เงารักลวงตะวัน

เงารักลวงตะวัน

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786160006236
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 220.00 บาท 143.00 บาท
ประหยัด: 77.00 บาท ( 35.00% )

เนื้อหาบางส่วน

หญิงสาวใช้นิ้วชี้ไล่อ่านตัวหนังสือทีละบรรทัดอย่างบรรจง

เจ้าของดวงตากลมโตเพ่งมองข้อความบนแผ่นกระดาษด้วยใจระทึก

มันคือหนังสือแจ้งสถานที่ทำงานของเธอในฐานะแพทย์ใช้ทุนปีสอง

ลงนามโดยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดของสถานที่แห่งนั้น

ทันทีที่เห็นคำยืนยัน หญิงสาวก็ยิ้มกริ่มด้วยความดีใจ เมื่อ

สถานที่ที่ได้บรรจุไม่ได้ทำให้เธอผิดหวังสักนิด เร็วกว่าความคิด เธอ

รีบหยิบโทรศัพท์มือถือโทร. รายงานอนาคตการทำงานในวิชาชีพให้

ครอบครัวทราบ

“เชียงดาว!” ปลายสายอุทานลั่นจนหญิงสาวสะดุ้งโหยง

“ใช่ค่ะ คุณแม่ฟังไม่ผิดหรอก หนึ่งได้บรรจุที่โรงพยาบาล

เชียงดาว” หนึ่งตะวันพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติ เพื่อลดอาการ

ตื่นเต้นของนภา

“แกจะบ้าหรือยายหนึ่ง แค่จับฉลากได้ไปทำงานไกลถึง

เชียงใหม่ ฉันก็ขี้เกียจจะเดินทางไปหาอยู่แล้ว นี่ไปทำงานอยู่อำเภอ

ไกลๆ แบบนั้นอีก” นภาบ่นผ่านโทรศัพท์ ไม่เข้าใจลูกสาวที่นับวันยิ่ง

โตก็ยิ่งออกจากอ้อมอกเธอไปทุกที เธอน่าจะดีใจที่ลูกสาวคนเดียว

อุตส่าห์ร่ำเรียนจบมาเป็นแพทย์ได้สำเร็จ แต่เมื่อได้ฟังชื่อโรงพยาบาล

ที่ลูกสาวได้บรรจุเข้าทำงาน ก็รังแต่จะทำให้เธอหัวเสีย

“ในเมืองมีหมอเยอะแล้ว เขาต้องการเรามากกว่า อยู่ที่นั่น

หนึ่งต้องช่วยชีวิตคนไข้ได้เยอะแน่นอน” หนึ่งตะวันปรับน้ำเสียงเพื่อ

ให้แม่เชื่อมั่นในตัวเธอ “อีกอย่าง จากเชียงดาวขับรถชั่วโมงสองชั่วโมง

ก็ถึงตัวเมืองเชียงใหม่แล้ว ไม่ไกลอย่างที่คิดหรอก หนึ่งแค่อยากช่วย

เหลือชาวบ้านที่ห่างไกลให้สมกับการได้เป็นหมอ” หนึ่งตะวัน

พยายามอธิบาย รู้ดีว่าแม่ไม่อยากให้เธอไปอยู่นอกเมืองสักเท่าไร

แต่นั่นเป็นสิ่งที่เธอแอบหวังไว้ ยิ่งห่างไกลแม่เท่าไร ทั้งเธอและเขาก็

ยิ่งมีโอกาสได้เจอกันมากกว่าที่นภาจะรู้เห็น

“ไม่ต้องมาอ้างอุดมคติอะไรของแกยายหนึ่ง ฉันรู้นะ ที่แก

เลือกไปอยู่ไกลถึงเชียงดาว เพราะจะได้แอบไปเจอเจ้าเมธาอะไรนั่น

ละสิ อยู่เชียงใหม่คงกลัวฉันตามไปรังควาน” ปลายสายทำน้ำเสียง

รู้ทัน

หนึ่งตะวันรู้สึกชาไปทั่วใบหน้า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แม่จะเดาใจ

เธอได้ ลูกสาวคนเดียวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ไปไหนก็ติด

