เพลงรักรอยเสน่หา

เพลงรักรอยเสน่หา

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786165020930
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 250.00 บาท 125.00 บาท
ประหยัด: 125.00 บาท ( 50.00% )

เนื้อหาบางส่วน

ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ บนเตียงนอนผู้ป่วย หญิงสาว

ผมสีดำยาวสลวยในชุดสีฟ้าอ่อนของโรงพยาบาลกำลังนั่งพิงหมอนสีขาว

อยู่ตรงหัวเตียง สายตาเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง สายลมเอื่อยๆ

พัดผ่านผ้าม่านสีขาวพลิ้วไหวเข้ามาปะทะกับรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า

ที่ซีดเชียวดูอิดโรย หลังมือบางด้านซ้ายเชื่อมต่อกับสายนํ้าเกลือที่ห้อย

ระโยงระยางอยู่ข้างเตียง ส่วนมืออีกข้างวางอยู่บนตัก ข้างๆ มีเด็กผู้หญิง

ตัวเล็กๆ สวมชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีขาว ตกแต่งด้วยลูกไม้ระบายอยู่รอบ

กระโปรง บนศีรษะผูกด้วยโบสีฟ้าเล็กๆ น่ารักเอาไว้ คางเล็กๆ ของเด็กน้อย

เกยอยู่บนหลังมือที่ประสานกันอยู่บนเตียง สายตาคู่เล็กจ้องมองไปยัง

ร่างบางที่นั่งอยู่เงียบๆหญิงสาวร่างบางหันหน้ามาช้าๆส่งยิ้มให้แล้วยกมือ

ที่วางบนตักขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ ของเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู

‘ราชาวดี...ความรักที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องทางกายภาพหรือจินตนาการ

ที่จะให้คนที่เรารักเป็นอย่างที่เราต้องการให้เป็น ความรักที่แท้จริงคือการ ยอมรับทุกสิ่งที่เป็นอยู่ของคนที่เรารัก ทั้งในอดีต ปัจจุบัน รวมถึงอนาคต

ที่จะเป็นและที่จะไม่เป็นด้วย...และยอมรับมันให้ได้โดยตลอด...พี่มีความสุข กับสิ่งที่พี่เลือกแล้วละ’

ภาพอดีตในวันวานของพี่สาวไม่เคยเลือนหายไปจากสมองของ

เธอเลย พี่ยังอยู่ในความทรงจำของเธอเสมอไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

ราชาวดีมองดูผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปมาในสนามบินเจียงไคเชกแห่งนี้

เธอกำลังรอคอยคนที่จะมารับหลังจากนั่งเครื่องมาลงที่สนามบินได้เกือบ

ครึ่งชั่วโมงแล้ว นี่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมารับเธอเลย ราชาวดีเริ่มวิตก

กังวลเล็กน้อย สองมือน้อยๆ ประคองกอดกระถางต้นไม้เล็กๆ ที่อุ้มมา

ด้วย เธอก้มมองด้นราชาวดี ต้นไม้ที่แม่ชอบ ต้นไม้ที่มีชื่อเหมือนกับชื่อ

ของเธอ มันเปรียบเสมือนตัวแทนของแม่ที่จากไปแล้ว ทำให้รู้สึกว่าแม่

ยังคงอยู่ใกล้ๆ และในกระเป้าเป้สีขาวบนหลังยังมีของสำคัญอีกอย่าง

หนึ่ง นั่นก็คือขลุ่ยผิว ของแทนใจของพี่สาว เป็นอีกสิ่งที่เธอขาดไม่ได้

ต้องน่าติดตัวมาด้วย

‘พี่ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นยัง1ไง...แต่ที่รู้คงทุกข์ใจมาก...หากเป็นไปได้

พี่อยากให้เขาทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงแม้ไม่มีพี่อยู่ข้างๆ พี่จะ

อยู่ตรงนี้ จะเป็นสายลมที่นำพาความสงบสุขไปให้แก่เขา จำบทเพลง

ของขลุ่ยผิวนี้ให้ดีนะราชาวดี...จำบทเพลงแห่งความรักของพี่ให้ดี...หาก

น้องมีโอกาส...มอบเพลงนี้ให้แก่เขาแทนพี่ด้วย,

ราชาวดีจำหยดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มนั้นได้ดี สองมือบางขาวซีด ลูบไล้ไปมาบนใบหน้าของเธอก่อนการผ่าตัด สัมผัสนั้นยังคงติดตา

