อาญาเสน่หา

อาญาเสน่หา

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9786165020497
ของหมด (ต้องการสินค้า)
ราคา: 230.00 บาท 149.50 บาท
ประหยัด: 80.50 บาท ( 35.00% )

เนื้อหาบางส่วน

“สวยจริงลูกสาวพ่อ” พิพัฒน์เอ่ยอย่างภาคภูมิใจกับภาพ

ตรงหน้า

บุตรสาวคนเดียวในวัยยี่สิบสี่คนนี้ ไม่เคยทำให้เขาผิดหวังมาก่อน

เลยไม่ว่าเรื่องไหน ความประพฤติดี ไม่มีประวัติด่างพร้อย เรียนจบจาก

สถาบันชื่อดังของต่างประเทศ เป็นที่ภาคภูมิใจของเขาเสมอมา และ

ความปีติยินดีของหัวอกผู้เป็นบิดาอย่าง พิพัฒน์ บันทายง ก็มาถึงจุด

สูงสุดในค่ำวันนี้

ภาพบุตรสาวในชุดสีขาว ตัวเสื้อเป็นเกาะอกประดับลูกไม้ผูกเป็น

โบขนาดย่อมเรียงราย ส่วนด้านหน้าเป็นริบบิ้นยาวขึ้นมาคล้องพาดไป

กับไหล่ลาดละมุน ประดับไข่มุกเม็ดเล็กๆ รอบเอวคอด กระโปรงลูกไม้

ลายพฤกษายาวกรอมเท้าทำให้หญิงสาวดูงดงามราวกับเป็นเจ้าหญิง

ขวัญข้าวมองตัวเองในกระจกบานโตแล้วก็ได้แต่ส่งยิ้มให้ผู้เป็น

บิดา จริงๆ แล้วหล่อนยังสับสนเกินกว่าจะบอกได้ว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่

กับการแต่งงานครั้งประวัติศาสตร์นี้

หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวใหญ่ โรงแรมดังใจกลางเมืองแทบจะปิด

ให้บริการเพื่อทุ่มเทกับการจัดงานครั้งนี้ งานวิวาห์ระหว่างลูกสาว

ว่าที่ ส.ส. หน้าใหม่กับบุตรชายรัฐมนตรีอนาคตไกลกำลังจะเริ่มต้นขึ้นใน

ค่ำคืนนี้

หล่อนก็เหมือนหญิงสาวทั่วๆ ไป คือใฝ่ฝันที่จะเห็นตัวเองอยู่ในชุด

สีขาวท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองของงานวิวาห์ และแน่นอน

ด้วยหัวใจรักที่บ่าวสาวมีให้แก่กัน แต่น่าเสียดายที่เพียงหญิงสาวสำเร็จ

การศึกษาเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยได้ไม่ถึงสัปดาห์ ผู้เป็นบิดาก็

แนะนำให้หล่อนรู้จักกับชายหนุ่มคนหนึ่งในฐานะคู่หมั้นเสียแล้ว และ

หนึ่งเดือนให้หลัง วันแต่งงานก็ถูกกำหนดขึ้น

‘คุณคณิตเป็นคนดี เป็นถึงลูกชายท่านรัฐมนตรี อาชีพการงานก็

มั่นคง พ่อเชื่อมั่นว่าเขาจะต้องดูแลลูกสาวของพ่อได้เป็นอย่างดี’ พิพัฒน์

ให้เหตุผลหลังจากแจ้งข่าววันแต่งงานให้บุตรสาวเตรียมตัวเป็นสะใภ้

รัฐมนตรีทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน

‘มันไม่เร็วไปหน่อยหรือคะพ่อ เราเพิ่งจะพบกันได้ไม่กี่ครั้งเอง’

‘ไม่เร็วหรอกลูก จะช้าหรือเร็วยังไงลูกก็ต้องแต่งงานกับคุณคณิต

อยู่ดี’

‘แต่เราไม่ได้รักกัน’

‘รู้ได้ยังไงว่าไม่ได้รัก แต่งกันไปไม่นานก็รักกันเอง’

‘แต่พ่อคะ...’ หญิงสาวค้านเสียงอ่อน ยิ่งเห็นท่าทีขึงขังของผู้เป็น

บิดาแล้วก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองใกล้จะหมดทางเลือกลงทุกที

