ตอนกลางวันนั้นเราจะสามารถสอดส่องเส้นทางและมองหาซอกซอยที่ใช้หลบได้ง่าย ส่วนตอนกลางคืนนั้นศัตรูมองหาเรายากก็จริง แต่เราเองก็อาจจะเอาตีนไปเขี่ยขวดหรือแท่งเหล็กจนเกิดเสียงได้ง่ายเพราะมองไม่เห็นพวกมันเหมือนกัน ที่เด็ดคือเราสามารถลอบไปปิดสวิตช์ไฟเพื่อก่อให้เกิดความสับสน และอาศัยช่วงชุลมุนในการทำภารกิจให้ลุล่วงก่อนที่พวกมันจะเปิดไฟได้สำเร็จ อีกเรื่องที่ต้องชมเชยตัวเกม คือ ตอนกลางวัน แสงที่ทอดไปบนวัตถุจะเปลี่ยนทิศตามเวลาที่ผ่านไป ทำให้เงาที่ฉายบนพื้นเปลี่ยนทิศไปด้วย

 

สุดยอดวิชาลังส้มแห่งบู้ลิ๊ม

 

สำหรับเสียงในเกมก็ทำออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะตอนที่ศัตรูเหลือบเห็นเราแต่ยังไม่แน่ใจ ตัวเกมจะมีเสียงเฉพาะให้เราได้ยิน ถ้าจังหวะนั้นเราโดดเข้ามุมมืดหรือใช้วิชากล่องเร้นกายได้ทันก็ไม่มีปัญหา ตรงนี้เป็นการใช้เสียงร่วมตัวเกมได้อย่างน่าประทับใจ แทนที่จะให้ผู้เล่นพึ่งแค่สายตาของตัวเองก็จะมีเสียงเป็นตัวช่วย แต่เรื่องเสียงในเกมยังไม่จบแค่นี้ เพราะเราสามารถดักฟังเสียงวิทยุที่ศัตรูใช้ ว. หากันไประหว่างเล่นด้วย มีด่านหนึ่งผมไม่เร้นไม่ลับแล้วบุกยิงฐานจากระยะไกลด้วยปืนติดกล้อง ระหว่างนั้นเราจะได้ยินพวกมันคุยกัน “ฉุกเฉินๆ ศัตรูอยู่ทิศ 12 นาฬิกา” “เตรียมระดมยิงด้วยปืนครก” ก็ไม่แปลกอะไร จนผมวิ่งเข้าวิ่งออกลัดเลาะเก็บไปทีละคนจนได้ยินว่า “เฮ้ย ส่งกำลังเสริมด่วนพวกเราโดนถล่มหนักมาก” “ทางนี้ไม่มีคนเหลือเว้ย เอาตัวรอดกันเอาเอง” ถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ผมก็อดชื่นชมไม่ได้

 

แถบขาวด้านบนคือตัวบอกว่าศัตรูเริ่มรู้สึกผิดสังเกตแล้ว โดยจะชี้ไปยังทิศที่ศัตรูอยู่

 

สรุป

สุดยอดความประทับใจของผมต่อเกมนี้เป็นตอนที่ผมได้ลุยถล่มคุกแห่งหนึ่งด้วยความยากลำบาก ต้องใช้เวลาชักเข้าชักออกอยู่ร่วมชั่วโมงเพื่อช่วยตัวประกันออกมา หลังจากปลิดชีพศัตรูคนสุดท้ายแล้วผมก็เดินสำรวจรอบๆ เพื่อเก็บทรัพยากร แล้วก็พบว่าบนห้องขังนักโทษมีช่องที่พอจะส่งตัวเขาออกมาทางเพดานได้ นั่นยังไม่เจ็บเท่าตอนที่ผมเห็นเครื่องปั่นไฟอยู่ด้านหน้าคุก กับป้อมปืนที่น่าจะเก็บศัตรูบนชั้นสองทั้งหมดได้อย่างไม่ยากเย็น แสดงให้เห็นว่าแต่ละส่วนของฉากได้รับการออกแบบมาอย่างดี ตัวเกมได้มอบช่องทางการพิชิตภารกิจให้เรามากมายถ้าเรามองหามัน รับรองได้ว่าถึงจะกลับมาเล่นด่านเดิมซ้ำๆ ก็น่าจะได้ลิ้มรสที่แตกต่างกันทุกครั้งไป Phantom Pain เป็นผลงานชิ้นเยี่ยมในซีรีส์ Metal Gear ที่ยากจะหาที่ติได้

 

ยังมีอีกหลายเรื่องให้ค้นหาในเกมนี้ รวมถึงศัตรูที่มีพลังเหนือมนุษย์ด้วย

 

เป็นการผสาน open world กับ Metal Gear ได้อย่างลงตัว 10/10

เนื้อเรื่องน่าติดตามมาก แต่บางครั้งล้ำจินตนาการไปหน่อย 9/10

cut scene สวยดี เว้นแต่อันก่อนเข้าด่าน/ออกด่าน เพราะกดข้ามไม่ได้ 7/10

tech tree ใหญ่และเยอะมาก เยอะจนไม่รู้จะมุ่งไปทางไหน 8/10

ไม่ว่าจะเป็นแฟนตัวจริง หรือแคชชวลขาลุย ก็สนุกไปกับเกมนี้ได้ 10/10


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (96 รายการ)

www.batorastore.com © 2017