เธออยู่ และหลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้นไป พี่สาวก็ไม1ยอมฟืนขึ้นมา

อีกเลย เธอร้องเรียกยังไงก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากพี่สาว แม้แต่เสียง

ขลุ่ยผิวที่เธอเป่า เสียงเพลงที่เธอร้องด้วยบทเพลงที่พี่สาวแต่งขึ้นก็ไม่อาจ

เรียกให้พี่สาวฟื้นขึ้นมาได้

‘ราชาวดี...พี่สาวเธอแค่นอนหลับไปเท่านั้น...แต่จะหลับนานแค่ไหน

พี่ไม่รู้...เธอต้องอดทนนะ’

คำพูดของหมอหนุ่มหน้าตาดี ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่ดวงตาทั้งสองข้าง แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นลูกครึ่งไทย-จีน นามว่าคลินทร์ ยังคงก้อง

อยู่ในสมองของราชาวดี วันแล้ววันเล่าที่เธอเฝ้ามองพี่สาวที่นอนหลับอยู่

บนเตียง สองมือน้อยประสานเกยคางเล็กๆ อยู่ข้างเตียง เธอหวังไว้ว่า

มือบางนั้นจะยกขึ้นมาลูบศีรษะเล็กๆ ของเธออีกสักครั้ง แต่มันก็ไม่เคย

เป็นอย่างที่เธอหวังไว้

แต่แล้วความหวังน้อยๆ ของเธอก็ส่องประกายขึ้นเมือเธอกลับไป

ยังบ้านที่เคยอยู่กับพี่สาว แล้วพบกับรูปภาพของผู้ชายคนหนึ่งในสมุด

บันทึกของพี่สาว ทำให้เธอพอจะเดาได้ว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่พี่สาว

รอคอยอยู่ ผู้ชายในรูปคนนี้อาจทำให้พี่สาวฟืนขึ้นมาอีกครั้ง เธอรีบวิ่ง

ไปหาคลินทร์ที่เป็นเจ้าของไข้ เอาสมุดบันทึกเล่มนั้นให้เขาอ่าน รวมทั้ง

สมุดที่พี่สาวเธอเขียนเพลงเอา1ไว้

‘ราชาวดี...พี่สาวเธอนี่มืออาชีพจริงๆ บทเพลงของเขายอดเยี่ยม

มาก’ คลินทร์กล่าวชมจากใจจริง แต่พอสบตาคู่เล็กๆ แล้วเริ่มรู้สึกตัวว่า

กำลังออกนอกเรื่องอยู่

‘เอ่อ...ขอโทษที...ผู้ชายในรูปคนนี้ชื่อหลินฟงน่ะราชาวดี...ท่าทาง

จะเป็นนักแต่งเพลงเหมือนถ่งเชียว...จากบันทึกที่เขียนไว้รู้สึกจะอยู่ที่

ไต้หวันนะ’

‘หนูจะไปไต้หวัน’ ราชาวดีพูดขึ้นด้วยความมุ่งมั่น

คลินทร์อ้าปากด้างตกใจกับคำพูดนี้ เขาไม่ยอมให้เด็กอายุลิบสี่

ไปคนเดียวแน่ แม้ว่าราชาวดีจะอายุสิบสี่แล้ว แต่รูปร่างของเธอไม่ได้

โตตามวัยเหมือนเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอกลับมีรูปร่างเล็ก

คล้ายเด็กอายุลิบเอ็ด ทำให้คลินทร์รู้สึกเป็นห่วง เขาพยายามคัดค้าน

แต่จนด้วยเหตุผล เพราะมันคือความหวังเดียวของราชาวดีที่มีต่อพี่สาว

ต่างบิดาที่นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่บนเตียง ญาติเพียงคนเดียวที่เหลือ

อยู่ในชีวิตหลังจากที่พ่อกับแม่ต้องมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ราชาวดี

จึงกลายเป็นเด็กกำพร้าตัวคนเดียวมาตลอด จนอายุแปดขวบก่งเชียว

ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมรับตัวเธอมาอยู่ด้วย

ถ่งเชียวอายุยี่สิบห้าปีตอนที่พบกับราชาวดีเป็นครั้งแรก ในเวลา

 