ว่ากันตามจริงหล่อนได้พบหน้าว่าที่เจ้าบ่าวที่แสนจะถูกใจผู้เป็น

บิดามานับสิบครั้งแล้ว ได้รู้จักกันมาพอสมควร เพียงแต่ยังไม่ได้สนิท

สนมถึงขั้นที่จะสามารถตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันได้เท่านั้นเอง

เขาก็ดูดีอยู่หรอก ทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูล แต่สิ่ง

เดียวที่ขาดไปเห็นจะเป็นความรู้สึกบางอย่างที่หล่อนกับเขายังไม่ได้มี

ร่วมกัน...

‘ทำไม หรือว่าลูกมีคนรักอยู่แล้ว’

‘ไม่มีค่ะ’ หล่อนอยากค้าน อยากโกหก แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์

                สี่ปีที่ไปเรียนต่อ หญิงสาวไม่ได้คบหากับใครเลย หัวใจที่ว่างเปล่า

มีเพียงความคิดถึงบิดา คิดถึงบ้าน เกินกว่าจะใส่ใจหาใครมาเคียงข้าง

‘หรือว่าคุณคณิตทำอะไรให้ลูกไม่พอใจ’

‘ไม่มีค่ะ’

หล่อนตอบตามตรง คณิตอัธยาศัยดี ยิ้มแย้ม ใจเย็น ข้อสำคัญ

เขาเป็นสุภาพบุรุษ วางตัวเหมาะสม ไม่เคยทำให้หล่อนอึดอัดใจ เรียกได้

ว่าเป็นผู้ชายที่น่าคบที่สุดเท่าที่หล่อนเคยรู้จักมา หญิงสาวจึงจนใจ ไม่รู้

จะยกเหตุผลข้อไหนมาคัดค้านการตัดสินใจของผู้เป็นบิดา

‘เห็นไหม คุณคณิตออกจะเป็นคนดี รู้ไหมว่าลูกสาวของพ่อโชคดี

แค่ไหนที่ได้เป็นเจ้าสาวของเขา มีแต่สาวๆ อิจฉากันทั้งนั้น’

คำพูดของพิพัฒน์ไม่ได้เกินจริงเลย เพียงไม่นานหลังจากมีข่าว

การแต่งงานลงคอลัมน์เล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ บรรดาเพื่อนฝูงของ

หล่อนก็เริ่มโทรศัพท์มาสอบถาม รวมทั้งคนรู้จักและคนไม่รู้จักที่โทร.มา

แสดงความยินดีเต็มไปหมด และมีไม่น้อยที่ถึงกับออกปากว่าหล่อนเป็น

เจ้าสาวที่โชคที่สุดของปี

ความคิดที่จะคัดค้านการแต่งงานก็เริ่มจางหายไปเรื่อยๆ ประกอบกับ

ความเสมอต้นเสมอปลายของเขา คือไม่รุกเร้ามากเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน

ก็ดูแลเอาใจใส่หล่อนด้วยดีมาโดยตลอด ไม่มีขาดตกบกพร่อง จนหญิง

สาวเริ่มคิด...

บางทีผู้เป็นบิดาอาจจะพูดถูก การแต่งงานกับคณิตอาจเป็นทาง

เลือกที่ดีที่สุดในชีวิตหล่อนก็เป็นได้ อนาคตข้างหน้า...ใครจะรู้...

“คุณพ่อคะ เดี๋ยวแต่งหน้าอีกหน่อยจะสวยกว่านี้อีกค่ะ”

 ริสา เพื่อนสนิทของเจ้าสาวจีบปากจีบคอบอกพิพัฒน์

“คุณพ่อไปแต่งตัวได้แล้วค่ะ เดี๋ยวไปรับแขกแล้วไม่หล่อนะคะ

นี่จวนจะหกโมงเย็นแล้วด้วย”

