เสน่ห์นางอ้วน

เสน่ห์นางอ้วน

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786160021925
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 270.00 บาท 189.00 บาท
ประหยัด: 81.00 บาท ( 30% )

เนื้อหาบางส่วน

อรนลินบอกจุดหมายปลายทางของตัวเองออกไปโดยไม่ทันคิดเลย

ด้วยซ้ำ ทุกคำพูดดูเหมือนว่าจะออกมาจากปากของเธอเองโดยอัตโนมัติ เธอ

บอกให้คนขับไปส่งที่ท่าเตียน และเมื่อไปถึงท่าเรืออรนลินก็นั่งเรือข้ามฟากไป

ยังวัดอรุณราชวราราม ระหว่างที่นั่งเรือเธอรู้ดีว่าตนเองตกเป็นเป้าสายตา

ของคนบนเรือ เพราะในเรือมีเพียงเธอคนเดียวที่เดินทางมาด้วยเท้าเปล่า แต่

อรนลินก็ไม่มีอารมณ์ที่จะสนใจความรู้สึกนึกคิดของใครทั้งสิ้น

เมื่อถึงวัดอรุณราชวราราม จิตใจของหญิงสาวดูจะเริ่มดีขึ้นมาบ้าง เธอ

ก้าวผ่านซุ้มประตูยอดมงกุฎ อันเป็นประตูหน้าเข้าสู่พระอุโบสถ ซึ่งเป็นประตู

จตุรมุขหลังคาสามชั้น มียอดเป็นทรงมงกุฎประดับด้วยกระเบื้องสลับสี

อย่างงดงาม ด้านหน้าประตูมีรูปปั้นยักษ์ตั้งอยู่ โดยรูปปั้นยักษ์กายสีขาวนั้น

มีนามว่า สหัสเดชะ และกายสีเขียวมีนามว่า ทศกัณฐ์

ถัดจากซุ้มประตูยอดมงกุฎก็จะเป็นแนวพระระเบียงคด หรือพระวิหาร-

คด ที่รายล้อมพระอุโบสถไว้ทั้งสี่ทิศ หญิงสาวก้าวเข้าไปภายในพระอุโบสถ

แล้วนั่งลงเบื้องหน้าพระประธานพร้อมกับก้มลงกราบ ก่อนจะจ้องมอง

พระประธานนิ่งนานอยู่อย่างนั้นราวกับจะขอความเมตตา

‘เธอไม่มีทางกลับไปที่นั่นอีก แต่เธอจะหนีไปแห่งหนใดในโลกล่ะ’

หญิงสาวคิดอย่างสิ้นหวัง เธอไม่อยากเจอนายสมชัย ไม่อยากเจอบุญตา

ไม่อยากตกเป็นเมียของเสี่ยบ้ากาม แต่เธอจะทำยังไงดีล่ะ จะมีที่ใดในเมืองไทย

ที่เธอสามารถใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของคนใจร้าย

พวกนั้นได้บ้าง

เวลานั้นอรนลินได้แต่ขอพรจากองค์พระให้ช่วยคุ้มครองเธอให้พ้น

จากเภทภัย ก่อนก้มลงกราบพระประธานอีกครั้งแล้วคลานออกมาจากพระ-

อุโบสถ จากนั้นอรนลินก็เลือกที่จะไปชมพระปรางค์ ที่เธอรู้ดีว่ามีความงดงาม

มากเพียงใด

อันที่จริงเธอเคยมาเที่ยววัดแห่งนี้แล้ว โดยมากับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน

ในสมัยที่สมบัติยังมีชีวิตอยู่ หญิงสาวเดินมาถึงทางเข้าด้านหน้าของพระปรางค์

ซึ่งบริเวณทางด้านขวาจะเป็นที่ตั้งของโบสถ์น้อย อันเป็นโบสถ์เก่าแก่ตั้งแต่

สมัยอยุธยา และได้มีการสันนิษฐานว่าโบสถ์น้อยนั้นเป็นโบสถ์หลังแรกของ

วัดแห่งนี้เมื่อครั้งอดีตกาล

ภายในประดิษฐานพระบรมรูปหล่อของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้สักการะ และทางด้านซ้ายของพระบรมรูปหล่อก็เป็น

ที่ตั้งของศาลสถิตดวงพระวิญญาณของพระองค์ ตรงข้ามพระบรมรูปหล่อ

จะเป็นที่ตั้งของพระแท่นบรรทมสมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งอรนลินเคยได้ยิน