นั้นเธอซึ่งเป็นนักแต่งเพลงมือหนึ่งของไต้หวันได้หลบมาใช้ชีวิตในเมือง

ไทยกับน้องสาวเพียงคนเดียว คลินทร์มีอายุห่างจากก่งเชียวเพียงปีเดียว

เป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกับบ้านสองพี่น้อง เพราะพ่อแม่ของเขากับพ่อแม่

ของราชาวดีเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อนและชื้อบ้านอยู่ติดกัน เขาจำได้ดี

เมื่อสองพี่น้องช่วยกันแต่งเพลง ราชาวดีร้อง ถ่งเชียวเล่นเครื่องดนตรี

แต่สิ่งที่ก่งเชียวถนัดน่าจะเป็นพิณกับขลุ่ยผิว รวมทั้งเปียโน แต่วันหนึ่ง

โชคร้ายก็มาเยือน เมื่อหมอตรวจพบก้อนเนื้องอกในสมองก่งเชียว เธอ

เข้ามารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลของเขาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว

แต่หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้นก่งเชียวกลับไม่ยอมพ่นขึ้นมาโดยไม่ทราบ

สาเหตุ

คลินทร์จึงรับอุปการะราชาวดีแทนก่งเชียวและเป็นธุระจัดการ

ให้ราชาวดีได้ไปเรียนภาษาที่ไต้หวัน โดยพักอยู่กับเจียซินซึ่งเป็นลูกพี่

ลูกน้องของคลินทร์ที่อยู่ในไต้หวัน เพื่อให้เธอสามารถอ่านภาษาจีนกลาง

ได้ และจะได้มีโอกาสไปสัมผัสบ้านเกิดของพี่สาวตัวเองด้วย คลินทร์

อยากให้ราชาวดีสืบทอดความตั้งใจของถ่งเชียวได้ในอนาคต

‘ฉันจะแต่งเพลงให้ราชาวดีร้อง คลินทร์...ราชาวดีเป็นเด็กที่พิเศษ

...ฉันไม่เคยพบเด็กที่มีพรสวรรค์เหมือนน้องสาวของฉันมาก่อน’

ถ่งเชียวมีสีหน้าแววตาบ่งบอกถึงความชื่นชมในตัวราชาวดี เมื่อ

ตอนที่เธอได้ยินเสียงร้องเพลงของราชาวดี แก้วเสียงที่ไม่มีใครเหมือน

กับความจำที่เป็นเลิศ ราชาวดีเป็นเด็กที่มีความจำไม่เหมือนใคร เพียง

แค่เธอได้ยินหรือฟังอะไรแค่ครั้งเดียว เธอจะจำมันได้อย่างแม่นยำ ฉะนั้น

หากส่งไปเรียนภาษาที่ไต้หวัน เธอต้องทำได้ดีแน่ นี่คือความตั้งใจของ

ถ่งเชียวก่อนที่เธอจะป่วย

‘จะมีคนมารับที่สนามบิน รอจนกว่าเขาจะมา รู้ไหมราชาวดี’

นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของคลินทร์ ก่อนที่ราชาวดีจะขึ้นเครื่องบิน

มาไต้หวัน โดยมีเจ้าหน้าที่ของสายการบินที่คอยดูแลเธอเป็นพิเศษ

จากการฝากฝังของคลินทร์ ลูกพี่ลูกน้องของคลินทร์ที่จะดูแลราชาวดี

ในช่วงที่เธอมาอยู่ที่นี่คงจะลืมเธอไปแล้วมั้ง ราชาวดีลุกขึ้นยืน เดินตรง

ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนจะยื่นจดหมายที่

คลินทร์ให้พกติดตัวไว้ส่งให้ตำรวจนายนั้น แม้จะสื่อสารกันไม่รู้เรื่องแต่

ท่าทางเขาเหมือนจะรู้ว่าเธอต้องการอะไร

“เอาละ...ถึงแล้วละ บ้านเลขที่นี้ใช่แน่” นายตำรวจคนหนึ่ง

พูดขึ้น

ราชาวดีเงยหน้าขึ้นมองบ้านหลังใหญ่ตรงหน้า ประตูรั้วสูงใหญ่

สีขาวหน้าบ้านตกแต่งด้วยลวดลายที่สวยงาม แสดงว่าเจ้าของบ้านต้อง

เป็นผู้ที่มีฐานะดีอย่างแน่นอน เธอยกมือไหว้สองนายตำรวจที่พามาส่ง

และไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรกับเธอ แต่ดูจากท่าทางน่าจะหมายความ

