กลรักสตรอว์เบอร์รี่ (พงศกร)

กลรักสตรอว์เบอร์รี่ (พงศกร)

0 รีวิว  0 รีวิว    
รหัสสินค้า: 9789742533229
ผู้แต่ง: พงศกร
มีสินค้าในสต็อค
ราคา: 280.00 บาท 182.00 บาท
ประหยัด: 98.00 บาท ( 35.00% )

เนื้อหาบางส่วน

ด็อกเตอร์แสน เผื่อนนาดี”

ฉันร้องกรี๊ดพร้อมกับเพ่งมองดูกระดาษเอกสารตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา

ตัวเอง โอ แม่เจ้า...นี่ฉันจะต้องลงมือปฏิบัติการกับหนุ่มชื่อประหลาดคนนี้จริง ๆ

เหรอเนี่ย

                “แสน เผื่อนนาดี”

                ฉันทวนชื่อนั้นซ้ำอีกครั้งราวต้องมนต์ พุทธศักราชนี้แล้วยังจะมีใครชื่อแบบ

นี้ นามสกุลเชยเฉิ่มแบบนี้อีกเหรอ

                เดี๋ยวนี้ใคร ๆ เขาก็นิยมเปลี่ยนชื่อกันทั้งนั้นละ นัยว่าเพื่อให้ฟังดูดี เสริม

ชะตา บ้างก็ว่าให้ฟังดูมีเมตตามหานิยม ใครได้ยินทั้งรักทั้งหลง (แต่จะจริงหรือ

เปล่าก็ไม่รู้ เพราะคนก็ยังเป็นคนเดิม) เปลี่ยนแต่ชื่อไม่ได้แปลว่านิสัยจะเปลี่ยนไป

ด้วยสักหน่อย อีกอย่าง...ฉันยังไม่เคยเปลี่ยนชื่อนี่คะ ชื่อของฉัน – อันยา ที่คุณพ่อ

คุณแม่อุตส่าห์พลิกตำราตั้งให้ ดูดีมีสไตล์ออก แล้วแบบนี้จะเปลี่ยนไปให้เมื่อยตุ้ม

ทำไม จริงไหมคะ )

                “คิมบอน แกสะกดอะไรผิดไปหรือเปล่า มีคำอะไรตกไปมั่งไหม ประมาณ

ว่า แสนภูมิ แสนคำลือ แสนซน…”

                ฉันหันไปถามลูกน้องคนสนิท พร้อมกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

                “บ้าเหรอเจ๊ ผู้ชายอะไรจะชื่อแสนซน” ลูกน้องคนสนิทของฉันทำสายตา

ดูถูก “ไม่ผิดหรอกเจ๊...แสนเฉย ๆ ...แสน เผื่อนนาดี...ชื่อนี้ นามสกุลนี้ มีคน

เดียวในประเทศไทย” คิมบอมยืนยัน

                อันที่จริงลูกน้องของฉันคนนี้ มันชื่อคิมทันต์ค่ะ แต่ด้วยกระแสเกาหลี

ฟีเวอร์ที่มาแรง เจ้าคิมหันต์เลยบอกให้ใคร ๆ เรียกมันว่าคิมบอม นอกจากนี้ยังไว้

ผมทรงเกาหลี สวมกางเกงยีนส์ขายาวลีบจนฉันเห็นแล้วอึดอัดแทน กับเสื้อลาย

สกอตตาใหญ่ ๆ ตามแบบที่เด็กหนุ่มสมัยนี้นิยมกัน

                “นายใหญ่ตรวจสอบมาแล้วอย่างละเอียด ทั้งชื่อ ทั้งโพรไฟล์ รับรองไม่

พลาด เจ๊มีปัญหาอะไรไม่ทราบ คิมบอมย้อนถาม ” ถ้าเจ๊ไม่ทำ มีคนรอเสียบอยู่

แล้วนะ...อย่าลืม”

                “ทำสิ ใครว่าไม่ทำ” ฉันรีบคว้าแฟ้มหมับ “ฉันก็แค่บ่น ๆ ไปอย่างนั้นเอง

คนอะไรทั้งชื่อทั้งนามสกุลเชยสุด ๆ”

                “ก็ลองศึกษารายละเอียดของด็อกเตอร์แสนดูละกัน อย่าให้เสียแรงที่ผม

อุตส่าห์ไปสืบเสาะมาให้ นายใหญ่ให้ผมเตือนเจ๊ด้วยว่า อย่าลืมล่ะมีประชุมสรุป

งานบ่ายสามวันนี้” คิมบอมยักคิ้วให้ฉัน ก่อจะเดินร่าเริงกลับไปที่โต๊ะทำงานของ

ตัวเอง

                ...เฮ้อ...