แม่เป็นตังเม มีหรือที่แม่จะไม่รู้ว่าเธอคิดจะทำอะไร

“ไม่ใช่เสียหน่อย...” หนึ่งตะวันแย้งเสียงเบา แต่ในใจก็ปฏิเสธ

สิ่งที่แม่พูดไม่ได้ ส่วนหนึ่งที่เลือกไปทำงานที่เชียงดาว ไม่ใช่เพราะ

อุดมคติของแพทย์ดีเด่นแบบที่อ้างไปเมื่อครู่ แต่เพราะชายหนุ่มคนรัก

ต่างหาก ซึ่งบางทีเหตุผลนั้นอาจจะเป็นเหตุผลหลักเลยก็ได้

“อย่าให้ฉันรู้นะว่าแกกับเจ้าเวชกิจต๊อกต๋อยนั่นยังคบกันอยู่”

นภาทำเสียงไม่พอใจ ไม่อยากเอ่ยชื่อผู้ชายที่มีแต่จะทำให้เธอเสีย

อารมณ์ไปมากกว่านี้ “อีกอย่างอำเภออื่นที่ใกล้ตัวเมืองก็มี ทำไมไม่

เลือก ไกลขนาดนั้นมันเดินทางลำบาก” นภายังหาข้อดีของที่ทำงาน

ของลูกสาวไม่ได้

“รถโดยสาร รถตู้ หรือรถประจำทางก็มีเกือบทุกครึ่งชั่วโมง

เดินทางสะดวกกว่าที่คิดนะคะ ที่สำคัญเรามีบ้านอยู่ที่นั่นไม่ใช่เหรอคะ

หนึ่งคิดว่าจะไปอยู่ที่บ้านคำสุริยา...”

“อะไรนะ ไม่ได้ แกจะไปพักที่นั่นไม่ได้เด็ดขาด!” นภาขึ้นเสียง

ออกอาการฉุนเฉียวเมื่อรู้ว่าลูกต้องการไปพักบ้านเก่าแก่ของตระกูล

“อ้าว ทำไมล่ะคะ ก็บ้านของเราไม่ใช่เหรอ ถ้าหนึ่งพักที่นั่น

หนึ่งก็จะได้ดูแลบ้านเราได้ด้วย ไม่เห็นมีเหตุผลอะไรที่ไปทำงานอยู่ที่

เชียงดาวแล้วพักบ้านตัวเองไม่ได้”

“จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ฉันไม่สนใจแกแล้ว” นภาโกรธจนตัว

สั่น ไม่รู้จะเอาเหตุผลใดมาขัดขวางลูกสาว จึงตัดสายโทรศัพท์ด้วย

อารมณ์

หนึ่งตะวันแปลกใจที่นภาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง แต่อย่างไรเสีย

เธอก็ชินกับนิสัยเจ้าอารมณ์ของผู้เป็นแม่อยู่พอสมควร

“ยิ่งแก่ ยิ่งขี้งอนนะแม่” หนึ่งตะวันเปรยหลังแม่วางสาย

โทรศัพท์ นภาเป็นคนขี้โมโห ไม่พอใจอะไรก็จะโวยวายเสียงดัง ทว่า

ลึกๆ ไม่ใช่คนร้ายกาจ แม้วันนี้จะโกรธ แต่หากปล่อยเวลาผ่านไป

สักพัก แม่ก็จะหายโกรธไปเอง หนึ่งตะวันมั่นใจว่าสิ่งที่เธอตัดสินใจ

วันนี้ ไม่ได้ทำให้ใครต้องเดือดร้อน

หกปีแล้วที่หนึ่งตะวันได้รู้ว่าชีวิตควรจะต้องเลือกและตัดสินใจ

เพื่อตัวเองบ้าง ตอนอายุสิบแปดเธอดีใจมากที่สอบติดคณะแพทย-

ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ ซึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้ว่า

ถ้าขืนยังอยู่ใกล้ผู้เป็นแม่ตลอดเวลา เธอไม่มีทางได้ทำในสิ่งที่ตัวเอง

ต้องการได้เพราะต้องอยู่อย่างปราศจากอิสระ ไม่ได้ทำกิจกรรมหรือ

ใช้ชีวิตอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัย

นภาคือท้องฟ้าที่กำหนดขอบเขตการขึ้นลงของดวงอาทิตย์

ดวงนี้...