เพื่อนเจ้าสาวอยู่ในชุดสีชมพูอ่อน กระโปรงจับจีบพองๆ คล้าย

ฟักทอง ดวงหน้าขาวถูกแต่งแต้มด้วยสีสันโทนสีชมพูจัดจ้านให้เข้ากับ

เสื้อผ้า ริสากับขวัญข้าวเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัย

เรียนมัธยมฯ ริสาสวยแบบสาวสมัยใหม่ แต่งตัวเก่ง ในขณะที่ขวัญข้าว

สวยแบบเย็นๆ มักใส่แต่เสื้อผ้าเรียบๆ ทว่าก็ดูโดดเด่นไม่แพ้กัน

“ก็ได้ๆ” พิพัฒน์มองบุตรสาวด้วยความปลาบปลื้มอีกครั้งก่อนจะ

ยอมก้าวออกจากห้องไป

เมื่อพิพัฒน์เดินจากไป ริสาก็เดินมานั่งเคียงข้างขวัญข้าวที่นั่งทำ

หน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่

“เป็นอะไรของแกฮะ! ทำหน้าเหมือนถ่ายไม่ออก”

ริสาแหย่ทั้งที่รู้ดีว่าเพื่อนสาวกำลังสับสนเพียงใดกับการต้องเดิน

เข้าพิธีวิวาห์เคียงข้างเจ้าบ่าวที่มิได้มีใจปฏิพัทธ์ด้วย แม้ส่วนตัวแล้วริสา

จะไม่เห็นด้วย แต่ในเมื่อเพื่อนไม่ได้ถูกผู้ใหญ่บังคับ หล่อนจะเข้าไป

ก้าวก่ายก็ใช่ที่

“ไม่ตลกนะริสา ฉันเครียดจะแย่อยู่แล้ว”

“ทำไมอีกล่ะ ในเมื่อแกตัดสินใจแล้ว จนถึงป่านนี้แล้วอย่าบอก

นะว่าจะเปลี่ยนใจ”

“เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น แกก็รู้ดีนี่ว่าถ้าฉันเปลี่ยนใจ พ่อจะเสียใจ

แค่ไหน”

เพื่อนเจ้าสาวฟังแล้วก็ทำหน้ามุ่ยพลางถอนใจยาวเหยียดก่อนเอ่ยต่อ

“ถามจริงเหอะ แกเต็มใจแต่งงานหรือเปล่า”

“เต็มใจสิ คุณคณิตเขาเป็นคนดีออก เป็นสุภาพบุรุษ ใช้ชีวิตอยู่

กับเขาคงไม่มีอะไรต้องกังวล” ขวัญข้าวตอบคล่องราวกับท่องมาตลอด

สองเดือนที่ผ่านมา

“แล้วทำไมถึงทำหน้าอย่างนั้นล่ะ”

“ก็แหม! ไม่รู้สิ มันบอกไม่ถูก เหมือนมันขาดอะไรไปสักอย่าง”

“อย่าบอกนะว่าอะไรที่แกว่าน่ะมันคือความรัก”

“ไม่รู้สิริสา”

ขวัญข้าวตอบอย่างเหม่อลอย ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ภาพของตัวเอง

ในกระจกก็จริง แต่ใจนั้นไม่รู้ว่าลอยไปถึงไหนแล้ว

ริสานึกอยากเขกกะโหลกเพื่อนรักสักที โทษฐานโลเลไม่เข้าเรื่อง

ถ้าไม่อยากแต่งงานก็ควรจะยืนกรานเสียตั้งแต่ต้น เพราะผู้ชายที่รักลูก

อย่างพิพัฒน์คงใจไม่แข็งพอที่จะบังคับขู่เข็ญขวัญข้าวให้เดินเข้าพิธี

วิวาห์เป็นแน่

อีกใจหนึ่งหล่อนก็เห็นใจเพื่อนอยู่ไม่น้อย ในฐานะผู้หญิงด้วยกัน

การเลือกคู่ครองย่อมเป็นเรื่องใหญ่ ขนาดคนที่รักกันปานจะกลืนยัง

เลิกรากันมาแล้วนักต่อนัก นับประสาอะไรกับผู้ชายที่บิดาเลือกให้ ซึ่งไม่

อาจแน่ใจได้เลยว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะดีจะเลวก็คงต้องรอ

ดูกันต่อไปเท่านั้น หล่อนจึงไม่กล้าเข้าไปวุ่นวายกับการตัดสินใจของ

เพื่อน ทำได้เพียงแสดงความเห็นใจเท่านั้น

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แกก็ยังมีฉันนะข้าว”