                เมื่ออยู่ตามลำพัง ฉันถอนใจยาว กวาดสายมองดูรายละเอียดในแฟ้มที่

ลูกน้องนำมาให้ ด้วยความรู้สึกหนักใจ

                ด็อกเตอร์แสน เผื่อนนาดี...

                เขาเรียนจบทางด้านตัดต่อพันธุกรรมพืชมาจากอเมริกาด้วยเกียรตินิยม

เหรียญทอง แต่แทนที่จะเลือกทำงานดี ๆ เงินเดือนแพง ๆ เขากลับเลือกไปเป็นที่

ปรึกษาทางวิศวพันธุกรรมของบริษัทการเกษตรเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง

                คนอะไรแปลกประหลาด คิดไม่เหมือนชาวบ้าน...แต่เคสแบบนี้ก็ดีเหมือน

กันค่ะ ฉันชอบ รู้สึกว่าท้าทายความสามารถตัวเองชะมัด

                คุณฟังถึงตอนนี้ คงจะงงใช่ไหมคะว่าฉันกับเจ้าคิมบอมทำงานอะไรกันอยู่

คืนยังงี้ค่ะ ฉันจะเล่าให้ฟัง...

                ฉันทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง บริษัทของฉันคือบริษัท Job Hunt – ล่า

คนล่างานชื่อดัง เอ่ยชื่อออกไปแล้วพวกคุณจะต้องร้องอ๋อแน่นอน แต่บริษัทจะชื่อ

อะไรอย่าไปสนใจเลยค่ะ เพราะด้วยจรรยาบรรณแล้ว ฉันต้องขอสงวนนามของ

บริษัทเอาไว้ ไม่อาจเปิดเผยให้คุณ ๆ รู้ได้

                หน้าที่ของฉันก็ไม่มีอะไรมาก คือคอยหางานที่เหมาะสมให้กับคน และจับคู่

หาคนที่เหมาะสมให้กับงาน...ก็เท่านั้นเอง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น มีคนหนึ่งคน มี

ความสามารถพิเศษหนึ่งอย่าง ฉันก็คอยมองหาบริษัทที่เหมาะสมให้ แล้วส่งเขา

ไปทำงานที่นั่น

                ในขณะที่บางบริษัทกำลังหาคนที่มีคุณสมบัติบางอย่าง ฉันก็พยายามช่วย

เขาตามหาตามล่า บางครั้งคนคนนั้นทำงานอยู่กับที่อื่นแล้ว บริษัทของเราก็จะหา

ทางซื้อตัวเขาไปให้บริษัทที่ต้องการตัว

                ในกรณีหลังนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะการจะซื้อตัวคนหนึ่งคนจากบริษัทเก่า

ให้ไปทำงานที่บริษัทใหม่ บางครั้งต้องลงทุนสูง แต่ยิ่งยากเท่าไหร่ยิ่งเป็นความท้าทาย

เท่านั้น ยิ่งยากยิ่งดี เพราะถ้าทำสำเร็จ นั่นหมายถึงความเชื่อถือของบริษัทเราจะ

ยิ่งมากขึ้น

                เล่าถึงตรงนี้คุณอาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะมีรายได้มาจากไหน...ก็ค่าจ้าง

ตามแต่จะตกลงกัน บวกกับเปอร์เซ็นต์จากเงินเดือนเดือนแรกของบุคคลเหล่านั้น

ไงคะ ซึ่งรวมกันทั้งหมดแล้ว รายได้ต่อเดือนของบริษัทเรานั้นสูงมากมายกว่าที่ใคร

จะสามารถคาดเดาได้

                ฉันทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการมานานหลายปี จนกระทั่งคุณทัดเทพ

ผู้จัดการเก่าเกษียณอายุไปตามวาระ และคุณธนกฤตเจ้าของบริษัทก็กำลังมองหาว่า

ควรจะเลื่อนใครขึ้นมาเป็นผู้จัดการคนใหม่

                “เจ๊อันโกะแหง ๆ” คิมบอมถือหางฉันเต็มเหนี่ยว

                “ฝันไปเหอะว่าเจ๊ของแกจะได้...ต้องคุณแมรี่ของฉันย่ะ” อาโปเถียง “ฟันแค่

ซึ่งก็เป็นมงคลกว่าเยอะ ดูปากฉันนะยะไอ้คิมบอม...แม-รี่”