ว่าหากใครได้ลอดใต้พระแท่นบรรทมของพระองค์ท่านแล้ว จะถือว่าเป็น

การล้างอาถรรพ์ต่างๆ ให้หมดไปจากชีวิต คราวนั้นเธอกับเพื่อนๆ ก็ไม่มีใคร

เคยคิดหรือสนใจที่จะลอดพระแท่นบรรทมของพระองค์ท่านเลยสักคน แต่

คราวนี้อรนลินอยากจะลองทำดูบ้าง หญิงสาวจึงเข้าไปภายในนั้นและนั่งลง

เบื้องหน้าพระบรมรูปหล่อ แล้วก้มลงกราบพร้อมตั้งจิตอธิษฐาน

“ข้าแต่พระองค์ หม่อมฉันมีนามว่า อรนลิน เกิดบดินทร์ ชาตินี้ภพนี้

มีกรรมนักถึงได้มาพบเจอแต่เรื่องร้ายๆ เวลานี้หม่อมฉันได้หมดสิ้นแล้วซึ่ง

หนทาง หากแม้นทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะเวรกรรมอันเกิดจากผลกรรมใน

ชาติปางก่อน ก็ขอให้หม่อมฉัน อรนลิน เกิดบดินทร์ จงมีโอกาสได้แก้ไข

และหลุดพ้นไปจากบ่วงกรรมที่สร้างความทุกข์ทรมานให้เกิดแก่ตนเองใน

ครั้งนี้ด้วยเถิด”

สิ้นคำอธิษฐาน ลมเย็นๆ ก็ได้พัดผ่านเข้ามาสัมผัสต้องกาย ราวกับจะ

บอกให้รู้ว่า คำอธิษฐานของเธอได้รับการตอบรับแล้ว จากนั้นหญิงสาวก็

ลอดพระแท่นบรรทมของพระองค์ท่าน เมื่อออกมาเธอก็รู้สึกว่าจิตใจเริ่มเกิด

ความว่างและโล่งเบาสบายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

หลังจากเที่ยวชมภายในวัดจนทั่ว อรนลินก็ออกมานั่งที่ศาลาท่าน้ำของ

วัดอรุณราชวราราม ก่อนเธอจะเดินออกมายืนบนสะพานที่ยื่นออกไปในแม่น้ำ

เจ้าพระยา ซึ่งเป็นสะพานอยู่ติดกับศาลาท่าน้ำ

ภาพของหญิงสาวที่สวยสดงดงามราวกับนางในวรรณคดีกำลังเหม่อ

มองท้องน้ำนิ่งนาน โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเธอคิดอะไรอยู่ ดึงดูดให้ผู้คนที่พา

กันแวะมานั่งพักในศาลาท่าน้ำต่างก็หันมามองดูเธอด้วยความสนใจ ในขณะที่

อรนลินเหม่อมองพื้นผิวน้ำนิ่งนานและเผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เวลานี้เธอ

ก็อดที่จะคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น แม่น้ำสายนี้คงจะงดงาม

และดูสะอาดสะอ้านกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้มาก

อรนลินไพล่คิดไปถึงนิยายย้อนยุคที่เธอเคยอ่าน พลางคิดไปว่า หาก

มีโอกาสได้เป็นนางเอกย้อนยุคกับเขาบ้าง ก็อยากจะย้อนกลับไปในสมัยอยุธยา

ตอนต้นหรือไม่ก็ช่วงยุคกลางๆ ดูสักที

‘แต่คนเราจะย้อนเวลากลับไปได้จริงหรือ’ เมื่อคิดถึงตรงนี้พลันเสียง

แปลกปลอม ทว่าฟังดูนุ่มทุ้มก็ดังขึ้นมาจากข้างๆ ตัวเธอ

“แม่อร!”

อรนลินรีบหันมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่ก เมื่อเห็นว่าไม่มีใครยืนอยู่ใกล้ๆ

หญิงสาวก็บอกกับตัวเองว่าเธอคงจะหูฝาดไปเอง จึงหมดความสนใจแล้วก้ม

มองสายน้ำเบื้องหน้าต่อ แต่แล้วจู่ๆ เสียงสวดมนต์ท่วงทำนองแปลกประหลาด

และไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อนก็พลันดังขึ้น แถมยังชัดเจนเสียจนไม่น่าจะ

เป็นไปได้ว่าเสียงนั้นจะดังมาจากในโบสถ์หรือที่ใดสักแห่งในวัด ด้วยเสียง

คล้ายจะดังอยู่ในหัวของเธอนี่เอง

เสียงสวดมนต์ที่ได้ยินราวกับมีมนตร์สะกด พาให้จิตใจของอรนลิน

ดำดิ่งลึกลงไปทุกที ก่อนจะมีภาพแปลกๆ ปรากฏขึ้นมาบนผืนน้ำเบื้องหน้า

จากนั้นสติของอรนลินก็ค่อยๆ ดับวูบไป

ตูม!

