ลิขิตรักปาฏิหาริย์ เล่ม 1 (FairyLove)

ลิขิตรักปาฏิหาริย์ เล่ม 1 (FairyLove)

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: ลิขิตรักปาฏิหาริย์1
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 354.00 บาท 230.10 บาท
ประหยัด: 123.90 บาท ( 35.00% )

เนื้อหาบางส่วน

อารัมภบท

                ชีวิตในวังหลัง...

ดูเอาเถิดว่าน่าเวทนาเพียงไหน ไฉนหญิงสาวมากมายนับพันคน จึงต้องทนอยู่อย่างเปลี่ยวเหงา เพื่อเฝ้ารอบุรุษเพียงหนึ่งเดียว ประดุจดังดอกไม้ที่รอคอยโอกาสเบ่งบาน หากสุดท้ายก็ได้แต่เหี่ยวเฉาและร่วงโรย

บ้างอาจโชคดีได้รับความโปรดปราน แต่ถึงกระนั้นชีวิตที่ต้องอยู่ท่ามกลางความริษยา แก่งแย่งชิงดี ไหนเลยใจจะเป็นสุข

นับว่าเป็นชีวิตที่เปลือกนอกดูสวยหรู ด้วยฐานะผู้หญิงของจักรพรรดิ ย่อมมีความเป็นอยู่ที่ดี เสื้อผ้าอาภรณ์ อาหารชั้นเลิศ ไม่มีขาด ถือเป็นชีวิตที่คนภายนอกใฝ่หา ไหนเลยกายจะเป็นทุกข์

นี่แหละหนาที่เรียกว่าสุขกายแต่ใจทุกข์

ถูกแล้วหรือ ที่จะยึดเอาวันเวลาแรกแย้มที่ควรจะได้เบ่งบานตามวัยของเหล่าหญิงสาว มาครอบครองอย่างเห็นแก่ตัวเช่นนี้

ถูกแล้วหรือ ที่ถือตนว่าเป็นโอรสสวรรค์ จึงสามารถบงการชีวิตผู้อื่นราวกับเป็นเพียงตัวเบี้ยบนกระดานหมากเช่นนี้

ถูกแล้วหรือ ที่ชายมีหลายภรรยานั้นยอมรับได้ ส่วนหญิงมีหลายสามีนั้นเรียกแพศยา

ถูกแล้วหรือ ที่บุรุษจะตั้งกฎเกณฑ์ ที่เอาแต่ได้เช่นนี้

ถูกแล้วหรือ...ข้าขอวอนถามฟ้า...

 

 

ดอกไม้ที่โรยรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 1

                ปัง! ปัง!! ปัง!!!

                เสียงปืนที่ดังไล่หลังมาทำให้มายาวีเหยียบคันเร่งจนมิด หัวใจของเธอเต้นรัวเร็วด้วยความกลัว เหงื่อเย็นเฉียบไหลผ่านไรผม

ทันใดนั้นอยู่ๆ รถก็หมุนคว้าง หญิงสาวพยายามบังคับรถอย่างยากลำบาก ทว่าก็ไม่สามารถควบคุมมันไว้ได้อยู่ดี รถของเธอชนโดนต้นไม้ใหญ่อย่างจัง แรงกระแทกที่รุนแรงส่งผลให้ถุงลมนิรภัยเด้งออกมาทันที

โชคดีที่ได้ถุงลมนิรภัยช่วยเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รอด แต่ถึงกระนั้นแรงปะทะก็ยังทำให้มายาวีรู้สึกมึนงงไม่น้อย เธอรีบคว้ากระเป๋าถือที่กลิ้งตกอยู่บนพื้นรถมาถือไว้ แล้วตะเกียกตะกายออกจากรถอย่างยากลำบาก ก่อนจะพาร่างที่ร้าวระบมของตัวเองหนีเข้าไปในป่ารกข้างทาง

หญิงสาวเหลียวซ้ายมองขวาเพื่อหาที่ซ่อน ก่อนจะรีบทิ้งตัวลงหมอบหลังพุ่มไม้ใหญ่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา เธอหอบถี่ หัวใจเต้นโครมครามอย่างตื่นกลัว 

มายาวีพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ตอนนี้เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพราะกลัวว่าเสียงแม้เพียงนิดอาจทำให้ถูกเจอตัว

เธอไม่น่าประมาทเลย...ไม่ควรเลยที่จะขับรถกลับกรุงเทพฯ คนเดียวตอนมืด ๆ แบบนี้ น่าจะรู้ว่าหลังจากที่มันเล่นงานพี่ชายแล้ว เป้าหมายต่อไปที่มันคิดจะเก็บก็คือเธอ

หญิงสาวเหลียวหน้าไปมองด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม เมื่อรู้สึกว่ามีเงามืดทาบทับจากทางด้านหลัง ดวงตาของเธอเบิกกว้างยามสานสบเข้ากับนัยน์ตาเหี้ยมเกรียมที่ฉายประกายอำมหิต ปืนสีดำมะเมื่อมของมันจ่อเข้ากับขมับของเธอ

“ดะ...เดี๋ยว! หยุดก่อน ฉันมีข้อเสนอ...ขอเพียงแกยอมปล่อยฉันไป ไม่ว่าคนที่จ้างแกมา จะให้เงินเท่าไหร่ ฉันให้เพิ่มอีกสองเท่า” มายาวีผุดลุกขึ้นพร้อมละล่ำละลักกล่าว ขณะที่สมองรีบหมุนเร็วจี๋เพื่อหาทางรอดให้ตัวเอง

“กูไม่ได้โง่ ให้ปล่อยมึงไปงั้นเหรอ...ปล่อยให้มึงไปแจ้งตำรวจมาจับกูหรือไง” มันตะคอกเสียงเหี้ยม พร้อมทำท่าจะเหนี่ยวไกตัดรำคาญ

“ห้าเท่า ฉันให้แกห้าเท่า ขอเพียงยอมปล่อยฉันไป ฉันสัญญาว่าจะไม่เอาผิดแก...”

“หุบปากไปเหอะ จะตายอยู่แล้วยังมาทำเป็นหัวหมอ คิดว่ากูจะหลงเชื่อลมปากของมึงหรือไง”

เมื่อเห็นแล้วว่าการเจรจาไม่ได้ผล เธอจึงตัดสินใจที่จะวางเดิมพันสุดท้ายอย่างหมาจนตรอก ว่าเธอจะสามารถเอาเครื่องช็อตไฟฟ้าไปช็อตมันได้ก่อนที่มันจะเหนี่ยวไกยิงหรือไม่ แม้จะรู้ดีว่าเป็นการกระทำที่แทบจะเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง     

ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะรู้สึกหวาดกลัวเท่าครั้งนี้ เพียงแค่มันขยับนิ้วเหนี่ยวไก ชีวิตเธอก็คงถูกปลิดปลิวไปอย่างง่ายดาย ซึ่งความรู้สึกราวกับหมาจนตรอกนี่เองที่ผลักดันให้ฮึดสู้ เธอกำเครื่องช็อตไฟฟ้าในมือแน่น ก่อนจะโถมตัวเข้าใส่มือปืน 

เธอเหวี่ยงมือข้างซ้ายเพื่อปัดวิถีกระสุนออกให้พ้นตัว ส่วนมืออีกข้างที่ถือเครื่องช็อตไฟฟ้าไว้ก็พุ่งไปจี้ใส่ซอกคอของมัน ดวงตาของคนร้ายเบิ่งค้างอย่างคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าเหยื่อที่แลดูไร้พิษสงจะแผลงฤทธิ์กะทันหัน ตัวของมันสั่นกระตุก ก่อนจะล้มฟาดพื้น

ทันทีที่เห็นคนร้ายนอนกองหมดสภาพอยู่บนพื้น หญิงสาวก็ยกมือขวาขึ้นกุมหัวใจอย่างโล่งอก พร้อมทั้งกู่ร้องในใจอย่างยินดี ไม่น่าเชื่อว่าการตัดสินใจอย่างหมาจนตรอกจะช่วยให้เธอรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด 

ทว่าในระหว่างที่มายาวีกำลังยืนหอบหายใจอยู่เหนือร่างของมือปืน ก็พลันเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น...     