“อืม...ฉันรู้ ริสา แกดีกับฉันเสมอ ถ้าวันนี้ไม่มีแก ฉันคงร้องกรี๊ด

ไปแล้ว”

“ถึงมีฉันแกจะกรี๊ดก็ได้นะ”

“บ้าน่ะสิ! คนจะได้วิ่งมาดูว่าเจ้าสาวเป็นอะไร อยู่ดีๆ ก็ร้องกรี๊ดๆ”

ขวัญข้าวตอบพลางหัวเราะออกมาได้ หล่อนรู้สึกผ่อนคลายลงบ้างแล้ว

“ตกลงแกจะเอายังไง”

“ไม่รู้สิ ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ” หล่อนยอมรับกับเพื่อนตามตรง

“ใจหนึ่งฉันอยากวิ่งหลบออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลย แต่อีกใจก็บอกว่าไม่ได้

ฉันทำให้ทุกคนผิดหวังไม่ได้”

“แล้วตัวแกล่ะ ไม่ผิดหวังในตัวเองบ้างเหรอ”

“ไม่หรอกริสา อย่างน้อยคุณคณิตก็เป็นคนดีนะ ฉันกำลังจะ

แต่งงานกับผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แถมยังเป็นคนดี แล้วฉันจะต้องการ

อะไรมากไปกว่านี้อีกล่ะ”

“ถ้าแกแน่ใจนะข้าว”

คนแน่ใจส่งยิ้มฝืนๆ ให้เพื่อนอย่างไม่มีคำตอบใดๆ ให้

ระหว่างที่เพื่อนรักทั้งสองคนยังหาสาเหตุที่แท้จริงให้ความรู้สึก

ตัวเองไม่ได้อยู่นั้น ไฟในห้องก็ดับพรึบลง ทุกอย่างมืดสนิท

“เอ๊ะ! ไฟดับได้ยังไง”

“นั่นสิแก โรงแรมระดับห้าดาวเนี่ยนะไฟดับ” ริสาบ่นอุบ แต่พอ

เห็นเจ้าสาวเริ่มเคลื่อนไหวอยู่รางๆ ก็รีบอาสาเสียเอง

“แกอยู่นี่แหละ เดี๋ยวสะดุดอะไรเข้ากระโปรงขาดละแย่เลย เดี๋ยว

ฉันไปดูเอง”

พูดจบคนอาสาก็เดินออกไปทันทีโดยไม่รอคำตอบ คงเพราะเดิน

เข้าๆ ออกๆ ห้องนี้หลายครั้งแล้วในเวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วโมง จึงพอจะ

จำทางได้

ขวัญข้าวจึงค่อยๆ เดินไปหาเก้าอี้ตัวใกล้ที่สุดแล้วนั่งลงอย่าง

ใจเย็นพลางคิดว่าไฟดับก่อนงานเลี้ยงจะเริ่ม ไม่รู้ว่าจะหมายถึงลางร้าย

อะไรหรือไม่

เพื่อนสาวเงียบหายไปพักใหญ่ ไฟก็ยังไม่มา แถมยังไม่มีใครเข้า

มาบอกด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ฉะนั้นเมื่อดวงตาชินกับความมืดบ้างแล้ว

หญิงสาวก็ตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง ไฟบริเวณทางเดินด้าน

นอกก็มืดสนิทเช่นกัน มิหนำซ้ำยังไม่มีใครเดินผ่านมาเลยสักคน

“มันอะไรกันนะ!”

หญิงสาวเริ่มคิดในแง่ร้าย หรือจะมีเหตุไฟไหม้ แต่ระบบเตือนภัย

ก็ไม่ได้ทำงาน ระเบียงทางเดินก็เงียบเชียบว่างเปล่า ถ้าหากมีเหตุร้ายก็

น่าจะมีเสียงร้องหรือเสียงอะไรที่ผิดปกติดังขึ้นบ้าง

หล่อนเดินไปคิดไป ใจยังไม่คิดว่าจะมีอะไรน่าหวาดหวั่น

แต่ฉับพลันก็มีเสียงร้องกรี๊ดดังมาจากที่ไกลๆ ขวัญข้าวหันไปทาง

ต้นเสียง

‘นั่นเสียงริสานี่’