                อาโปจีบปากจีบคอพลางหัวเราะคิกคัก ท่าทางน่าหมั่นไส้

                “หัวหน้าแกอะ หน้าไท้ย ไทย แต่ชื่อเป็นญี่ปุ่น ญี่ปุ่นแบบเนี้ย...สะเหล่อ

จะตาย...อัน-โกะ...คิดได้งยะ”

                ฉันจะชื่ออะไรแล้วมันหนักอะไรของหล่อนด้วยเหรอ...ฉันฟังถึงตรงนี้ก็ต้อง

ร้องกรี๊ดในใจ สะกดใจไม่อยู่ เกือบกะกระโดดจากตำแหน่งที่ยืนแอบฟังออกไปถล่ม

นังอาโปเสียแล้ว เคราะห์ดีที่คิมบอมเถียงแทนฉันไปเสียก่อน ไม่งั้นละ...ฮึ่ม!

                “ยังไงก็ดีกว่าแมรี่ละ ชื่อแมรี่ได้ไงกัน หน้าดำออกจะปานนั้น จมูกก็หัก

ตาก็ส่อน...คิดดูให้ดีว่าใครกันแน่ที่สะเหล่อ”

                พูดจบลูกน้องของฉันก็หัวเราะโฮะ ๆ อย่างสะใจ ขณะที่อาโปหน้าหงิก และ

ก่อนที่สองคนนั้นจะเถียงอะไรกันไปมากกว่านี้ ฉันก็อดรนทนไม่ไหว รีบโผล่ออก

ไปจากที่ซ่อน เล่นเอานังอาโปหน้าซีดไปในทันใด

                “นินทาใครยัยช้างน้ำ” ฉันแกล้งทำเสียงเข้ม

                “อูยยยยย” อาโปห่อปาก “เปล่าฮ่ะคุณอันโกะ”

                เจ้าหล่อนพึมพำ หากนัยน์ตานั้นหันไปมองค้อนคิมบอม จากนั้นเดินกระ-

แทกเท้าโครม ๆ กลับไปที่โต๊ะทำงานของตนเอง ปากขมุยขมิบพึมพำเป็นทำนองว่าฃ

ฝากไว้ก่อนเหอะ

                ยัยอาโปนี่เป็นเลขาฯ ของแมรี่ หรือเมรี-เพื่อนสนิทของฉันเอง

                ที่จริงยัยเนี่ยไม่น่าชื่ออาโปหรอกค่ะ อย่างหล่อนมันน่าจะชื่อฮิปโปมากกว่า

ทำไมน่ะเหรอ แหม แหม...ฉันไม่อยากจะเม้าท์...เพราะรูปร่างอ้วนตันอย่างหล่อน

ชาตินี้อย่าได้บังอาจคิดไปเที่ยวเขาดินเลย...เพราะถ้าโปโผล่ไปที่นั่นเมื่อไหร่ เจ้า

หน้าที่อาจจะแตกตื่นว่าฮิปโปสาวหลุดมาจากกรงไหนกันน่ะสิคะ โฮะ โฮะ โฮะ...

                เอาละค่ะ อย่าไปสนใจเรื่องของยัยอาโปเลย มาเข้าเรื่องของเรากันต่อดีกว่า

                เมรีกับฉันเข้ามาทำงานที่บริษัทแห่งนี้ด้วยกัน เคยร่วมมือกันทำงานยาก ๆ

มาหลายชิ้น เคยรักกัน เคยทะเลาะกัน เคยเถียงกัน แล้วก็กลับมาดีกันเหมือน

พร้อม ๆ กัน

                เดินเราก็รักกันดีหรอกค่ะ ครั้นพอคุณทัดเทพออกไป และคุณธกฤตยังไม่ตั้ง

ผู้จัดการคนใหม่ ฉันกับเมรีก็ค่อย ๆ กลายมาเป็นศัตรูกันทีละนิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งนี้

เพราะตำแหน่งผู้จัดการที่เราทั้งสองต่างก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องได้เป็นนั่งเอง...

                บางทีถ้าตำแหน่งผู้จัดการมีสองคน เราก็คงไม่เกลียดกันแบบนี้หรอกค่ะ แต่

ทำไงได้...ในเมื่อตำแหน่งนี้มีได้เพียงหนึ่งเดียว ถึงจะเป็นเพื่อนกันแต่ฉันก็อยากเป็น

ผู้จัดการนี่คะ

                เพราะอย่างนี้ ความเป็นเพื่อนของเราก็เลยต้องถูกวางลงชั่วคราว...หรืออาจ

จะตลอดไป

                ของอย่างนี้ ใครดีใครได้ฮ่ะ!