ปัง!!!

สิ้นเสียงปืน หญิงสาวก็ค่อยๆ ก้มลงมองหน้าอกตัวเองอย่างเชื่องช้า เลือดมากมายไหลทะลักจากบาดแผล

ภาพที่เห็นทำให้หัวสมองของเธอมึนชา ก่อนที่ความเจ็บปวดรุนแรงถาโถมเข้าใส่ สายตาของเธอเริ่มพร่ามัว ลมหายใจรวยรินขาดห่วง

ที่แท้มือปืนไม่ได้มีเพียงหนึ่ง แต่มีถึงสอง โดยในช่วงจังหวะที่เธอคลายความระมัดระวังลง เนื่องจากกำลังดีใจที่จัดการคนร้ายได้ มือปืนอีกคนซึ่งก่อนหน้านี้แยกกันตามล่าหญิงสาว ดันบังเอิญเดินมาเห็นจังหวะที่เธอเพิ่งจัดการเพื่อนของมันเสร็จพอดี มันก็เลยจัดการปลิดชีวิตของเป้าหมายทันทีอย่างไร้ซึ่งความลังเล  

หญิงสาวแค่นเสียงหัวเราะคล้ายต้องการเย้ยหยันในโชคชะตา ชีวิตเธอจบสิ้นแล้วสินะ สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม ทั้งๆ ที่เกือบจะเอาผิดคนที่วางแผนฆาตกรรมพ่อแม่เธอได้อยู่แล้ว แต่เธอกลับต้องมาตาย ก่อนที่จะได้เห็นมันรับโทษทัณฑ์อย่างสาสม      

ร่างของหญิงสาวกระตุกวูบ ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะถูกพรากไปอย่างไม่ยินยอม...

 

เฮือก!

มายาวีสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับหอบแฮกราวกับเพิ่งผ่านการวิ่งร้อยเมตรมาหยกๆ นี่เธอยังไม่ตายงั้นเหรอ หรือว่ามันจะเป็นแค่ความฝัน แต่ถ้าเป็นแค่ความฝันจริงๆ ทำไมความรู้สึกตอนที่ลูกกระสุนทะลุผ่านร่างถึงได้สมจริงนักราวกับไม่ใช่ฝัน...เจ็บเจียนตาย...ทรมานเกินบรรยาย

แต่แล้วเมื่อหญิงสาวสังเกตเห็นสภาพรอบกายชัด ๆ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ไฉนสภาพห้องถึงดูเหมือนหลุดมาจากหนังจีนแบบนี้ล่ะ

ที่นี่คือที่ไหน?

แล้วเด็กนั่นคือใคร?

มายาวีขมวดคิ้วมองภาพสะท้อนในกระจกทองเหลืองด้วยความมึนงง ขณะเหลียวมองรอบกายเพื่อมองหาเด็กหญิงตัวน้อย ทันใดนั้นเธอก็ฉุกคิดขึ้นว่า ทำไมกระจกถึงได้ไม่สะท้อนภาพเธอ แต่กลับสะท้อนภาพเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มแทน

ขนกายเธอลุกชัน เมื่อความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ...หรือว่าเธอจะถูกผีบังตา!

ความสงสัยที่ถูกจุดขึ้น ทำให้เธอรีบผุดลุกขึ้นจากเตียงอย่างลนลาน คิ้วเรียวถูกขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยในกระจกได้ลุกออกมาจากเตียงด้วยท่าทางตื่น ๆ เช่นกัน เพื่อทดสอบข้อสงสัยข้อสันนิษฐานใหม่ที่เกิดขึ้นในใจ เธอจึงลองยกมือซ้ายขึ้นโบกไปมา ซึ่งก็เป็นดังที่นึกกลัว...

ไม่ว่าเธอจะทำอะไร เด็กหญิงในกระจกก็ทำท่าทางแบบเดียวกัน พอเธอเอียงคอ เจ้าเด็กนั่นก็เอียงคอ สุดท้ายเธอจึงลองกระโดดเตะ ภาพสะท้อนในกระจกก็ยังทำท่าทางเหมือนเธออีก

มายาวีสูดลมหายใจลึก พร้อมทั้งพยายามเรียกสติอย่างยากเย็น

หลังจากที่พอจะทำใจได้แล้ว เธอจึงค่อย ๆ ยกมือตัวเองขึ้นมาดู ก่อนจะเลื่อนสายตาลงสำรวจร่างกายตัวเองเป็นลำดับต่อไป ภาพที่เห็นทำให้เธอแทบลมจับ แข้งขาอ่อนยวบ จนทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างหมดแรง

สรุปแล้วเจ้าเด็กนั่นก็คือเธอ เธอก็คือเจ้าเด็กนั่นสินะ

โอ้สวรรค์...นี่ท่านคิดจะเล่นตลกหรือไร

เพี้ยะ!

มายาวีตัดสินใจตบหน้าตัวเองเพื่อทดสอบว่ากำลังฝันอยู่รึเปล่า ซึ่งหลังจากตบเรียบร้อยแล้ว เธอก็ได้แต่ลูบหน้าตัวเองด้วยความเจ็บ เพราะเมื่อกี้เธอเล่นใช้แรงแบบไม่มียั้ง

สามารถรู้สึกเจ็บได้แบบนี้ ย่อมแสดงว่าไม่ใช่ความฝัน

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องที่ควรจะมีแต่ในนิยายแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเธอ  

“ว้ายยย! คุณหนูลงไปนั่งทำอะไรที่พื้นเจ้าคะ” เสียงร้องของเด็กสาว ช่วยเรียกสติของคนที่ตกใจจนแทบช็อกให้กลับสู่โลกแห่งความจริง “เจ้ารีบไปเรียนนายท่านกับฮูหยินว่าคุณหนูฟื้นแล้ว” สิ้นเสียงสั่งการของเด็กสาว เด็กรับใช้อีกคนที่ดูเด็กกว่าคนที่ออกคำสั่งก็รีบทำตามทันที