“เฮ้ย คนตกน้ำ”

“ช่วยด้วยเจ้าค่ะ...ช่วยด้วย”

“แม่นาย...แม่นายเจ้าขา ใครก็ได้ช่วยแม่นายด้วย”

 

อรนลินรู้สึกเบาโหวง เวลานี้ร่างของเธอคล้ายจะถูกคลื่นลมพัดพาไป

ที่ใดสักแห่ง จนหญิงสาวรู้สึกวิงเวียนอยากจะอาเจียน แต่ก่อนที่เธอจะอาเจียน

ออกมาจริงๆ ร่างของเธอก็พลันหยุดนิ่ง และรับรู้ได้ถึงแสงแรงกล้าที่สาดส่อง

มายังเธอจนต้องหรี่ตาลง

จากนั้นหญิงสาวก็ลองหันมองสำรวจไปรอบๆ แล้วพบว่าแสงที่เธอ

คิดว่าสาดส่องมายังเธอ จริงๆ แล้วมันส่องมาจากทุกทิศจนทำให้เธอไม่สามารถ

มองเห็นสิ่งอื่นใดรอบตัว นอกจากแสงที่ส่องสว่างราวกับแสงของสปอตไลต์

‘ที่นี่มันคือสวรรค์หรือนรกกันแน่ แต่นรกคงไม่สว่างขนาดนี้ หาก

จะเป็นสวรรค์ทำไมถึงได้ว่างเปล่านัก ไม่เห็นจะมีมวลบุปผาดอกไม้งามๆ อย่าง

ที่ในหนังสือเขียนเปรียบเทียบเอาไว้เลยสักนิด เดี๋ยวก่อน...นี่เราตายไปแล้ว

งั้นหรือ’ อรนลินตั้งคำถามขึ้นในใจ ก่อนจะลองหยิกแขนตัวเองเพื่อเป็นการ

พิสูจน์

‘ไม่เจ็บ โธ่...อรนลิน ทำไมเธอถึงโชคร้ายอย่างนี้นะ’ อารมณ์ดรามา

แล่นเข้ามาเกาะกินหญิงสาว

‘เอ๊ะ...แต่เราตายยังไง ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ก็เราจำได้ว่าเรากำลังยืน

อยู่บนท่าน้ำ’ อรนลินครุ่นคิดและพยายามนึกย้อนกลับไป เธอจำได้ว่าเธอ

ได้ยินเสียงสวดมนต์ ก่อนสติจะดับวูบไป เมื่อมารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าร่าง

ของเธอกำลังถูกคลื่นลมพัดพาลอยล่องไปมาราวกับคลื่นในทะเล จนเธอ

อยากจะอาเจียน

เมื่อคิดว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว อรนลินก็ดรามาเต็มสตรีม ปล่อยให้

น้ำตาไหลรินเพราะความเศร้า และรู้สึกเสียใจกับชีวิตของตัวเองที่โดนโชค-

ชะตาเล่นงาน

“ฮือๆ โชคชะตาไม่น่าจะใจร้ายเล่นตลกกับชีวิตของอรแบบนี้เลย

ใจร้าย ใจร้ายที่สุด”

“ผู้ใดว่าโชคชะตากำลังเล่นตลกกับเจ้ากัน เพลานี้โชคชะตากำลังให้

โอกาสแก่เจ้าต่างหากเล่า” จู่ๆ เสียงที่จับทิศทางไม่ได้พลันดังขึ้น พาให้คนที่

นั่งรำพันร่ำไห้โทษดวงชะตาอยู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหันมองไปรอบๆ

พร้อมกับทำหน้าเลิ่กลั่ก

“คะ...ใครกัน นั่นใครพูด เอ๊ะ...หรือจะเป็นยมทูต”

 

“ข้ามิใช่ยมทูตดอก ข้าเป็นเพียงนายทวาร ผู้ทำหน้าที่เฝ้าทวารแห่งกาล

แลทวารแห่งชีวิตเท่านั้น” คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นไม่ได้ทำให้อรนลินกระจ่าง

ขึ้นมาแต่อย่างใด ถึงแม้จะงุนงง แต่เธอก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง เมื่อคิดว่าที่นี่