ขวัญข้าวคิด และไวเท่าความคิด หล่อนกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปทาง

นั้นทันที ต้นเสียงดังมาจากบริเวณลานจอดรถ

หญิงสาวเดินมาถึงบริเวณลานจอดรถที่มีไฟส่องทางสลัวๆ หล่อน

เดินผ่านรถญี่ปุ่นคันหนึ่ง พยายามย่อตัวหลบและสอดส่ายสายตามอง

หาเพื่อนไปด้วย ทว่าในความสลัวรางทำให้มองอะไรได้ไม่ชัดนัก ใจหนึ่ง

เริ่มบอกตัวเองให้หันหลังกลับเพื่อไปตามคนมาช่วย แต่อีกใจก็อยากไปดู

ให้รู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจอะไรลงไป ก็ปรากฏร่างของใครบางคนยืน

อยู่อีกด้านหนึ่งของลานจอดรถ

ผู้ชายร่างกำยำกำลังก้าวยาวๆ ไปยังรถตู้คันใหญ่ที่จอดอยู่ไม่ห่าง

ด้วยท่าทางร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อผู้ชายอีกคนเบี่ยงตัวเพื่อเปิด

ประตูรถ หล่อนจึงได้เห็นร่างของริสานอนสลบอยู่ในอ้อมแขนกำยำนั้น

“ริสา!” หล่อนอุทานกับตัวเอง ไม่มีเวลาย้อนกลับไปขอความ

ช่วยเหลือแล้ว หล่อนจึงตัดสินใจลอบเข้าไปใกล้รถตู้คันนั้นด้วยใจระทึก

หญิงสาวพยายามเข้าไปใกล้ให้เร็วที่สุด ด้วยเกรงว่ารถตู้จะออกตัว

ไปเสียก่อน ทว่าชายสองคนกลับยืนคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

หล่อนไม่รู้ว่าทั้งสองคุยอะไรกันเพราะเสียงทุ้มๆ นั้นเบาเหลือเกิน

เพียงแค่จับใจความได้เล็กน้อยระหว่างที่ก้าวไปแอบอีกฝั่งหนึ่งของรถตู้

ได้สำเร็จ

“เอาไงดีทีนี้ คนที่อยากให้มาดันไม่มาเสียนี่” ชายคนแรกถาม

“เหลือทางเดียว คงต้องเสี่ยง” อีกคนหนึ่งตอบ

หล่อนไม่สนใจว่าจะเสี่ยงอะไรกัน ได้แต่ภาวนาให้ทั้งสองถอย

ห่างออกไปมากกว่า แล้วก็ได้ผล เพราะทั้งสองคนปิดประตูรถตู้แล้วเดิน

ไปยังทางเข้าบริเวณห้องพักที่หญิงสาวเพิ่งวิ่งจากมาเมื่อครู่

 

                (โปรดติดติดตามต่อในฉบับเต็ม)

 

รายละเอียด

"อาญาเสน่หา"

ท่ามกลางพายุอารมณ์แห่งการแก้แค้นเพื่อเอาคืนและความรังเกียจชิงชังที่ต่างฝ่าย ต่างหยิบยื่นให้แก่กันของ "ธีรดนย์" ชายหนุ่มผู้มีไฟพยาบาทเผาผลาญใจ และ "ขวัญข้าว" หญิงสาวผู้ตกเป็นเหยื่อ รับอาญาจากความผิดที่เธอไม่ได้เป็นผู้ก่อโดยไม่รู้ตัว... ความรู้สึกบางอย่างก็ได้ก่อตัวขึ้นภายในหัวใจ 2 ดวง และในท้ายที่สุด เมื่อเรื่องราวกระจ่างแจ้ง "ความจริง" ปรากฏขึ้น "ความแค้น" จางหาย และเกิด "ความรัก" เข้ามาแทนที่ !!

แล้วความรักบนรอยแค้นนี้จะดำเนินต่อไป และมีบทสรุปอย่างไร !? ขอเชิญคุณผู้อ่านมาติดตามร่วมกันในนิยาย "อาญาเสน่หา" เล่มนี้

เขียนโดย "Neananok"

 

352 หน้า


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (95 รายการ)

www.batorastore.com © 2021