ฮูหยิน...สรุปว่าเธอหลุดเข้ามาในยุคจีนโบราณจริงๆ ใช่ไหม แล้วเธอต้องพูดข้า ๆ เจ้า ๆ แบบในหนังจีนด้วยรึเปล่าเนี่ย มายาวีคิดในใจอย่างสุดเซ็งในโชคชะตาเฮงซวยของตัวเอง สรุปว่าเธอโดนยิงตายจนวิญญาณหลุดมาสิงร่างเด็ก หรือว่าความจริงแล้วเธอกำลังฝันอยู่กันแน่

“แล้วนี่หน้าคุณหนูไปโดนอะไรมาเจ้าคะ” เด็กสาวทรุดตัวนั่งคุกเข่าข้าง ๆ เธอ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

มายาวีหัวเราะแห้งๆ ให้กับคำถามของเด็กสาว จะให้ตอบว่าตบตัวเองก็คงไม่ได้ สู้ไม่ตอบอะไรเลยน่าจะเป็นผลดีมากกว่า ในเมื่อตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ควรจะนิ่งไว้ก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์

หลังจากที่ถูกเด็กสาวประคองกลับไปที่เตียง เธอก็พยายามเตือนตัวเองให้ใจเย็น ก่อนจะค่อย ๆ กวาดสายตาสำรวจสภาพห้องโดยรอบอย่าละเอียด ถ้าเทียบกับในหนังจีนที่เคยดู การตกแต่งห้องแบบนี้เจ้าของห้องน่าจะมีฐานะพอสมควรกระมัง

พอได้ยินเสียงคนเปิดประตูห้องเข้ามา เธอก็หันขวับไปมองทันที ถ้าเดาไม่ผิดสองคนนี้น่าจะเป็นนายท่านกับฮูหยินที่เด็กสาวกล่าวถึง

หนึ่งบุรุษองอาจผ่าเผย ทุกท่วงท่าแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งอำนาจที่น่ายำเกรง

หนึ่งสตรีงดงามอ่อนช้อย แลดูอ่อนโยนอารีดังภาพวาดเทพธิดาโบราณ

“เหม่ยซิงลูกแม่ ในที่สุดเจ้าก็ฟื้น” มายาวีได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ มองหญิงสาวที่ดึงตัวเธอเข้าไปกอดด้วยน้ำตานองหน้า

เธอคิดทบทวนคำพูดของหญิงสาวผู้นี้ เมื่อกี้นางบอกว่าเธอเพิ่งฟื้น แสดงว่าก่อนหน้านี้ต้องเกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับเด็กคนนี้ ทำให้หมดสติไป

“เกิดอะไรขึ้นหรือท่านแม่” เมยาวีถามเสียงแผ่วหวิว อดรู้สึกกระดากปากนิด ๆ ไม่ได้ที่ต้องเรียกผู้หญิงคนนี้ว่าแม่ เพราะดูยังไงผู้หญิงคนนี้ก็น่าจะอายุน้อยกว่าร่างเดิมของเธอ

“นี่ลูกจำอะไรไม่ได้เลยรึ เจ้าพลัดตกต้นไม้ ทำให้สลบไปหลายวันเชียวล่ะ” นางตอบพลางลูบศีรษะของเด็กสาวอย่างอ่อนโยน

ที่แท้เจ้าเด็กคนนี้ก็ซุกซนจนตกต้นไม้นี่เอง ดีล่ะ อุบัติเหตุแบบนี้เหมาะนักที่จะแกล้งทำเป็นความจำเสื่อม เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็บอกกับท่านแม่คนใหม่ด้วยน้ำเสียงที่แกล้งปั้นให้ฟังดูน่าสงสาร

“ท่านแม่ ไม่รู้ทำไมลูกถึงจำอะไรไม่ค่อยได้เลย ความจำของลูกสับสนนัก แถมยังรู้สึกปวดหัวด้วย”

ทันทีที่กล่าวจบ ชายที่น่าจะเป็นพ่อของเจ้าเด็กนี่ ก็รีบออกคำสั่งให้เด็กรับใช้ไปตามตัวหมอมาโดยด่วน ก่อนจะเดินตรงมายังเธอ แล้วพูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ลูกไม่ต้องกลัวนะเหม่ยซิง เดี๋ยวหมอก็มาแล้ว”

มายาวีพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ขณะที่ในใจนึกขำ ยังไงท่านหมอก็ไม่มีทางทำให้ความทรงจำที่เธอไม่เคยมีโผล่ขึ้นมาได้หรอก นอกจากจะเรียกให้หมอผีมาไล่เธอออกจากร่าง ถึงค่อยดูมีความเป็นไปได้หน่อยว่าความจำของเจ้าของร่างเดิมจะกลับมา

ระหว่างที่รอหมอ บรรยากาศในห้องเป็นไปอย่างตึงเครียด...เครียดเพราะความห่วงใย

พอเห็นสีหน้าของคนในห้องแล้วเธอก็อดรู้สึกผิดนิด ๆ ไม่ได้ที่เป็นต้นเหตุให้พวกท่านต้องกังวล แต่จะทำไงได้ล่ะ ในเมื่อนี่เป็นทางเดียวที่เธอจะเลี่ยงข้อสงสัยของคนเหล่านี้ได้

ในที่สุดท่านหมอก็เดินทางมาถึงด้วยท่าทางที่ดูเหน็ดเหนื่อยจากการรีบเร่งเดินทาง เขาตรวจอาการของเธอด้วยสีหน้าครุ่นคิด แน่ล่ะจะไม่คิดหนักได้ยังไง ในเมื่อจริง ๆ แล้วเจ้าเด็กนี่คงไม่ได้ป่วยอะไร แล้วก็เป็นดังคาดเมื่อท่านหมอรายงานผลการตรวจด้วยสีหน้าหนักใจ

“ชีพจรของคุณหนูก็ดูปกติดีขอรับท่านเสนา ข้าน้อยมิทราบว่าเหตุใดความทรงจำของคุณหนูจึงหายไปเช่นนี้ อาจเป็นเพราะสมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือไม่ก็อาจเป็นผลข้างเคียงจากอาการตกใจ ข้าน้อยคงได้แต่จัดยาบำรุงให้คุณหนู ส่วนเรื่องที่ว่าความทรงจำของนางจะกลับคืนมาเมื่อไหร่นั้นข้าไม่อาจรับรองได้ อาการนี้อาจจะเป็นแค่ชั่วคราว หรือ...ตลอดไป”

“ว่าไงนะท่านหมอ” สิ้นคำกล่าวของท่านหมอ หญิงสาวผู้เป็นมารดาของเจ้าเด็กน้อยก็ทวนถามเสียงหลงด้วยสีหน้าซีดเผือดคล้ายจะเป็นลม สองตาของนางพลันแดงระเรื่อปริ่มด้วยน้ำตา

“เจ้าจะบอกว่ารักษาลูกข้าไม่ได้งั้นรึ” น้ำเสียงของท่านพ่อแม้จะราบเรียบ ทว่ากลับทำให้ท่านหมอผู้น่าสงสารตัวสั่นเทาด้วยความกลัว

“ข้าน้อยไร้ความสามารถ ขอท่านเสนาโปรดอภัย”

“เจ้าไปส่งท่านหมอกลับที่พักซะ” ท่านเสนาบอกกับเด็กรับใช้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่บ่งอารมณ์ ซึ่งท่านหมอผู้น่าสงสารก็รีบเดินออกไปจากห้องด้วยสีหน้าโล่งอก ราวกับกลัวว่าถ้าอยู่นานกว่านี้อีกนิด ชีวิตอาจจะไม่ปลอดภัย