ความกดดันที่ถาโถมทำให้หนึ่งตะวันแสวงหาช่องทางที่จะได้

สัมผัสชีวิตของการเป็นผู้ใหญ่ และต้องการหลุดพ้นจากคำสบประมาท

‘หมอลูกแหง่’ ที่เพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยเรียกเธอ

ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ นั่นคือสิ่งที่หนึ่งตะวันปรารถนาหลัง

เรียนจบ โชคดีที่จับฉลากเลือกที่ทำงานได้เป็นเชียงใหม่

ช่วงที่สาวเมืองกรุงต้องทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุนที่โรงพยาบาล

ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลาที่หนึ่งตะวันได้อยู่ห่างแม่ และทำให้

ดวงตะวันดวงนี้รู้ว่าเธอสามารถเปล่งแสงความสุขได้อย่างเต็มที่ เข็ม

วินาทีเดินไปแต่ละครั้งด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง ที่ได้มีโอกาสทำ

ในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

ทันทีที่ทำงานใช้ทุนที่โรงพยาบาลศูนย์และฝึกเป็นแพทย์อินเทิร์น

ครบหนึ่งปี พอขึ้นปีที่สองหนึ่งตะวันก็เลือกอำเภอไกลๆ สำหรับการ

ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน เพราะขืนอยู่ในตัวเมือง นภาก็

สามารถหาโอกาสมาหาเธอได้บ่อยๆ

ครั้นจะเข้าป่าเข้าดอย ไปอำเภอไกลๆ อย่างดอยเต่าหรือ

อมก๋อย เธอก็ยังหวั่นใจอยู่ เชียงดาวจึงเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุด

เพราะอย่างน้อยครอบครัวของเธอก็มีบ้านอยู่ที่นั่น

‘แม่มีบ้านไม้สักหลังใหญ่อยู่ที่นั่น บ้านคำสุริยา’

หนึ่งตะวันนึกถึงเรื่องราวที่นภาเคยเล่าให้ฟัง บ้านพร้อมสวน

ลิ้นจี่อันแสนกว้างที่ติดต้นแม่น้ำปิง เธอวาดฝันไว้ว่าที่นั่นน่าจะ

สวยงามเพราะไม่เคยไปเยือน แม้เธอกับแม่จะมาเที่ยวเชียงใหม่ไม่รู้

กี่ครั้ง แต่น่าแปลกที่นภาไม่เคยพาไปที่บ้านคำสุริยาแม้แต่ครั้งเดียว

‘มันไกลและเปลี่ยว เอาไว้มีโอกาสที่ดีค่อยไป’ คำปฏิเสธที่

ได้ยินจนชินทำให้เธอเลิกสนใจที่จะไปที่นั่นอีกต่อไป

แต่ตอนนี้ชีวิตของเธอจะเริ่มที่เชียงดาว ไม่ใช่เรื่องยากที่จะไป

ใช้ชีวิตที่บ้านคำสุริยา แต่เธอไม่เข้าใจว่าแค่เปรยให้คนเป็นแม่ฟังวันนี้

ทำไมนภาต้องอารมณ์เสียขนาดนั้น

                ถ้าบ้านคำสุริยาอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนัก เธอก็จะพัก

ที่นั่น ไม่ต้องพักที่บ้านพักในโรงพยาบาลให้อึดอัด ชีวิตต่อจากนี้ไป

แม้จะอยู่ในที่ห่างไกลสังคมเมือง ทว่าหนึ่งตะวันกลับพอใจและรอให้

ถึงในเร็ววัน การตัดสินใจในครั้งนี้คงจะทำให้เธอกล้าตัดสินใจเรื่อง

อื่นๆ ในชีวิตด้วย โดยเฉพาะเรื่องหัวใจ

 