 

                “ตกลงคุณพร้อมจะรับงานชิ้นนี้หรือเปล่าอันยา”

                ฉันเข้ามาในห้องประชุมก่อนเวลานิดหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดี เพราะคุณ

ธนกฤตนั่งรออยู่แล้วตามลำพัง

                เขาเป็นชายหนุ่มวัยสี่สิบปลาย ๆ แต่งงานมีภรรยาแล้ว มีลูกสองคน หน้า

ตาของเขาเหมือนกันลูกคนจีนทั่วไป หน้าตาดูดี รูปร่างสันทัด มีรอยยิ้มอยู่บน

หน้าตลอดเวลา

                ฉันรู้สึกสบายใจที่ทำงานกับเขา อย่างเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่ชอบก็คือนัยน์ตา

ที่กลอกไปกลอกมาอยู่ตลอดเวลาคู่นั้น บางครั้งมันก็เปล่งประกายประหลาดที่เดา

ไม่ออกว่าคุณธกฤตกำลังคิดอะไรภายในใจ

                “ว่าไง” เขาเห็นฉันเงียบไป ก็เลยถามย้ำอีกครั้งหนึ่ง “ผมเสนอให้คุณตัดสิน

ใจก่อนนะ เพราะถ้าอันยาทำไม่ได้ ผมจะลองถามแมรี่ ซึ่งผมเชื่อว่าแมรี่คงจะรีบ

ตอบรับทันที”

                ฉันเหลียวซ้ายและขวาให้แน่ใจว่ายัยเมรีไม่อยู่แน่ ๆ ก่อนจะตอบเจ้านายไป

อย่างมั่นใจว่า

                “ไม่ต้องถามใครแล้ว ฉันตกลงค่ะบอส”

                “ดีมาก” ท่าทางของคุณธกฤตดีใจอย่างเห็นได้ชัด เขายิ้มจนตาหยี ก่อน

จะให้คำมั่นกับฉันว่า “คุณไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลยนะอันยา ถ้าคุณสามารถทำให้

ด็อกเตอร์แสนลาออกจากบริษัทเพียงพอดี ไปอยู่ที่บริษัท Vision of Future

ได้ละก็ ผมสัญญาว่าจะโปรโมตคุณขึ้นมาเป็นผู้จัดแทนคุณทัดเทพ”

                “รับรองว่าบอสไม่ผิดหวังแน่ค่ะ” ฉันรีบยิ้มประจบ พอเห็นว่ายังพอมีเวลา

เหลืออยู่นิดหน่อยก่อนที่การประชุมจะเริ่มต้น ฉันเลยถามเจ้านายว่า

                “ขอถามนิดสิคะ...ทำไมบริษัท Vision ถึงอยากได้ตัวด็อกเตอร์คนนี้นัก เขา

เก่งมากเลยเหรอคะ...ด็อกเตอร์ทางด้านชีววิทยา สมัยนี้มีเยอะแยะไป”

                “เคยมีใครลองทาบทาบเขาดูแล้วยังคะ” ฉันถามเพื่อเป็นข้อมูล “หมายถึง

บริษัท Vision นั่นน่ะค่ะ”

                “เคยหลายหนแล้ว และก็โดนตอกกลับจนหน้าหงาย” เจ้านายของฉันว่า

“ด็อกเตอร์แสนบอกว่าเขาต้องการใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวไทย

มากกว่าไปช่วยบริษัทต่างชาติที่ร่ำรวยอยู่แล้ว”

                “ต๊าย” ฉันหัวเราะคิก “ยังมีคนโง่แบบนี้อยู่อีกเหรอคะ”

                “ก็นี่ละ บริษัท  Vision ถึงอยากให้เราปฏิบัติการ” คุณธกฤตหัวเราะชอบใจ

“ถ้าสำเร็จนะคุณเอ๊ย...เราจะมีรายได้จากงานนี้ไม่ต่ำกว่าสองล้านเลยละ”

                “สะ...สอง...สองล้าน” ฉันตาโต “มากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

                “แน่นอน” เจ้านายฉันพยักหน้า ดวงตาเปล่งประกายวาว “”มีค่าหัวสูง

ขนาดนี้ เชื่อหรือยังว่าด็อกเตอร์แสนไม่ธรรมดา...Vision of Future กล้าจ่าย

สูงขนาดนี้ เพราะด็อกเตอร์แสนจะสามารถทำรายได้ให้กับเขามากกว่านี้หลายเท้า”

                …สองล้าน...