“ท่านพี่เราจะทำยังไงกันดี” ลับร่างท่านหมอ ฮูหยินคนสวยก็หันไปปรึกษาสามีด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างน่าสงสาร

“ให้ลูกนอนพักผ่อนก่อนเถิดฮูหยิน ป่านนี้เหม่ยซิงคงเหนื่อยแย่แล้ว ไม่แน่ว่าตื่นมาความจำของลูกอาจกลับมาก็ได้” ท่านเสนาเอ่ยปลอบภรรยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เช่นเดียวกับสายตาที่ใช้มองพวกเธอตอนนี้

“ข้าก็หวังเช่นนั้น...นอนพักเถอะนะลูกรัก ไม่ต้องคิดมาก ถึงลูกยังจำอะไรไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่ากังวลเลย ยังไงพวกเราก็ต้องหาทางรักษาเจ้าให้ได้” ท่านแม่คนสวยโอบกอดเธอด้วยอ้อมกอดอันแสนอบอุ่น ซึ่งทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความรักมากมายที่ท่านมีให้เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้  

หลังจากที่ฮูหยินห่มผ้าห่มผืนบางให้ลูกสาวเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดก็พากันออกไปจากห้องเพื่อปล่อยให้เธอได้พักผ่อน ความจริงก่อนหน้านี้ท่านแม่คนสวยคิดจะให้สาวใช้มานั่งเฝ้าเธอด้วย แต่มายาวีรีบปฏิเสธอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด เพราะต้องการเวลาส่วนตัวในการทบทวนเรื่องบ้า ๆ ทั้งหมดนี่

เธอต้องหาความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ให้เจอ มันต้องมีอะไรสักอย่างที่เป็นต้นเหตุให้เธอมาโผล่ที่นี่แน่ ๆ

แต่มันคืออะไรล่ะ

ต้นไม้? รถชน? ลูกปืน? นักฆ่า? ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอประสบก่อนจะมาอยู่ในร่างของเด็กหญิง ซึ่งก็มีเพียงอย่างเดียวที่คล้ายกันระหว่างเธอกับเด็กหญิงก็คือต้นไม้ หรือว่าต้นไม้ที่เธอขับรถชนจะเป็นสื่อนำ

แต่พอคิดดูดี ๆ แล้วก็ไม่น่าใช่ เพราะตอนที่รถชนเธอยังอยู่ในร่างเดิม เธอเปลี่ยนร่างหลังจากถูกยิงต่างหาก

สิ่งที่ติดตัวเธออยู่ตอนนั้นก็มีเพียงแค่สร้อยพระ ตุ้มหู นาฬิกาข้อมือ แล้วก็กระเป๋าถือแบรนด์ดังที่เพิ่งซื้อมาสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อไม่กี่วันมานี้

นอกจากจี้พระ ของอย่างอื่นดูยังไงก็ไม่น่าจะขลังพอที่จะเป็นต้นเหตุของเรื่องบ้า ๆ พวกนี้ได้ เครื่องช็อตไฟฟ้าก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ แล้วอะไรล่ะที่เป็นสื่อพาวิญญาณเธอมาสิงร่างเด็ก

อ๊ากกก...ปวดหัวจัง หญิงสาวกรีดร้องในใจ ขณะที่มือเล็ก ๆ ของเด็กหญิงยกขึ้นขยุ้มหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด ก่อนจะพยายามตั้งสติแล้วนึกทบทวนดูอีกครั้งอย่างใจเย็น เธอหลับตาลงพลางนึกย้อนดูว่าภายในกระเป๋าถือที่คว้าติดมือมาตอนหนีคนร้ายนั้นมีอะไรอยู่ข้างในบ้าง เท่าที่คิดออกตอนนี้ก็มีแค่กระเป๋าเงิน เครื่องสำอาง แล้วก็โทรศัพท์มือถือเท่านั้น ของพวกนี้ไม่ได้เป็นของโบราณ ดังนั้นจึงไม่น่าจะใช่ต้นเหตุของเรื่องประหลาด ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ 

มายาวีในร่างเด็กน้อยกลิ้งตัวไปมาบนเตียงอย่างคิดไม่ตก ก่อนจะฝังหน้าลงกับหมอนอย่างสุดเซ็งในซะตาชีวิตที่ถูกสวรรค์เล่นตลก คนอื่นเขาตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์ลงนรก แต่เธอกลับตายแล้ววิญญาณมาสิงร่างเด็กแทนเสียนี่

เด็กหญิงตัวน้อยถอนหายใจเฮือกด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ยามนึกถึงพี่ชายที่บาดเจ็บสาหัสจากการถูกรถชน ไม่รู้ป่านนี้พี่เคนจะเป็นยังไงบ้าง เพราะล่าสุดที่พี่เจี๊ยบเลขาของพี่ชายโทรมาแจ้งข่าวแก่เธอ อาการของพี่เคนนั้นหนักเอาการ ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นตายเท่ากัน ทำให้ทันทีที่ได้รู้ข่าว เธอจึงรีบบึ่งรถกลับกรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงเวลาใกล้ค่ำแล้ว

ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตายโดยแท้ ทั้ง ๆ ที่พี่เจี๊ยบได้เล่าให้เธอฟังแล้วว่าอุบัติเหตุที่เกิดกับพี่ชายครั้งนี้อาจไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นการจงใจฆ่า เนื่องจากว่าผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารถกระบะไม่ทราบเลขทะเบียนซึ่งขับชนพี่ชายเธอนั้น หลังจากที่พี่ชายเธอโดนชนจนล้มแล้ว มันยังทำท่าจะถอยกลับมาชนซ้ำอีก แต่โชคดีที่ในตอนนั้นมีรถตำรวจผ่านมาพอดี มันจึงรีบขับหนีไป

ด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่มด้วยความเป็นห่วง บวกกับความแค้นที่มีต่อคนที่เธอคาดว่าน่าจะเป็นผู้จ้างวานฆ่า ทำให้หญิงสาวละเลยคำเตือนของพี่เจี๊ยบ และดื้อดึงที่จะขับรถกลับกรุงเทพฯ คนเดียว เพราะเธอในเวลานั้นใจร้อนเกินกว่าจะทนรอทีมบอดี้การ์ด เดินทางมาสมทบจากกรุงเทพฯ

ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น เธอเกลียดมันนัก ไอ้สมภพ ไอ้คนเลว มันฆ่าพ่อแม่เธอยังไม่พอ ยังคิดจะฆ่าเธอกับพี่ชายอีก!

ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน ตอนที่เธอเพิ่งเรียนจบปริญญาโทหมาด ๆ ระหว่างที่กำลังเที่ยวพักผ่อนอยู่ปารีส ก็ได้รับข่าวร้ายที่ทำเอาหัวใจของเธอแทบหยุดเต้น

เนื่องจากพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตกะทันหัน ทำให้เธอต้องรีบบินกลับประเทศไทยด้วยหัวใจที่หวิวโหวง

การตายของพ่อแม่ดูมีเงื่อนงำอย่างน่าสงสัย เพราะก่อนที่พวกท่านจะเสียชีวิต ได้พูดเปรยกับพี่ชายเธอว่ามีการโกงเกิดขึ้นในบริษัท แต่พวกท่านไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ฟังมากนัก ทำให้พี่เคนไม่รู้ว่าคนโกงคนนั้นคือใคร ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานจู่ ๆ พ่อแม่ของเธอก็ประสบอุบัติเหตุ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันดูประจวบเหมาะเกินไป จนคล้ายเป็นการฆ่าปิดปากเพื่อปกปิดความผิด ทว่าตำรวจกลับสรุปคดีว่าเป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดา

หลังจากที่พวกเธอเข้ามารับช่วงกิจการต่อจากคุณพ่อ ก็ได้แอบสืบหาความจริงกันอย่างลับ ๆ พร้อมทั้งจ้างนักสืบฝีมือดีมาช่วย พวกเธอใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้เบาะแสฆาตกร ที่แท้คนโกงคนนั้นก็คือคุณลุงสมภพเพื่อนสนิทของคุณพ่อ หนึ่งในผู้บริหารของบริษัทแห่งนี้นั่นเอง

ทว่าน่าแค้นที่ตอนนั้นพวกเธอยังไม่มีหลักฐานแน่นพอที่จะดำเนินคดีเพื่อเอาผิดมัน ทำให้ต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการรวบรวมหลักฐาน จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่มันจะต้องชดใช้กรรมที่มันก่อ คงเพราะเหตุนี้เองมันจึงคิดที่จะฆ่าปิดปากพวกเธอเหมือนกับที่เคยทำกับพ่อแม่เธอมาแล้วในอดีต

หวังว่าพี่เคนจะรอด...

หากสวรรค์มีตาก็จงลงโทษคนผิด ให้มันได้ชดใช้บาปกรรมอย่างสาสมด้วยเถอะ และได้โปรดอย่าปล่อยให้คนดี ๆ อย่างพี่ชายเธอต้องตายเลย เธอคงรับไม่ได้ในความอยุติธรรมของสวรรค์ ถ้าคนชั่วอย่างมันสามารถลอยนวล เชิดหน้าชูตาในสังคม และเสพสุขบนความตายของครอบครัวเธออย่างน่ารังเกียจ โดยที่ไม่ต้องรับโทษทัณฑ์จากการกระทำอันเลวร้าย ในขณะที่ผู้บริสุทธิ์อย่างครอบครัวเธอ กลับต้องสังเวยชีวิตให้กับความโลภของไอ้สมภพ

 

เสียงสกุณาขับขานรับรุ่งอรุณ มายาวีในร่างเด็กหญิงพลิกตัวอย่างง่วงงุน เมื่อคืนกว่าเธอจะนอนหลับไม่รู้ว่าต้องนับแกะไปตั้งกี่โหล ทั้งแปลกที่ ทั้งมีเรื่องมากมายให้ขบคิด ถ้าหลับลงก็แปลกล่ะ

เด็กหญิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ขณะที่ในใจกำลังภาวนาให้เรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความฝันประหลาดของคนป่วยที่บาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิง บางทีเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาคราวนี้ เธออาจจะได้เห็นผนังห้องสีขาวของโรงพยาบาลแทนห้องนอนแบบจีนโบราณก็เป็นได้

ภาพที่ปรากฏให้เห็น ทำให้ความหวังของมายาวีดับวูบ เพราะเธอยังอยู่ในห้องนอนแบบจีนโบราณ เมื่อก้มลงมองตัวเองก็เจอมือเล็ก ๆ ของเด็ก สรุปว่าเรื่องทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจริงสินะ

เฮ้อออ...เธอจะจัดการยังไงกับชีวิตที่พลิกผันนี่ดี ควรทำตัวให้กลมกลืนหรือโดดเด่น

แน่นอนว่าด้วยมันสมองของสาววัยยี่สิบแปดปีอย่างเธอ ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะกลายเป็นเด็กอัจฉริยะในสายตาของคนที่นี่ ในเมื่อตอนนี้เธอกำลังอยู่ในร่างของเด็กห้าขวบ แต่เธอก็กลัวว่าถ้าทำตัวโดดเด่นเกินไปอาจเป็นการชักนำภัยมาสู่ตัว 

ช่างเถอะ คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่า ๆ อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด ตอนนี้ออกไปยืดเส้นยืดสายรับลมเย็นยามเช้าสักหน่อยดีกว่า เผื่อจะช่วยให้หัวสมองปลอดโปร่งขึ้นบ้าง

เมื่อก้าวพ้นประตูห้อง มายาวีก็กวาดตามองทิวทัศน์รอบกาย หน้าห้องของเธอคือลานกว้างที่ถูกตกแต่งอย่างร่มรื่น ทางด้านซ้ายเป็นสวนหินที่มีน้ำตกจำลองตั้งอยู่ ทำให้เสียงสายน้ำไหลรินดังระเรื่อย ไกลออกไปอีกหน่อยเธอเห็นศาลาแสนสวยหลังหนึ่ง

“คุณหนูออกมาทำไมแต่เช้าเจ้าคะ แถมยังใส่แค่ชุดบาง ๆ แบบนี้อีก รีบกลับเข้าไปเปลี่ยนชุดเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” มายาวีเงยหน้ามองสาวใช้ เมื่อเห็นสีหน้าร้อนรนกับสายตาห่วงใยที่มองมา ทำให้เธอจำต้องพยักหน้ารับ ก่อนจะยอมเดินตามแรงจูงของนาง

“เจ้าชื่ออะไรเหรอ” เธอถามหลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว

“ซีจิ้งเจ้าค่ะ” นางตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม โดยไม่มีวี่แววของความแปลกใจ แสดงว่าตอนนี้ทุกคนที่นี่คงรู้แล้วว่าคุณหนูของบ้านกลายเป็นเด็กความจำเสื่อม

                เด็กสาวที่ชื่อซีจิ้งดูธรรมดาตามแบบฉบับสาวหมวยทั่วไป หน้าตาไม่จัดว่าสวย แต่ก็ไม่ถึงกับขี้เหร่ นางดูเป็นเด็กซื่อ ๆ ไม่มีพิษมีภัย ทำให้เธอซักถามข้อมูลต่าง ๆ ที่อยากรู้ได้ง่ายดาย ไม่ว่าเธอจะถามอะไรไป ซีจิ้งก็ตอบแบบซื่อ ๆ ตามที่รู้ โดยไม่ติดใจสงสัยอะไร แม้ว่าบางคำถามจะค่อนค้างแปลกประหลาดเกินกว่าจะเป็นคำถามของเด็กห้าขวบก็ตาม

                เท่าที่ฟังจากคำบอกเล่าของซีจิ้ง ดูท่าว่าเธอคงไม่ได้ย้อนอดีตมาสมัยจีนโบราณแบบที่เดาไว้ซะแล้ว เพราะเธอไม่เคยได้ยินชื่อราชวงศ์ที่ปกครองที่นี่มาก่อน ถึงแม้จะไม่ได้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีนมากนัก แต่ก็พอมีความรู้อยู่บ้าง ดังนั้นจากการวิเคราะห์ ที่นี่น่าจะเป็นมิติคู่ขนานกับโลก ซึ่งมีอารยธรรมคล้ายจีนโบราณ แต่กลับไม่ใช่ประเทศจีนในแบบที่เธอเคยรู้จัก