“ตกลงยายหนึ่งได้ทำงานที่ไหน” หนุ่มใหญ่ที่แม้จะจดจ่อ

กับหนังสือพิมพ์กรอบเช้าและถ้วยกาแฟในมือ แต่เมื่อได้ยินเสียงของ

ภรรยาสุดที่รักที่โวยวายกับลูกสาวทางโทรศัพท์ ก็ทวนคำถามอีกครั้ง

แม้จะรู้คำตอบอยู่เต็มอก

“คุณไม่ได้ยินฉันเถียงกับมันอีกเหรอ ยายหนึ่งลูกรักของคุณ

อยากไปเป็นหมอแม้วอยู่บนดอยที่เชียงดาวนู้น” นภาที่ไม่พอใจลูกสาว

บอกสามีด้วยเสียงกระแทกกระทั้น แต่เขากลับยิ้มที่มุมปากอย่างไม่

สะทกสะท้าน และไม่ละสายตาจากหนังสือพิมพ์ในมือ

“คุณไม่คิดจะทำอะไรบ้างหรือ ลูกสาวคนเดียวไปอยู่ไกล

ขนาดนั้น เคยห่วงลูกบ้างหรือเปล่า” นภาโวยวายเมื่อวัชระนิ่งเฉย

“คุณจะให้ผมทำอะไรล่ะ ที่ผ่านมาผมก็เห็นคุณทำเพื่อแกหมด

แต่ดูเหมือนยิ่งคุณทำ ยายหนึ่งก็ยิ่งหนีไปไกลเรื่อยๆ” คนพูดยังนิ่ง

แต่คนฟังกลับทำตาโตลุกขึ้นกระฟัดกระเฟียด

“อ๋อ ปรากฏว่าที่ฉันคอยดูแลยายหนึ่งมาตลอด คอยใส่ใจทุก

 ฝีก้าว ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง วันนี้พอลูกจะไปที่อื่น คุณกลับคิดว่า

เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะฉัน” นภาระเบิดอารมณ์ใส่สามี

“ใจเย็นๆ สิคุณ ผมว่าบางทียิ่งเราไล่ตาม ไปวุ่นวายกับชีวิต

ลูกมากเท่าไร แกก็ยิ่งหนีไปไกลเท่านั้น ลูกเลือกจะเป็นหมอนะคุณ

อาชีพนี้ไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัวเท่าไรหรอก ส่วนใหญ่ต้องเสียสละ

เพื่อประชาชน เราควรภูมิใจในตัวลูกสาวคนเดียวของเรามากกว่า”

วัชระละสายตาจากหนังสือพิมพ์ หันมาอธิบายให้ภรรยาใจเย็นลง

“อีกอย่าง ถ้าไปอยู่เชียงดาว เราก็ไปเยี่ยมได้สะดวกนะ เรามี

บ้านอยู่ที่นั่น ดีเสียอีก ยายหนึ่งจะได้ช่วยดูแลบ้านคำสุริยา”

 “ไม่ได้ ยายหนึ่งไม่เคยเข้าไปที่นั่น ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็

ไม่รู้” นภายืนยันเสียงแข็ง

“ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรนี่คุณ บ้านของคุณไม่ให้ลูกอยู่แล้วจะให้

ใครอยู่ ที่ผ่านมาเราก็ส่งเงินให้ยายบัวไหลช่วยทำความสะอาด ดูแล

ที่ทางให้ทุกเดือน ถ้าคุณเป็นห่วงลูกจริงๆ วันที่หนึ่งตะวันไปทำงาน

เราก็ถือโอกาสไปส่งแกที่นั่น พร้อมกับไปพักที่บ้านคำสุริยาก็ได้นะ”

วัชระกล่าวด้วยรอยยิ้ม เขารู้นิสัยภรรยาดี เสียงดังและเอาอารมณ์

เป็นที่ตั้ง แต่หากคุยด้วยเหตุผล นภาก็จะเข้าใจและสงบอารมณ์ได้

เอง

“แต่...” นภายังอยากจะเถียง แต่เมื่อสามีรับปากจะไปส่งลูก

ด้วย เธอก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยเขาก็คงจะคัดค้านหากได้

เห็นว่าเชียงดาวไม่เหมาะกับลูกสาวของเขานัก

 