                ฉันทำตาโต เพราะถ้าบริษัทได้เข้ามาสองล้าน นั่นหมายถึงค่าคอมมิชชั่น

ของฉันจะต้องได้สองแสน...โอว แม่เจ้า...รายได้งามขนาดนี้ ฉันจะปล่อยให้ยัยแม่รี่

คาบไปได้ยังไง

                “ลืมบอกเรื่องเงินเดือน ทางนั้นเขาบอกมาว่ายอมจ่ายให้ไม่อั้น เท่าไหร่ก็

ได้ ตามที่ด็อกเตอร์แสนเรียกมา” เจ้านายของฉันให้ข้อมูลเพิ่มเติม

                “ฉันจะรีบโทรศัพท์ไปเจรจากับเขาหลังเลิกประชุมนี้เลยค่ะบอส เสนอเงิน

เดือนเยอะ ๆ ยังไงก็น่าจะยอม”

                ฉันพยักหน้ากับตัวเอง เพราะเจอกรณีแบบนี้มาเยอะแล้ว แรก ๆ ก็ไม่ยอม

ย้ายงานเปลี่ยนบริษัท แต่พออัดเงินเดือนเข้าไปเท่านั้นละ ขี้คร้านจะรีบกลับไป

เขียนใบลาออกแทบไม่ทัน

                สังคมสมัยนี้ก็แบบนี้ละค่ะ...เคยได้ยินไหมคะ คำโบราณที่ว่า...

                …แข็งเท้าแข็งเงินง้าง อ่อนได้ทันใด...

                “โน” คุณธกฤตส่ายหน้า ท่าทางไม่เห็นด้วยกับแผนการง่าย ๆ ของฉัน

                “ถ้าคุณคิดได้แค่นี้ รับรองงานล่มตั้งแต่ยังไม่ได้ลงมือ ไม่คิดหรือไงว่าทาง

บริษัท Vision ลองเสนอเงินเดือนไปแล้ว หลักแสนปลาย ๆ เลยนะ แต่โดนด็อก-

เตอร์ไล่ตะเพิดกลับไปอย่างไม่ไว้หน้า”

                “ครอบครัวเขารวยอยู่แล้วเหรอคะ ถึงไม่สนใจเดือนเยอะ ๆ แบบนั้น ก็ไหน

บอสว่าด็อกเตอร์แสนเป็นนักเรียนทุนไงล่ะ” ฉันทำหน้านิ่ว...อือม...เห็นทีจะไม่ง่าย

อย่างที่คิดเสียแล้ว

                “ไม่ได้รวยมาจากไหนหรอก” ธกฤตยักไหล่ “พ่อแม่ทำไร่อยู่ที่เชียงใหม่ ถ้า

ผมจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นไร่สตรอว์เบอร์รี่นะ”

                “ไร่สตรอว์เบอร์รี่” ฉันหัวเราะคิกคักชอบใจ

                “ทำไร่แบบนั้นเงินไม่พอส่งลูกไปเมืองนอกหรอก” น้ำเสียงของคุณธกฤตเหมือน

ดูถูก “ด็อกเตอร์ได้เรียนต่อก็เพราะเป็นเด็กหัวดี ไม่อย่างงั้นพ่อแม่ก็ไม่มีปัญญาส่ง

เสียจนได้จบปริญญาเอกแน่ ๆ”

                “แล้วทำไมเขาถึงปฏิเสธเงินเดือนสูง ๆ ล่ะ” ฉันยังไม่เข้าใจจนแล้วจนรอด

                “อุดมการณ์ไงล่ะ” เจ้านายของฉันพูดยิ้ม ๆ

                “อุดมการณ์” ฉันทำตาโต...โอ แม่เจ้า...เดี๋ยวนี้ยังมีคนกินอุดมการณ์ต่าง

ข้าวอยู่อีกหรือ

                “ใช่” คุณธกฤตว่า “ท่าทางนายด็อกเตอร์คนนี้คงมีอุดมการณ์อย่างแรงกล้า

ที่จะอุทิศตนเพื่อสังคม เพราะบริษัทเพียงพอดีที่เขาทำงานอยู่ มุ่งทำงานพัฒนา

ชุมชนเป็นหลัก โดยอาศัยหลักการทำการเกษตรอย่างยั่งยืนและพอเพียง เมื่อได้

ผลผลิตมาบริษัทนี้ก็จะรับหน้าที่ดูแลเรี่องการตลาดให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิก”

               

                (โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม)


รีวิว (0)


สินค้าที่ใกล้เคียง (96 รายการ)

www.batorastore.com © 2021