ยังมีคนอื่นนอกจากเธอ

“เออ...อรยังไม่เข้าใจอยู่ดีค่ะ แต่เรื่องนั้นช่างเถอะ อรอยากจะรู้ว่า

ตอนนี้อรยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าคะ หรือว่าอรตายไปแล้ว” หญิงสาวตัดสินใจ

ถามในสิ่งที่ตัวเองกังขา

“ตายแล้วเป็นอย่างไร มีชีวิตอยู่แล้วเป็นอย่างไร มันก็เพียงแค่เส้นใย

บางๆ ที่ผูกดึงดวงวิญญาณของเจ้าเอาไว้กับร่างกายซึ่งเป็นสังขารที่เจ้ายืมมา

เท่านั้น เมื่อถึงเพลาเจ้าก็ต้องคืนสังขารนั้นไป จักยึดติดไปเพื่อสิ่งใดกัน”

 “ยิ่งได้ยินอรก็ยิ่งงงค่ะ ตกลงอรตายไปแล้วหรือว่ายังไม่ตายคะท่าน

แล้วที่ว่าโชคชะตาให้โอกาสมันหมายความว่ายังไงกัน”

                “มนุษย์หนอมนุษย์ เอาเถิด ข้าจักอธิบายเยี่ยงที่มนุษย์พึงจักเข้าใจได้

แก่เจ้าก็แล้วกัน” เสียงที่ดังมาจากทุกทิศบอก อรนลินก็ฟังอย่างตั้งใจ

“เพลานี้ชีวิตของเจ้าอยู่ในช่วงที่เรียกกันว่าแขวนอยู่บนเส้นด้าย หาก

เจ้าจักกลับคืนสู่ร่างของเจ้าไปก็ยังทันดอกหนา แต่เจ้าได้ตั้งจิตอธิษฐานเอาไว้

มิใช่ฤๅ ว่าหากมีโอกาสก็ขอให้เจ้าได้กลับไปแก้ไขบ่วงกรรมของเจ้า”

“เจ้าค่ะ แต่อรก็ยังงงๆ อยู่ดี” อรนลินเริ่มเปลี่ยนคำพูดคำจาเมื่อสังเกต

ว่าอีกฝ่ายพูดจาคล้ายคนโบราณ พลางแอบคิดว่าป่านนี้ผู้ที่กำลังพูดจากับเธอ

อยู่คงจะนึกรำคาญเธอเต็มทน

“สิ่งที่เจ้าได้ประสบพบในชาตินี้ ล้วนเป็นเวรกรรมเก่าของเจ้าทั้งสิ้น”

“เวรกรรมเก่า?”

“ในอดีตกาลนับพันปีมาแล้ว เจ้าคือเจ้าหญิงผู้เลอโฉม แลเป็นที่เลื่องลือ

ไปทั่วแคว้น จนเป็นชนวนเหตุแห่งสงครามระหว่างเมือง แย่งชิงเพื่อให้ได้มา

ซึ่งสิทธิ์แห่งการครอบครองในตัวเจ้า แต่สุดท้ายแล้วเจ้าก็ตัดสินใจปลิดชีพ

ของตนเองลงด้วยพระแสงดาบ เพื่อมิให้เกิดการนองเลือด โดยที่เจ้าหารู้

ไม่ว่าการปลิดชีวิตแห่งตนนั้นถือเป็นบาปมหันต์ ที่เจ้าจักต้องชดใช้มันไป

ในอีกหลายภพหลายชาติ

“แต่เนื่องจากในยามที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าได้สร้างแต่กรรมดีโดย

ตลอดมา รวมถึงภพชาติก่อนๆ ของเจ้าด้วยเช่นกัน ดังนั้นองค์เทพจึงเมตตา

พร้อมทั้งประทานพรวิเศษให้แก่เจ้า โดยที่เจ้านั้นหารู้ไม่ ซึ่งก็ทำให้เจ้าสามารถ

ขอพรจากสวรรค์ได้ถึงสามข้อสามประการด้วยกัน

“สำหรับพรข้อแรกนั้น เจ้าได้ทำการขอไปเมื่อคราที่เจ้าตัดสินใจปลิดชีพ

ของตัวเจ้าลง โดยเจ้าขอให้ชาติภพต่อมา มาตรแม้นว่าเจ้าได้ถือกำเนิดมาเป็น

มนุษย์อีกครั้ง ก็ขอให้เจ้าจงเกิดมามีรูปโฉมที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่เป็นที่

ต้องตาต้องใจผู้ใดจนต้องเป็นเหตุแห่งการนองเลือดเยี่ยงในภพนั้นอีก” กล่าว

ถึงตรงนี้เสียงบอกเล่าก็เงียบไป อรนลินอดรนทนรอไม่ไหวจึงรีบถามต่อ

“แล้วเป็นอย่างไรบ้างล่ะเจ้าคะ ได้เป็นไปตามคำขอหรือไม่”