หญิงสูงวัยเกล้ามวยเหน็บดอกเอื้องผึ้งสีสวยสด ค่อยๆ

บิดลูกกุญแจที่คล้องประตูรั้วแล้วผลักประตูไม้สักบานใหญ่จนเกิด

เสียงดังเอียดอาดเพราะไม่ค่อยได้ใช้งาน เช่นเดียวกับสีประตูที่เคย

เป็นสีน้ำตาลเข้มเคลือบแล็กเกอร์ บัดนี้เวลาได้กัดเซาะจนมีสีซีดจาง

และมีรอยขึ้นราประปราย

บัวไหลหันมาทางสามชีวิตที่ยืนรออยู่หน้าประตู ครอบครัว

เจ้าของบ้านหลังใหญ่ตรงหน้าซึ่งฝากให้เธอดูแลกว่าสามสิบปี ตั้งแต่

ผมบนศีรษะยังมีสีเดียว บัดนี้ศีรษะที่แซมดอกเอื้องผึ้งกลายเป็นสี

ดอกเลา เธอยินดีที่ได้พบวัชระและนภา ซึ่งไม่ได้เจอหน้าทั้งสองคน

                “ข้าเจ้าดูแลปัดกวาดทุกอาทิตย์ สวนลิ้นจี่หลังบ้านก็ส่งคนมา

ถางหญ้าเป็นประจำ” บัวไหลเปรยให้ครอบครัวเจ้าของบ้านฟัง “บ่นึก

ว่าป้อเลี้ยง แม่เลี้ยงจะมาแอ่ว เลยบ่ได้เตรียมห้องนอนหื้อ กำเดียว

จะใช้ละอ่อนเตรียมเน้อเจ้า” หญิงสูงวัยชาวเหนือ ผู้เฝ้าบ้านคำสุริยา

พูดเนิบๆ พลางยื่นลูกกุญแจให้นภาซึ่งรับมาแล้วหันไปหาหนึ่งตะวัน

“นี่คือป้าบัวไหล แกคอยดูแลบ้านคำสุริยาให้เรามาตลอด

บ้านแกก็อยู่ข้างๆ นี่แหละ”

หนึ่งตะวันยกมือไหว้บัวไหล หญิงสูงวัยที่นภาแนะนำ

“ลูกสาวฉันเองแหละ แกจะมาเป็นหมอที่โรงพยาบาลเชียงดาว

ตอนแรกรบเร้าจะมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ แต่ฉันไม่อยากให้แกอยู่คนเดียว

มันอันตราย” นภาหันไปพูดกับคนดูแลบ้านต่อ

“แถวนี้บ่มีโจรผู้ร้ายนะเจ้า สงบเงียบดี แม่เลี้ยงบ่ต้องเป๋นห่วง”

บัวไหลเอ่ย

“เห็นไหมแม่ ป้าแกก็บอกแล้วว่าไม่มีอะไร อีกอย่างมันก็ห่าง

จากโรงพยาบาลไม่กี่กิโลเอง”

“แล้วถ้าแกขึ้นเวรลงเวร ใครจะไปรับไปส่ง” นภาสวนทันควัน

“เอาน่าๆ หยุดได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก รีบเข้าบ้านก่อนเถอะ เรื่องอื่น

ค่อยตกลงกัน เดินทางมาก็ไกล ไม่เมื่อยกันบ้างรึ อ้อ บัวไหล เดี๋ยว

รบกวนหาอะไรให้พวกฉันทานกันหน่อยนะ” วัชระตัดบท หนึ่งตะวัน

หันมาทำหน้ายียวนใส่ผู้เป็นแม่ แล้วเดินเกาะแขนพ่อเข้าบ้าน ทิ้ง

นภาให้ยืนถอนหายใจอยู่นอกรั้ว

บ้านหลังใหญ่ตั้งอยู่ริมถนน สวยงามตามสถาปัตยกรรมแบบ

ล้านนา นภาเดินเข้าไปช้าๆ แต่ละก้าวเหมือนมีเข็มนับพันทิ่มแทงให้

รู้สึกเจ็บปวด นานเท่าไรแล้วที่เธอไม่ได้มาที่นี่...คำสุริยา

“กว้างกว่าที่หนึ่งคิดไว้อีกนะคะพ่อ” หนึ่งตะวันวางกระเป๋าไว้

ที่เชิงบันได วิ่งสำรวจดูรอบบ้านราวกับเด็กน้อยแสนซน ลานกว้างที่

 

            (โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)

                


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (95 รายการ)

www.batorastore.com © 2021