                ส่วนอีกหนึ่งข้อสมมติฐานซึ่งอ้างอิงจากนิยายที่เคยอ่าน บางทีวิญญาณเธออาจจะหลงไปในสมัยที่ไม่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ หรือไม่ก็อาจจะเป็นดินแดนลับแลที่ไม่มีใครรู้จัก เมื่อคิดถึงตรงนี้ หญิงสาวในร่างเด็กน้อยก็ต้องยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความปวดหัว

ดูเหมือนว่ายิ่งคิดก็ยิ่งสับสนมึนงง ยิ่งคิดก็ยิ่งเพ้อเจ้อหลุดโลกขึ้นเรื่อย ๆ พอเถอะ...แทนที่จะเอาเวลาไปขบคิดเรื่องไร้ประโยชน์  สู้เอาเวลาอันแสนมีค่ามาเรียนรู้เรื่องราวของที่นี่ให้มากขึ้นดีกว่า เพราะบางทีข้อมูลเหล่านี้ อาจจะช่วยให้เธอเอาตัวรอดในโลกนี้ได้ง่ายขึ้น 

                จากคำบอกเล่าของซีจิ้ง ทำให้รู้ว่าครอบครัวใหม่ของเธอนั้นมีฐานะที่ไม่ธรรมดาเลย ด้วยท่านพ่อนั้นเป็นถึงเสนาบดีใหญ่ และยังเป็นถึงพระสหายคนสนิทที่ฮ่องเต้ทรงไว้วางใจมากที่สุด ดังนั้นท่านจึงมีอำนาจบารมีในราชสำนักมากมาย

                ก่อนหน้านี้ตอนที่ได้ยินหมอคนนั้นเรียกท่านพ่อว่าท่านเสนา เธอก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันทำไมเขาถึงได้กินตำแหน่งใหญ่โตตั้งแต่ยังหนุ่มแบบนี้ เพราะถ้าอ้างอิงจากหนังจีนที่เคยดู พวกเสนาบดีมักมีอายุมากกันทั้งนั้น แต่พอได้รู้ข้อมูลจากสาวใช้ว่าท่านเป็นถึงสหายคนสนิทของฮ่องเต้ เธอจึงเลิกสงสัยว่าทำไมท่านถึงได้มีตำแหน่งสูง ทั้ง ๆ ที่อายุยังน้อย 

                ท่านพ่อคนนี้อายุสามสิบสี่ ส่วนท่านแม่คนสวยอายุยี่สิบสาม แสดงว่าท่านพ่ออายุมากกว่าเธอหกปี ส่วนท่านแม่อายุน้อยกว่าเธอห้าปี เพราะว่าอายุจริงของเธอคือยี่สิบแปด

                “คุณหนูคิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ สีหน้าดูเคร่งเครียดเชียว” เด็กสาวถามอย่างสงสัย

                “ข้าแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” เธอพึมพำตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อย ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง พร้อมปั้นยิ้มกลบเกลื่อน “...ข้าหิวแล้ว เจ้าช่วยไปยกอาหารมาให้ทีเถอะ”

                “เอ๋...วันนี้คุณหนูไม่กินข้าวพร้อมกับนายท่านและฮูหยินหรือเจ้าคะ”

                “ปกติข้าทำแบบนั้นหรือ”

                “ใช่เจ้าค่ะ” ซีจิ้งพยักหน้าหงึกหงักยืนยันด้วยสีหน้าซื่อ ๆ

                “โอเค งั้นเดี๋ยวข้ารอกินพร้อมพวกท่านก็แล้วกัน”

                “โอ...โออะไรนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามของเด็กสาว เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำ ทั้งขำซีจิ้งและขำตัวเอง เธอเผลอหลุดใช้คำภาษาอังกฤษแบบนี้ถ้านางเข้าใจก็แปลกล่ะ

                “ข้าแค่พูดเล่น ไม่มีอะไรหรอกน่า” เธอบอกปัดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “นำทางข้าไปหาพวกท่านที ตอนนี้ข้าจำทางไม่ได้หรอกนะ”

พูดจบเธอก็เปิดประตูเดินออกจากห้องทันที ก่อนจะหันกลับไปกวักมือเร่งให้นางรีบมานำทาง แต่พอหันกลับไปอีกทีเธอก็ต้องชะงักกึก แล้วเงยหน้าขึ้นมองเพื่อความแน่ใจ

ให้ตายสิ ตัวเตี้ยแบบเด็กนี่น่าเบื่อจัง เพราะทำให้การมองของเธอแคบลง จนไม่ทันสังเกตเห็นท่านพ่อท่านแม่คนใหม่ กระทั่งพวกท่านมาหยุดยืนอยู่ข้างหน้าแล้วถึงเพิ่งรู้ตัว

“วันนี้ลูกตื่นแต่เช้าเชียวนะ” ท่านเสนาทักทายลูกสาวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะย่อตัวลงอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขน แล้วหอมแก้มด้วยความรักใคร่

สัมผัสใกล้ชิดจากบุรุษ ทำให้หน้าของเธอขึ้นสีระเรื่อด้วยความขวยเขิน ถึงแม้จะรู้ว่าเขาไม่มีทางคิดอะไรเกินเลยกว่าพ่อลูก แต่เธอไม่ใช่ลูกของเขาจริง ๆ เสียหน่อย โดนคนหล่อหอมแก้มแบบนี้จะไม่ให้เขินยังไงไหว

“ท่านพี่ข้าว่าสีหน้าของลูกวันนี้ดูดีกว่าเมื่อวานไม่น้อย ดูสิแก้มอมชมพูเชียว” ฮูหยินพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ

“นั่นสิ...เจ้าเริ่มจำอะไรได้บ้างแล้วหรือยังเหม่ยซิง” ท่านพ่อสุดหล่อก้มหน้าถามเธอด้วยสายตาคาดหวัง ซึ่งมายาวีก็ได้แต่ส่ายหัวพร้อมกับหัวเราะแห้ง ๆ แล้วก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของพวกท่าน

“ท่านพ่อท่านแม่อย่าได้กังวลไปเลย ถึงตอนนี้ข้าจะจำอะไรไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอก” เธอพยายามเอ่ยปลอบพวกท่านให้คลายความเศร้า

“ยังไงพ่อก็ต้องหาทางฟื้นความทรงจำของลูกให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีอะไรก็ตาม” ท่านเสนาเอ่ยสัญญาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะอุ้มเธอไปที่โต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยอาหารหน้าตาน่ากิน

ตลอดช่วงเวลาของการรับประทานอาหาร มายาวีแทบไม่ได้คีบกับข้าวเองเลย เพราะคุณแม่คนสวยคีบเติมให้ตลอดเวลาพร้อมกับบอกว่า

“กินเยอะ ๆ นะลูก ร่างกายจะได้แข็งแรง” ด้วยความเกรงใจ ไม่อยากขัดความหวังดี เธอเลยได้แต่ยิ้มรับ แม้ว่าตอนนี้กับข้าวที่นางคีบให้นั้นจะมากจนพูนถ้วยแล้วก็ตาม