ว่าให้รักษาตัวดีๆ ก่อนจะเปิดประตูรถให้เธอลงไป ราชาวดีอุ้มกระถาง

ต้นราชาวดีพร้อมลากกระเป้าเดินทางเดินมาหยุดยืนอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน

แล้วเอื้อมมือน้อยๆ ไปกดกริ่งที่อยู่หน้าประตู แต่นานสองนานก็ไม่มี

วี่แววของใครเลย เธอจึงเลือกที่จะนั่งลงพิงประตูรั้วโดยเหยียดขาทั้งสอง

ข้างออก และนั่งรอจนผล็อยหลับไป

รถสปอร์ตสีดำเข้ามาชะลอที่หน้าประตูบ้าน ทำให้ร่างเล็กที่

หลับไปสะดุ้งตื่น แสงไฟหน้ารถที่สว่างจ้าทำให้เธอต้องยกมือขึ้นบังหน้า

พอปรับสายตากับแสงไฟนั้นได้ เธอผุดลุกขึ้น จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปหา

ชายหนุ่มร่างสูงที่อายุน่าจะประมาณสิบเก้าถึงยี่สิบปี ใส่เสื้อยืดสีขาว

สวมทับด้วยแจ็กเกตหนังสีดำ กางเกงยืนลีวายส์สีซีดๆ เขากำลังลงจาก

รถเดินมาเปิดประตูบ้าน สายตาของชายหนุ่มไม่ไต้เหลือบแลมาทาง

ราชาวดีเลย จนเธอเข้ามาสะกิดข้างๆ ให้เขาหันมาทางเธอ ก่อนจะหยิบ

จดหมายที่พกติดตัวออกมายื่นให้อ่าน แต่แล้วเขากลับทำในสิ่งที่ไม่

คาดฝัน ชายหนุ่มขยำจดหมายของเธอแล้วปามันทิ้งก่อนเดินขึ้นรถ

ราชาวดีตกใจกับการกระทำของเขา รบวิ่งไปเก็บจดหมายที่ถูกปาทิ้งไป

พอหันกลับมาอีกครั้ง ชายหนุ่มนิสัยแย่คนนั้นก็ขับรถเข้าบ้านแล้วปิด

ประตู ทิ้งเธอไว้ข้างนอกอย่างไม่ไยดี

ราชาวดีน้ำตาซึมอยากร้องไห้ เวลานี้เธออยากกลับบ้าน ทว่า

ใบหน้าของพี่สาวก็ผุดขึ้นมาในสมอง ทำให้เธอต้องเดินกลับมาทรุดตัว

ลงนั่งเหยียดเท้าที่เดิม ศีรษะน้อยๆ พิงกับประตูรั้วหน้าบ้าน...นี่ก็ใกล้ค่ำ

แล้ว เธอต้องนอนอยู่ตรงนี้หรือ...ราชาวดีหันหน้ากลับไปมองประตูบ้าน

อีกครั้ง...ใช่บ้านหลังนี้จริงๆ หรือ พี่คลินทร์ให้ที่อยู่ผิดหรือเปล่านะ...

สายฝนเริ่มโปรยลงมา ราชาวดีวิ่งวนไปวนมาอยู่ตรงนั้นสองสาม

รอบเพื่อหาที่หลบ แต่ก็ไม่มีพื้นที่พอให้หลบฝนไต้ ในที่สุดก็จำต้องยืน

ตากฝนอยู่หน้าประตูบ้าน หยดน้ำเล็กๆ หยดลงบนตัวเธอจนเปียกชุ่ม

ฝนที่ตกลงมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ราชาวดีเริ่มรู้สึกหนาวสั่น เธอมองไปที่

ประตู...ยังไม่มีใครออกมาเปิดประตูให้เธอเลย สุดท้ายร่างเล็กๆ ก็

ทรุดตัวลง สมองของเธอเริ่มมีนตึง ตาสองข้างก็เริ่มหนักอึ้งขึ้นทุกที

และในที่สุดมันก็ปิดลง...จากนั้นทุกอย่างก็ดับมืดไป

 

แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าสาดส่องลอดซ่องหน้าต่างเข้ามา

พร้อมด้วยเสียงนกร้องขับขาน ทำให้ร่างเล็กๆ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตา

ของเธอหรี่ลงปรับแสงจ้าแล้วเริ่มมองดูเพดานสีขาวต้านบนที่ไม่คุ้นตา

ร่างบางสั่นเล็กน้อย รู้สึกไม่สบายตัว เธอมองดูตัวเองซึ่งขณะนี้สวม

ชุดนอนสีชมพูใต้ผ้าห่มหนานุ่มบนเตียงใหญ่ สมองเริ่มลำดับเหตุการณ์

ต่างๆ เธอไม่ได้นอนตากฝนอยู่ข้างนอกหรอกหรือ แล้วตอนนี้เธออยู่

ที่ไหน ราชาวดีสะคุ้งโหยงลุกขึ้นนั่งทันทีเมื่อนึกขึ้นไต้ ก่อนหันไป

มองต้านข้าง ขณะนี้มีหญิงสาวสวยผิวขาว ผมสีน้ำตาลอ่อนตัดเป็นลอน

นั่งอยู่บนเก้าอี้สีฟ้าภายในห้องกำลังมองมาที่เธอ หญิงสาวส่งยิ้มมาให้

พลางเอื้อมมือมาลูบแก้มใสของเธอเบาๆ พร้อมพูดภาษาที่ราชาวดี

ฟังแล้วเข้าใจ

“ขอโทษนะ ฉันไปรับหนูข้า ไม่คิดว่าหนูจะมารอที่หน้าบ้านแล้ว”

 ราชาวดีส่ายหน้า ยิ้มอย่างดีใจ ในที่สุดก็เจอสักที คนที่ต้องมา

หาและอยู่ด้วย ดีใจที่ไม่ใช่ชายหนุ่มนิสัยแย่คนเมื่อวานนี้

“สวัสดีค่ะ หนูชื่อ รา-ชา-วะ-ดี-ค่ะ” เสียงเล็กๆ แนะนำชื่อตัวเอง

อย่างถ่อมตัว ทำให้หญิงสาวตรงหน้ายิ้มกว้าง เข้ามาโอบกอดเธอไว้แน่น

“ขอโทษนะที่ทำให้เธอต้องตากฝนเมื่อวานนี้...ราชาวดี” เจียซิน

รู้สึกผิดที่ทำให้ราชาวดีต้องนั่งตากฝนหน้าประตูบ้าน เด็กผู้หญิงตัวเล็ก

ตรงหน้าคงรู้สึกไม่ดีตั้งแต่วันแรกที่มาถึงที่นี่

“ฉัน'ชื่อเจียซิน เป็นลูกพี่ลูกน้องของคลินทร์” เจียซินแนะนำตัวเอง

กับราชาวดี

เจียซินเป็นคุณผู้หญิงของบ้านหลังใหญ่นี้ และยังไม่มีลูก

เลยเอ็นดูราชาวดีเป็นพิเศษ การมาอยู่ที่นี่คงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอย่างที่

ราชาวดีคิดก่อนมาที่นี่ตามคำแนะนำของคลินทร์

อาหารมื้อเข้าถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย โจ๊กร้อนๆ ส่งกลิ่นหอม

น่ากินวางอยู่ตรงหน้าราชาวดี เจียซินเห็นว่าเมื่อคืนนี้ราชาวดีมีไข้ด้วย

จึงสั่งแม่บ้านให้ทำอาหารอ่อนมาให้เธอกิน ส่วนเจียซิน ทุกเข้าเธอจะ

ดื่มกาแฟเพียงแก้วเดียวเท่านั้นก่อนออกไปทำงาน

“เป็นอย่างไงบ้างอร่อยไหม ทานเยอะๆ นะราชาวดี ถ้าไม่อิ่ม

เดี๋ยวฉันจะสั่งให้แม่บ้านยกมาเพิ่มให้อีก”

ราชาวดีก้มหน้ากินโจ๊กอย่างคล่องปากด้วยความเอร็ดอร่อย และ

เงยหน้าขึ้นมองเจียซินที่ส่งยิ้มมาให้

“โจ๊กอร่อยมากเลยค่ะคุณเจียซิน แต่ว่า...แคนหนูยังทานไม่หมด

เลยนะคะ” ราชาวดีทำหน้าแหยๆ กลัวจะกินโจ๊กไม่หมด เจียซิน

เห็นท่าทางของเธอแล้วก็อดขำไม่ไต้

ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ชายวัยกลางคนแต่งกายภูมิฐาน

 

 

(โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)

 

 


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (96 รายการ)

www.batorastore.com © 2020