                “เจ้าย่อมที่จักได้ตามคำขอ ในที่สุดเจ้าก็ได้ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์

อีกครั้ง หลังจากที่เจ้าได้ถือกำเนิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเพลาหลายภพ

หลายชาติเพื่อชดใช้กรรมจากการปลิดชีพแห่งตน อันถือเป็นบาปมหันต์

ไม่ว่าเจ้าจักกระทำไปเพราะเหตุผลใดก็ตาม”

“เออ...แล้วชีวิตต่อมา...”

“มิได้น่าเกลียดน่าชังดอกหนา หากเพียงมิได้งดงามหมดจดจนเป็น

ที่ต้องตาต้องใจของผู้ใดตั้งแต่แรกพบเท่านั้นดอก ทว่ากลับเป็นสิ่งที่ทำให้

เจ้าเป็นทุกข์ยิ่งนัก แลมักจักนำตนเองไปเปรียบกับผู้ที่งดงามกว่าเจ้าอยู่ร่ำไป

จนเกิดเป็นกิเลสแลพอกไว้ซึ่งความทุกข์ในใจของเจ้า สุดท้ายเจ้าก็หนีวิบาก-

กรรมมิพ้น”

“หนีวิบากกรรมไม่พ้น?” อรนลินนึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธออีกหนอ

“เจ้าได้ปลิดชีวิตของตนเองลงอีกครั้ง ด้วยการกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย

ต่อหน้าต่อตาของผู้เป็นบิดามารดาแห่งเจ้า อีกทั้งก่อนตายเจ้ายังได้อธิษฐาน

ขอพรซึ่งเป็นพรประการที่สอง”

“คราวนี้อรขอว่าอย่างไรเจ้าคะ”

“เจ้าขอให้ตนเองเมื่อได้ไปเกิดในภพภูมิใหม่ ก็ขอให้มีรูปโฉมหมดจด

งดงาม มาตรแม้นว่าเจ้าจักได้ดังที่ขอ แต่กรรมที่เจ้ามิรักชีวิตตัว นอกจาก

จักทำลายชีวิตของตนแล้ว เจ้ายังได้ทำลายชีวิตของบิดาแลมารดาของเจ้า

อีกด้วย ความระทมทุกข์จากการที่ได้เห็นลูกตายไปต่อหน้าต่อตา ทำให้บิดา

มารดาของเจ้าต้องจบชีวิตของตนเองลงตามเจ้าไปหลังจากที่เจ้าหมดลมหายใจ

ได้เพียงไม่นาน”

“แต่ชาตินี้อรไม่ได้ฆ่าตัวตายนะเจ้าคะ”

“แต่ก็เป็นสิ่งที่เจ้าคิดจักกระทำในเพลาต่อมา”

“เออ...อร...”

“ชาตินี้ภพนี้ การที่เจ้าต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะวิบากกรรมที่เจ้าได้กระทำ

เอาไว้ เจ้ามิรักชีวิตแล้วยังทำลายตน ถือเป็นบาปมหันต์ แลเจ้ายังทำให้บิดา

 

                (โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)

รายละเอียด

อรนลิน สาวสวยผู้อาภัพ ตัดสินใจข้ามกาลเวลาไปเเก้ไขอดีต ส่งผลให้ชีวิตในปัจจุบันพลิกผัน
เมื่อสาวงามเเห่งโลกปัจจุบันต้องไปอยู่ในร่างสาวอวบอ้วนห่งอโยธยา
มิหนำซ้ำยังมีสามีเป็นคนวิปลาส
อีกทั้งมารดาของเขาก็อยากมีหลานเสียจนตัวสั่น
ถึงขนาดเอ่ยปากขอร้องให้เธอช่วยทำหลานให้
เเละยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเเม่หญิงคนงามคิดจะมาเเย่งสามีของเธออีก
โดยขอท้าเเข่งขันความเป็นเเม่ศรีเรือน
คำโบราณว่าไว้ "เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร"
เเล้วมีหรือที่คนอย่างเธอจะยอม
เเบบนี้ต้องเเข่งขันกันดูสักยก
ว่าระหว่างสาวงามจากในรั้วในวัง
กับแม่อ้วนผู้มีจิตวิญญาณของหญิงสาวจากโลกอนาคต...ใครจะเเน่กว่ากัน

รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (96 รายการ)

www.batorastore.com © 2017