การใช้ตะเกียบคีบกับข้าวสำหรับเธอแล้วไม่ใช่เรื่องยาก แต่การใช้ตะเกียบแทนช้อนในการตักข้าวกินนี่สิที่ไม่ถนัดเอาซะเลย เพราะคีบทีไรข้าวก็หล่นเรี่ยราดทุกที กระทั่งเธอต้องหันไปสังเกตวิธีกินข้าวของท่านแม่ ถึงได้รู้ว่าที่แท้เธอใช้ตะเกียบผิดวิธีนี่เอง พวกท่านไม่ได้ใช้ตะเกียบคีบข้าว แต่ใช้ตะเกียบในการพุ้ยข้าวเข้าปากต่างหาก

                หลังจากที่มื้ออาหารจบลงแล้ว พวกเธอก็ยืนส่งท่านพ่อไปทำงาน ก่อนที่ท่านแม่จะจูงลูกสาวตัวน้อยกลับห้อง ซึ่งเธอก็พยายามจดจำเส้นทาง เพราะว่าจวนแห่งนี้ใหญ่โตมิใช่น้อย หากไม่มีคนนำทาง บางทีเธออาจจะเดินหลงทางก็เป็นได้

                พอถึงห้องแล้ว ท่านแม่ก็ลูบหัวลูกสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน พร้อมพูดว่า

                “นอนพักหน่อยเถอะนะ ร่างกายเจ้าในตอนนี้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่นัก”

                “โธ่ท่านแม่ ข้าเพิ่งตื่นเองจะให้นอนอีกแล้วหรือ” พอได้ฟังคำของนาง มายาวีก็รีบร้องโอดครวญด้วยความเซ็ง

                “อย่าดื้อสิเหม่ยซิง...บาดแผลของเจ้าก็ยังไม่สมานดี จะให้แม่วางใจได้อย่างไร ว่าอาการของเจ้าจะไม่แย่ลงไปอีก”

                “นอนมาก ๆ ก็ใช่ว่าจะทำให้ความทรงจำของข้ากลับคืนมา แถมยังน่าเบื่อสุด ๆ อีกด้วย มิสู้ทำตัวตามปกติ เผื่อความคุ้นชินจะช่วยกระตุ้นความทรงจำให้ฟื้นคืน” เธอเสนออย่างมีความหวัง แหม...อุตส่าห์มาถึงที่นี่ก็ต้องไปเที่ยวชมให้ทั่ว ๆ สิ เพราะไม่รู้ว่าจะได้อยู่ที่นี่นานแค่ไหน ในเมื่ออยู่ ๆ ก็โผล่มาที่นี่ วันดีคืนดีอาจจะได้กลับไปโลกเดิมอย่างไม่รู้เนื้อตัวก็ได้ใครจะรู้ ยังไงก็ต้องขอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้คุ้มค่าซะหน่อย

                “ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาคราวนี้ รู้สึกเจ้าจะช่างเจรจาขึ้นนะ คำพูดคำจาก็ดูเฉลียวฉลาดเกินวัยเหลือเกิน” ท่านแม่คนสวยบีบแก้มยุ้ย ๆ ของลูกสาวตัวน้อยอย่างมันเขี้ยว “กินยาก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน” จบคำซีจิ้งก็ยกถ้วยยาอุ่น ๆ มาให้ เมื่อดูจากสีสันและกลิ่นของยาที่โชยมา เด็กหญิงก็พลันเบือนหน้าหนีด้วยสีหน้าแหย ๆ แค่กลิ่นก็ให้ความรู้สึกขมขนาดนี้ ไม่อยากคิดเลยว่ารสชาติจะแย่ขนาดไหน

                สุดท้ายเธอก็จำต้องรับถ้วยยามาดื่ม โดยกลั้นใจซดรวดเดียวหมด เพราะประสบการณ์ยี่สิบแปดปีได้สอนให้รู้ว่า เวลาดื่มอะไรขม ๆ แบบนี้ รีบทำให้มันจบเร็ว ๆ จะทรมานใจน้อยสุด

                “เก่งมากลูกรัก”

                ยังไม่ทันที่จะได้ขอให้ท่านแม่คนสวยพาออกไปเที่ยวข้างนอก เธอก็ถูกของสิ่งหนึ่งดึงดูดความสนใจเข้าเสียก่อน จี้หยกสลักลายหงส์สยายปีกสีเขียวปนแดง ส่วนตัวเป็นสีเขียวแล้วค่อย ๆ ไล่ระดับสีเป็นแดงบริเวณปีก

                สาเหตุที่ทำให้มายาวีรู้สึกตื่นเต้นกับของชิ้นนี้ หาใช่เพราะความงดงามสูงค่าของมันไม่ แต่เป็นเพราะตอนอยู่ที่โลกนู้น เธอเองก็มีหยกแบบเดียวกันนี้อยู่ในครอบครองเช่นกัน

“จี้หยกชิ้นนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” มายาวีพึมพำเสียงแผ่ว ขณะที่หยิบจี้หยกปริศนามาพลิกดู ไม่ว่าจะดูยังไงมันก็เหมือนกับหยกของเธอไม่มีผิด หรือว่าของชิ้นคือสื่อนำ ในการพาดวงวิญญาณของเธอมายังโลกนี้

                “มีนักพรตพเนจรท่านหนึ่งให้มาหลังจากที่เจ้าสลบไป ว่าแต่...ลูกถามทำไมหรือ”

                ถ้าได้มาหลังจากที่เจ้าเด็กนี่ตกต้นไม้จริง ก็มีความเป็นไปได้สูง ที่หยกชิ้นนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องบ้า ๆ ที่เกิดขึ้น จะว่าไปแล้วตั้งแต่ที่คุณพ่อคุณแม่เสีย เธอก็พกจี้หยกชิ้นนี้ติดตัวไว้ในกระเป๋าถือเสมอ

หยกชิ้นนี้เปรียบเสมือนของดูต่างหน้า เพราะเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เธอได้รับจากพวกท่าน ก่อนที่จะถูกไอ้สมภพฆาตกรรมอย่างเลือดเย็น                

เด็กหญิงหรี่ตามองของชิ้นเล็ก ๆ ในมืออย่างครุ่นคิด บางทีจี้หยกที่เธอมีอาจจะเป็นของโบราณที่มีอาถรรพ์ หรือไม่ก็เป็นของที่มีพลังแฝงลี้ลับ

เมื่อวานเธอลืมเจ้าหยกชิ้นนี้ไปได้ยังไงนะ ไม่แน่ว่าหยกชิ้นนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการพาเธอกลับโลกเก่าก็เป็นได้ ถ้าเกิดว่าร่างเดิมของเธอยังไม่ตายนะ

เฮ้อ...ไม่รู้ว่าเธอจะมีโอกาสกลับร่างเดิมหรือเปล่า

ตอนนี้เธอมีอยู่สองข้อสมมติฐาน หนึ่งคือร่างเดิมยังไม่ตายแต่เป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ ส่วนอีกความเป็นไปได้ก็คือเธออาจจะตายไปแล้วตั้งแต่ตอนที่โดนยิง ทำให้ดวงวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง และถูกพลังลี้ลับชักพามายังร่างของเด็กน้อย

                “นักพรตคนนั้นให้มาทำไม ตอนที่เขาให้มาได้บอกอะไรท่านแม่หรือเปล่า” เธอรีบยิงคำถามเพื่อหาเบาะแส

                “เขาบอกว่าถ้าอยากให้ลูกฟื้น ก็จงเอาหยกชิ้นนี้ไปวางไว้ใต้หมอนของเจ้า แม่เห็นว่าไม่เสียหายอะไร ก็เลยลองทำตามดู...แล้วเจ้าก็ฟื้นขึ้นมาจริง ๆ” นางกล่าวพร้อมกับดึงตัวลูกสาวเข้าไปกอดอย่างแนบแน่น ราวกับกลัวว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้ลูกสาวตัวน้อยอาจจะหายวับไปกับตา...กลัวว่าปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงมายาฝัน ที่เมื่อตื่นขึ้นทุกอย่างอาจสูญสลายไปดังม่านหมอก

หลายวันมานี้ ตอนที่ลูกสาวสลบไป นางกลัวเหลือเกินว่าจะต้องสูญเสียลูกน้อยไปตลอดกาล หัวใจของคนเป็นแม่นั้นปวดร้าวเกินกว่าจะสามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูด หากเลือกได้ นางยอมที่จะเจ็บแทนลูก ดีกว่าที่จะต้องทนเห็นลูกเจ็บ

ในตอนนั้น...ตอนที่เห็นลูกน้อยฟุบสลบอยู่ใต้ต้นไม้ โดยที่มีเลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผลบนศีรษะ ตัวของนางรู้สึกชาวาบด้วยความกลัวและตกใจ นางร่ำไห้ปานใจจะขาด พร้อมกับแผดเสียงร้องเรียกให้คนรับใช้รีบไปตามหมอ เป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงเช่นนางถึงกับสูญเสียความเยือกเย็นที่เคยมีไปจนสิ้น

เมื่อท่านหมอมาตรวจดูอาการ ก็บอกว่าบาดแผลภายนอกนั้นไม่มีอะไรร้ายแรง บาดแผลที่ศีรษะก็เป็นแค่รอยตื้น ๆ แต่ที่น่าเป็นห่วงจริง ๆ คือความบอบซ้ำภายใน เด็กตัวเล็ก ๆ ตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้น ถึงภายนอกจะดูปกติดี แต่เมื่อผ่านไปหลายวันแล้วยังไม่ฟื้น บางทีอาจจะไม่ฟื้นอีกเลย ใครจะรู้ว่าร่างกายอันแสนบอบบางของเด็ก จะได้รับความกระทบกระเทือนจากแรงกระแทกมากเพียงไหน ที่สำคัญหากสิ้นสตินานเกินไป แม้ไม่ตายด้วยพิษบาดแผล หรืออาการบอบช้ำภายใน ก็ต้องตายเพราะขาดอาหารอยู่ดี

ระหว่างที่นางเฝ้าสวดมนต์ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเห็นใจ ช่วยคุ้มครองให้ลูกสาวสุดที่รักปลอดภัย อยู่ ๆ ก็มีนักพรตท่านหนึ่งมาหาถึงหน้าบ้าน แล้วมอบจี้หยกชิ้นหนึ่งให้กับนาง...จี้หยกที่ก่อให้เกิดปาฏิหาริย์...

วันต่อมาหลังจากที่ได้ทำตามคำแนะนำของนักพรตลึกลับผู้นั้น ลูกสาวของนางก็ฟื้นคืนสติอย่างน่าอัศจรรย์

                “ข้าต้องการเจอนักพรตท่านนั้น” นักพรตผู้นี้ต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ ๆ

                “มีอะไรรึเปล่า ทำไมถึงดูจริงจังกับเรื่องนี้นัก” นางขมวดคิ้วถามอย่างแปลกใจ  

                “ข้า ข้า...” เสียงเล็ก ๆ เอ่ยอึกอัก ขณะที่หัวสมองรีบหมุนเร็วจี๋เพื่อหาข้ออ้างที่ฟังขึ้น “...ตอนที่สลบไป ก่อนที่จะฟื้น ข้าฝันถึงหยกชิ้นนี้ ท่านแม่ช่วยพาข้าไปหานักพรตท่านนี้หน่อยเถอะนะ”

                “ฝัน...น่าแปลก...เดี๋ยวแม่จะลองส่งคนไปตามหาตัวท่านนักพรตก็แล้วกัน ไม่รู้ว่าท่านยังอยู่ในเมืองหรือเปล่า” ท่านแม่กล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด

                ตามปกติของนิยายสลับร่าง ข้ามภพ ย้อนอดีต เจ้าของร่างเดิมกับวิญญาณที่มาเข้ามาสิงร่าง จะต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกัน หรือไม่ก็เป็นอดีตชาติของกันและกัน แล้วในกรณีของเธอเล่าจะเป็นแบบไหน

                “เออ...ท่านแม่ ข้ามีฝาแฝดหรือเปล่า” เธอลองหยั่งเชิงถาม เผื่อว่ามีบางทีนี่อาจจะเป็นร่างของน้องสาวฝาแฝดในอดีตชาติของเธอก็ได้ แบบว่าเธอตายก่อน เหลือแต่น้อง แล้วไป ๆ มา ๆ สวรรค์ก็เล่นตลกให้เธอมาสิงร่างน้องอะไรแบบนี้

                เมื่อได้ยินคำถามท่านแม่คนสวยก็เลิกคิ้วขึ้น พลางมองหน้าลูกสาวอย่างงง ๆ

                “อยู่ ๆ ทำไมถึงถามอะไรแปลก ๆ กับแม่เช่นนี้ หรือว่าสมองของเจ้าจะกระทบกระเทือนจน...” สีหน้าของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาวด้วยความกังวล “ซีจิ้ง เจ้ารีบให้คนไปตามท่านหมอเร็ว!”

                “อะ...เอ่อ ไม่ต้องตามหมอหรอก ข้าสบายดี เมื่อกี้แค่ลองถามดูเล่น ๆ เอง” เด็กหญิงรีบโบกมือห้ามเป็นพัลวัน ก่อนเรื่องราวจะไปกันใหญ่ พร้อมรีบเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้สดใส “ว่าแต่...ไหนท่านแม่บอกว่าวางหยกชิ้นนี้ไว้ใต้หมอน แล้วทำไมมันถึงมาอยู่บนโต๊ะได้ล่ะ”

                “ข้าน้อยเห็นมันตกอยู่ที่พื้นตอนที่เข้ามาทำความสะอาดห้อง ก็เลยเก็บขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะเจ้าค่ะ” คราวนี้ผู้ตอบคำถามคือซีจิ้งที่ยืนเงียบ ๆ อย่างไร้ตัวตนอยู่นาน

                เธอพยักหน้ารับ ขณะที่มือนั้นลูบจี้หยกสลักชิ้นน้อยอย่างเหม่อลอย

ทันใดนั้นคำกล่าวหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นในใจ

...หงส์เคียงคู่มังกร...


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (93 รายการ)

www.batorastore.com © 2020